ในอดีต “การบวชพระ” เป็นเรื่องของการละทางโลก เมื่อผู้ชายคนหนึ่งรู้สึกศรัทธาและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงตัดสินใจสละเพศฆราวาสหันหน้าเข้าหาร่มกาสาวพัสตร์ ถือครองเพศบรรพชิตเพื่อศึกษาพระธรรม ฝึกจิตใจ ดำเนินชีวิตตามพระธรรมวินัย และสืบทอดพระพุทธศาสนา แต่ทุกวันนี้ ข่าวคาวโลกีย์เกี่ยวกับพระสงฆ์ที่กระทำผิดพระธรรมวินัยจนต้องอธิกรณ์ขั้นปาราชิกมีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ตั้งแต่เสพเมถุน อวดอุตตริมนุสธรรม และการลักทรัพย์ ตั้งแต่การงัดตู้บริจาค ยักยอกเงินวัด ฟอกเงิน และนำเงินทำบุญไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมจะเริ่มมีคำถาม ว่าพระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ในสมณเพศเวลานี้ “บวชเพื่ออะไร” และสำหรับพระบางรูป การบวชคือ “อาชีพ” สำหรับการหารายได้หรือไม่ อาชีพที่รวยเร็วและรวยแบบไม่มีใครรู้ (จนกว่าเรื่องจะแดง)
“พระกลายเป็นอาชีพ” จึงไม่ใช่แค่วาทกรรมที่สังคมใช้ประชดประชันบุคคลที่ห่มผ้าเหลืองอีกต่อไปแล้ว เพราะมันสะท้อนภาพความจริงที่สั่นคลอนศรัทธาของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะหลังจากที่สังคมผ่านมรสุมข่าวสะเทือน “วงการแคร์รอต” (คำแสลงบนโลกออนไลน์ที่ใช้เรียกวงการสงฆ์ที่มีข่าวอื้อฉาวแบบไม่พัก) มาหลายต่อหลายครั้ง และคนเริ่มพูดคุยกันแล้วด้วยว่า “พระรูปไหนจะเป็นรายต่อไป” เมื่อการเป็นพระของพระสงฆ์ในปัจจุบันได้รับความศรัทธาและความไว้วางใจจากพุทธศาสนิกชนน้อยลงเรื่อย ๆ หลายคนตั้งข้อสงสัยและเริ่มเหมารวมว่าพระหลายรูปอาจจะเข้ามาบวชโดยที่ไม่ได้มีเป้าหมายทางธรรมเป็นหลักตั้งแต่แรก หรืออาจจะเริ่มบิดเบี้ยวไปจากความโลภที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นเมื่อเห็นเงินก้อนโตล่อตาล่อใจ แถมเป็นเงินที่ได้มาง่าย ๆ โดยไม่ต้องหา ญาติโยมก็พร้อมนำมาถวาย บวกกับวิถีชีวิตปกติก็แทบจะไม่ได้ใช้เงินในชีวิตประจำวัน จึงเริ่มหาสีกามาเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี ภาพเหล่านี้ทำให้สังคมเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า “พระ” แทบจะกลายเป็นอาชีพหนึ่งไปแล้ว หาเงินก็ได้ มีเมียก็ได้ แถมรวยมากขนาดที่เอาเงินมาเลี้ยงเมียอีกต่างหาก!
