Home Uncategorized ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนจบ)

ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนจบ)

ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนแรก)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 2)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 3)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 4)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 5)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 6)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 7)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 8)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 9)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 10)

ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 11)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 12)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 13)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 14)

 

ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia ครั้งนี้ นำเสนอเป็น “ตอนจบ” ครับ

ถือเป็น “ของแถม” ส่งท้ายฤดูหนาวเดือนมกราคมเข้าสู่ฤดูร้อนกันแล้วนะครับสำหรับกุมภาพันธ์

จึงอยากอำลาสายลมหนาวด้วยการพาทัวร์ “กรีนแลนด์” ดินแดนแห่งน้ำแข็งเป็นการทิ้งท้ายบรรยากาศ Winter Festival แบบนี้ครับ

อันที่ จะว่า “กรีนแลนด์” นี้ เป็น ดินแดน Scandinavia ก็ไม่น่าจะถูกต้องเสียทีเดียวนัก ทว่า ด้วยสถานะของ “กรีนแลนด์” มีฐานะเป็นดินแดนปกครองตนเองของ “เดนมาร์ก” มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956

ผมจึงขอรวบตึงเอา “กรีนแลนด์” มาอยู่ใน ดินแดน Scandinavia เสียด้วยเลยเพื่อเป็นการปิดฉากการ “ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia” ดังที่ได้เกริ่นนำไปในตอนต้น

ตำราว่าไว้ ห้วงก่อร่างสร้างเมืองนั้น “กรีนแลนด์” ในสมัยช่วงศตวรรษที่ 10 ถึง 11 ได้ถูกยึดครอบโดย “ไวกิ้ง” จาก “สแกนดิเนเวีย” ที่พากันอพยพเข้ามาตั้งรกรากและปักหลักหักร้างถางพงกลายเป็นถิ่นที่อยู่ที่อาศัยจาก “เอสกีโม”

และต่อมา “กรีนแลนด์” ได้กลายเป็นเมืองขึ้นของเดนมาร์ก จนกระทั่งได้รับสิทธิปกครองตนเองจาก “เดนมาร์ก” เมื่อปี ค.ศ.1979 นี่เองครับ!

“กรีนแลนด์” แห่งนี้ ถือเป็น “เกาะใหญ่ที่สุดในโลก” ครับ

ตั้งอยู่ทางทิศเหนือบริเวณ “จุดบรรจบกัน” ของ “มหาสมุทรแอตแลนติก” กับ “มหาสมุทรอาร์คติค” พอดิบพอดี

และแม้ว่า “กรีนแลนด์” จะชื่อว่า “กรีนแลนด์” ทว่า ปัจจุบัน แดนดินถิ่น “กรีนแลนด์”  แห่งนี้ รายล้อมด้วย “มหาสมุทร” ทั้ง 2 โอบรอบเกาะ “กรีนแลนด์” ดังที่กล่าวไป

และมีสภาพเป็นน้ำแข็งเกือบทั้งหมด!

“สภาพน้ำแข็ง” ของ “กรีนแลนด์” นี้ มีความหนามากกว่า 3 กิโลเมตร และมีอาณาเขตกว้างขวาง ครอบคลุมมากถึงเกือบ 2 ล้านตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละของพื้นทั้งหมด 90 เปอร์เซ็นต์ จากทางเหนือจรดทางใต้ และจากตะวันออกจรดตะวันตกเลยทีเดียว

 มีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เท่านั้น ที่อนุญาตให้มนุษย์อยู่อาศัยได้!

“เมืองหลวง” ของ “กรีนแลนด์” มีชื่อว่า Nuuk ครับ

Nuuk ได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่มี “อากาศบริสุทธิ์” ที่สุดในโลก!