“ผ้าเหลือง” คือช่องทางในการหารายได้
แรกเริ่มเดิมที วัตถุประสงค์ในการบวชของชายไทยนั้นมีด้วยกันหลัก ๆ ไม่กี่ข้อ คือบวชเพื่อเรียนและศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า บวชเพื่อขัดเกลาจิตใจและกำจัดกิเลส บวชเพื่อหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์และมุ่งสู่ความสงบทางใจ บวชเพื่อทดแทนพระคุณบุพการี และบวชเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ทว่าเมื่อเกิดข่าวฉาวในวงการผ้าเหลืองที่สั่นสะเทือนศรัทธาของเหล่าพุทธศาสนิกชนอยู่บ่อยครั้ง และแต่ละครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เมื่อพระสงฆ์ที่อยู่ในข่าวไม่ใช่แค่พระธรรมดา ๆ นิรนามที่ไม่มีคนรู้จัก พระวัดเล็ก ๆ ที่มีแค่คนในพื้นที่เท่านั้นที่จะรู้จักชื่อวัด แต่พระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคณะจังหวัด เจ้าอาวาส และพระราชาคณะชั้นเทพ ชั้นราช แถมยังเป็นพระวัดดังที่เป็นที่รู้จักระดับประเทศด้วย เกิดคดีขึ้นมาแต่ละทีก็สั่นสะเทือนโครงสร้างคณะสงฆ์อย่างรุนแรงแทบทุกครั้ง
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนในสังคมจะเริ่มตั้งข้อสงสัย ว่าสำหรับคนบางกลุ่มแล้ว ผ้าเหลืองคือ “ช่องทางในการหารายได้” ไม่ใช่ “หนทางแห่งธรรม” หรือเปล่า เมื่อการเป็นพระทำให้ได้รับทั้งศรัทธาและความไว้วางใจจากผู้คนทุกระดับ ขณะเดียวกันก็มีทั้งเงินปัจจัยและทรัพย์สินที่ญาติโยมถวายให้วัดเพื่อทำบุญเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็ดันมีคนที่มองเห็นว่าบวชแล้วมีคนถวายเงิน บวชแล้วมีเงินบริจาคเข้าวัด บวชแล้วมีทรัพย์สินให้ดูแล ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเงินหลักแสนหลักล้านในบัญชีที่พระระดับเจ้าอาวาสดูแลก็ได้ แค่ปัจจัยในตู้บริจาคไม่กี่ร้อยก็มีข่าวพระลูกวัดงัดตู้มาแล้ว การที่พระซึ่งจริง ๆ ก็คือมนุษย์คนหนึ่ง อยู่ใกล้เงินที่ได้มาง่าย ๆ ความโลภก็ทำงานง่ายขึ้นเช่นกัน
เมื่อ “เงินทำบุญ” กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ล่อตาล่อใจ
“เงินทำบุญ” มีความพิเศษอย่างหนึ่งตรงที่เจ้าของเงินไม่ได้สละมอบให้เพราะต้องการสินค้าเป็นชิ้นเป็นอัน หรือหวังผลตอบแทนแบบการซื้อขายทั่วไป แต่เป็นการสละมอบให้ด้วยความศรัทธาและความตั้งใจดีที่อยากจะสนับสนุนพระพุทธศาสนา วัด หรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งความศรัทธาและความตั้งใจทำความดีนั้นก็เชื่อกันว่าทำแล้วได้บุญ คือได้ความสุข ได้ความสบายใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อเงินทำบุญจำนวนมากของญาติโยมหลายคนถูกนำมารวมกันไว้ในวัด ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีระบบดูแลและตรวจสอบอย่างเหมาะสม เพราะเงินจำนวนมาก หากอยู่ใกล้มือคนที่มีจิตใจอกุศล แม้ว่าจะอยู่ในผ้าเหลืองก็ตาม ก็สามารถกลายเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้ ตั้งแต่การหยิบยืมออกไปใช้ทีละน้อย ๆ หลาย ๆ ครั้ง ไปจนถึงการทุจริตที่มีรูปแบบซับซ้อน หากไม่มีการตรวจนับและเก็บรักษาที่รัดกุม ก็ยิ่งเปิดช่องให้เกิดปัญหาได้ง่าย
อย่างไรก็ดี เรื่องเงินทองไม่เข้าใครออกใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเงินก้อนโตมาก ๆ หรือมีหน้าที่ในการดูแลบัญชีของวัด โอกาสที่จะเกิดความโลภขึ้นมาก็ยิ่งสูง และเมื่อผู้กระทำผิดเป็นพระ บุคคลที่มักจะอยู่นอกเหนือความคาดหมายของคนทั่วไป ความเสียหายจึงมักจะไม่ได้จบลงแค่จำนวนเงินที่หายไป แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของคนที่เคยศรัทธาและเคยทำบุญกับวัดนั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้เหมารวมว่าพระทุกรูปจะต้องต้องโลภหรือพยายามหาทางนำเงินก้อนนั้นมาใช้ส่วนตัว และหากมองอย่างธรรมชาติ ความอยากเป็นเรื่องปกติ วินาทีที่เห็นเงินเยอะ ๆ แล้วรู้สึกว่าอยากเป็นเจ้าของเงินก้อนนี้ แต่สิ่งที่สำคัญคือการจัดการกับกิเลสและหักห้ามใจได้ต่างหาก
การบวชเป็นพระ คือทางออกของ “คนตกงาน” ?