Nuuk มีสถานที่ท่องเที่ยวทันสมัยมากมาย ซึ่งหลอมรวมกับประวัติศาสตร์และรากวัฒนธรรมดั้งเดิมของ “กรีนแลนด์” คือ “เอสกิโม”

ดังแสดงความเป็นมาของชนเผ่าเก่าแก่ในช่วงตั้งรกรากของ “กรีนแลนด์” อยู่ที่ “ศูนย์วัฒนธรรม Katuaq” ครับ

นอกจาก Nuuk แล้ว อีกเมืองหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ และน่าเที่ยวไม่น้อยไปกว่า Nuuk เลยก็คือเมือง Qaqortoq ครับ

หาก Nuuk เปรียบเสมือน Washington เมือง Qaqortoq ก็เทียบได้กับ New York ครับ

เพราะ Qaqortoq เป็นแหล่งรวมวัฒนธรรม ศิลปะ ประวัติศาสตร์ และ Event ที่ดึงดูดผู้คน โดยเฉพาะ “กิจกรรมกลางแจ้ง” ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความสำคัญของการเป็น “เมืองท่า”

นอกจากความสำคัญของ Nuuk และ Qaqortoq แล้ว เห็นจะไม่พูดถึง “สายเลือดหลัก” ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตผู้คน “กรีนแลนด์” นับจากยุคโบราณ ตราบจนกระทั่งปัจจุบันนี้มิได้เลย

ผมกำลังพูดถึง แม่น้ำ The Blue River “เส้นเลือดใหญ่” ของ “กรีนแลนด์” ครับ

The Blue River นอกจากจะเป็น “สายเลือดหลัก” และ “เส้นเลือดใหญ่” ของ “กรีนแลนด์” แล้ว ยังมีสถานะเป็น “ธารน้ำแข็งที่ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของโลก”

เพราะ The Blue River คือผืนน้ำแข็งขนาดยักษ์ของ “กรีนแลนด์” นั่นเองครับ!

ในฤดูร้อนที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงในอีกไม่นานนี้ แผ่นน้ำแข็งบางส่วนของ The Blue River ก็จะค่อยๆ ทยอยละลายสลายตัวลง กลายเป็นทะเลสาบสีฟ้าสดใส

และเริ่มรินเรี่ยล่องไหลลงใต้ และกลายสภาพเป็น “สายเลือดหลัก” และ “เส้นเลือดใหญ่” ของ “กรีนแลนด์” คือ แม่น้ำ The Blue River ที่ไหลอ้อยอิ่ง

และทอดตัวยาวไกลออกไปจนสุดลูกหูลูกตา ณ จุดสูงสุดของโลก!

ดังนั้น The Blue River จึงถือเสมือนพื้นที่ซึ่ง “เงียบที่สุด” “สงบที่สุด” และ “สวยงามที่สุด” เกินจะบรรยาย บนโลกใบนี้นี่เองครับ!

 จาก The Blue River ก็ขอส่งท้ายกันที่ไฮไลท์สุดเด็ดเจ็ดย่านน้ำของ “กรีนแลนด์” ก่อนอำลาจากกันไปครับ

นั่นคือ การพาโดยสานน้อน “สุนัขลากเลื่อน” หรือ Dog-Sledding และทัวร์ “สโนว์โมบิล” หรือ Snowmobile Tours กันครับ อิอิ

รับแขกโดย Dog-Sledding น้อนตัวใหญ่ยักษ์ ที่จะมาอาสาลากเลื่อนให้เรานั่นเองครับ 

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ต้องห้ามพลาดก็คือ Snowmobile Tours หรือ การขี่สโนว์โมบิล ที่รู้จักกันในนาม “เจ็ตสกีหิมะ” นั่นเองครับ ถูกใจทุกเพศ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ต้องห้ามพลาด ซึ่งตีคู่มากับ “สุนัขลากเลื่อน”  ก็คือการขี่ “สโนว์โมบิล”

สำหรับราคาของกิจกรรมทั้ง 2 อย่างนี้ จะเป็นแบบ “เหมา” นะครับ สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6,500 บาทต่อท่านนะครับผม