ประเด็นที่สุ่มเสี่ยงจะเรียกดราม่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนในสังคมจำนวนไม่น้อยเคยแอบตั้งคำถาม คือวัตถุประสงค์ในการออกบวชของใครหลายคน อาจไม่ใช่เหตุผลทางด้านศาสนาหรือวัฒนธรรมอันดีอะไรหรอก แต่อาจจะเป็นทางออกของ “คนที่กำลังตกงานอยู่” ก็เป็นได้ เมื่อแรงงานในตลาดแรงงานแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง อัตราคนว่างงานสูงลิ่ว หากคุณสมบัติไม่มากพอที่องค์กรต่าง ๆ จะรับเข้าทำงาน การใช้ชีวิตอยู่ไปวัน ๆ ไม่มีทางที่จะรอดได้ และหากไม่กล้าเสี่ยงที่จะไปจบลงในคุกด้วยการเป็นมิจฉาชีพลักวิ่งชิงปล้น การบวชจึงอาจกลายเป็นทางเลือกอาชีพของคนกลุ่มนี้ เพราะท้ายที่สุดต่อให้พระอุปัชฌาย์หรือเจ้าอาวาสจะสอบถามพูดคุยกันในเบื้องต้นเป็นการส่วนตัวก่อนบวช ก็ไม่มีใครจะรู้เจตนาที่แท้จริงในใจของเจ้าตัวได้ว่าบวชเพราะเลื่อมใสจริง ๆ หรือบวชเพราะไม่มีงานทำ
หลังจากที่บวชเสร็จ ถือสมณะเพศเรียบร้อย สำหรับคนกลุ่มนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จที่ไม่ต้องดิ้นรนก็มีชีวิตอยู่รอดได้แล้ว มีกุฏิให้อยู่ ออกบิณฑบาตก็มีอาหารกิน ไหนจะปัจจัยที่ญาติโยมนำมาถวายทำบุญอีก ถ้าในช่วงที่บวชอยู่เป็นพระที่ดี ไม่ทำความผิดอะไรเลย ก็ถือว่าเจตนาแรกที่มาบวชนั้นช่วยให้อยู่รอดจากการไม่มีงาน ไม่มีเงินได้จริง ๆ และยิ่งกับคนที่มีคารมคมคายเป็นทุนเดิม มีทักษะทางการตลาด หรือมีความสามารถพิเศษอย่างเช่น การดูดวง มีจิตวิทยาในการพูด หรือสร้างคอนเทนต์ได้ ผ้าเหลืองจะกลายเป็นทางลัดในการสร้างตัวทันที ทำให้ “ต้นทุนความน่าเชื่อถือ” พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดโดยแทบไม่ต้องลงทุนเริ่มต้นจากศูนย์เหมือนคนทั่วไป
“บวชแล้วมีคนเลี้ยง” เป็นความคิดที่อันตรายมากกว่าที่คิด
จากข้อก่อนหน้า คือการที่มีคนบางคนบวชเป็นพระเพราะมองว่าเป็นทางรอดของการตกงาน ณ เวลานั้น และการที่มีภาพของพระที่กระทำผิดให้เห็นอยู่อย่างซ้ำ ๆ คนในสังคมก็คงอดไม่ได้ที่มองว่า “พระคืออาชีพหนึ่งที่ชาวบ้านเป็นคนหาเลี้ยง” บางคนเริ่มมองการบวชคล้ายกับการมีชีวิตที่ไม่ต้องรับภาระเรื่องปากท้อง ไม่ต้องเหนื่อยทำงานหนักแบบฆราวาส ทว่าก็ยังมีข้าวกิน (ฉัน) เพราะญาติโยมถวายอาหารให้ทุกวัน มีผู้คนถวายปัจจัยทำบุญ มีวัดเป็นสถานที่พำนักหลับนอนทุกคืน และบางแห่งมีเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนมาก การบวชจึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกในการดำรงชีวิตสำหรับคนบางกลุ่ม ทั้งที่แก่นแท้ของการบวชไม่ใช่เรื่องนั้นเลย ยิ่งในทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้คนพากันมีอคติเรื่องพระกันไปครึ่งค่อนสังคมแล้ว เห็นได้ชัดกับมุกตลกที่เรียกพระสงฆ์ว่า “แคร์รอต” ซึ่งบางคนอาจจะสุดโต่งถึงขั้นคิดแบบเหมารวมกับพระทุกรูป และมีภาพจำด้านลบกับพระพุทธศาสนาเลยก็ว่าได้
หากมองอย่างเป็นกลาง เราจะเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของพระ ไม่ใช่เรื่องผิดในตัวมันเอง แต่ปัญหาหลัก ๆ จะเกิดขึ้นเมื่อคนบางคนมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็น “ข้อได้เปรียบ” มากกว่าข้อปฏิบัติที่มาพร้อมกับการบวช มีความคิดเพียงว่าไม่ต้องทำงานหาเงินเอง แต่ยังมีคนเลี้ยงดู ยิ่งถ้าเห็นพระบางรูปมีทรัพย์สิน มีเงินหมุนเวียน หรือสามารถเข้าถึงเงินบริจาคจำนวนมาก ก็ยิ่งอาจทำให้คนที่มีเจตนาไม่ดีมองเห็นผลตอบแทนที่ตัวเองจะได้รับมากกว่าหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ และเมื่อมีพระส่วนน้อยที่ทำเรื่องด่างพร้อยจนส่งผลกระทบไปกันหมด แบบปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง ก็อาจทำให้สังคมมองว่าการบวชของใครสักคนเป็นทางเลือกในการดำรงชีวิตมากกว่าการฝึกตน
เมื่อความศรัทธากลายเป็น “ต้นทุน” ที่ทำเงินได้มหาศาล
ใครที่เคยรับชมซีรีส์เรื่องดังของ Netflix เรื่อง “สาธุ” ทั้งสองซีซัน จะเห็นภาพได้ชัดเจนมาก ว่าเมื่อร่มกาสาวพัสตร์ถูกแปลงสภาพให้เป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” โครงสร้างการบริหารวัดหลายแห่งก็แทบจะไม่ต่างอะไรจากบริษัทเอกชน ที่เน้นการตลาดและการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งเพื่อทำกำไร ไม่ว่าจะด้วยการสร้างแบรนด์ส่วนบุคคลจากตัวเกจิหรือเจ้าอาวาส การทำสินค้าออกจำหน่าย (เช่า) อย่างวัตถุมงคล มหกรรมการทำบุญก่อสร้างที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ พิธีกรรมเสริมดวงหรือปลุกเสกของขลัง หรือแม้แต่การเปิดให้วัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งถ้าหากมองตามโมเดลธุรกิจ “พุทธพาณิชย์” จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนทำเงินได้มหาศาล โดยวัดความสำเร็จได้จากความศรัทธาและความตั้งใจของศาสนิกชน อย่างยอดเงินทำบุญ ยอดวิวไลฟ์สดพิธีปลุกเสก จำนวนวัตถุมงคลที่ปล่อยออกไปได้ จำนวนความต้องการเครื่องรางของขลังแต่ละรุ่น ความสนใจของคนในการดูดวงหรือทำพิธีกรรมเพื่อเสริมดวง ฯลฯ
ในกรณีของเงินทำบุญที่ถูกยักยอก สิ่งที่ทำให้การทุจริตโดยพระน่ากังวลกว่าการโกงเงินทั่วไป คือการที่พระไม่ได้มีเพียงตำแหน่งหรือหน้าที่ แต่ยังมี “ความศรัทธา” เป็นทุนทางสังคมอยู่ในมือ คนที่นำเงินมาถวายไม่ได้ตรวจสอบทุกบาททุกสตางค์เหมือนการลงทุน ด้วยความเชื่อใจว่าพระหรือวัดจะนำเงินไปใช้ในสิ่งที่เหมาะสม เมื่อมีใครนำสถานะพระมาใช้เพื่อให้คนเชื่อใจ ก่อนจะนำความไว้วางใจนั้นไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ก็เท่ากับนำศรัทธาของชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ยิ่งถ้าพระรูปนั้นมีชื่อเสียง มีคนติดตาม หรือมีภาพลักษณ์น่าเลื่อมใส ความน่าเชื่อถือก็จะยิ่งกลายเป็นเกราะคุ้มกันที่ทำให้คนตั้งคำถามน้อยลงว่าเงินที่เข้าวัด ถูกนำไปใช้ในเรื่องใดกันแน่
การตรวจสอบที่ไม่เข้มงวดพอ ทั้งที่มี “เงินไหลเข้าวัด” เป็นจำนวนมาก
ภาพซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นกับวัดดัง ๆ ก็คือ เป็นวัดที่มีผู้คนศรัทธาเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ตามมาคือเงินทำบุญและทรัพย์สินที่ถูกถวายเข้าวัดเพื่อทำบุญ แน่นอนว่าในด้านหนึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดี หากเงินเหล่านั้นถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง เพราะสามารถนำไปใช้ดูแลวัด ใช้สนับสนุนกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา หรือแม้แต่นำไปใช้ช่วยเหลือสังคม ทว่าในอีกด้าน เงินก้อนใหญ่หมายถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย ไม่ใช่พอคิดว่าเป็นเงินทำบุญแล้วจะไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบ ด้วยความที่เป็นเรื่องของศรัทธา และบางคนก็เชื่อเรื่องบุญ-บาป ว่าทำบุญไปแล้วก็ควรแล้วไม่ต้องคิดเล็กคิดน้อย และมองว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องของการจับผิด สงสัยเท่ากับลบหลู่ เป็นเรื่องไม่สมควรเดี๋ยวทำบุญจะกลายเป็นได้บาป โดยที่ไม่รู้เลยว่าความคิดเช่นนั้นเอง ถึงทำให้เกิดคดียักยอกเงินวัดหลักหลายล้านเข้ากระเป๋าคนคนเดียว
ในความเป็นจริง ยิ่งมีคนเอาเงินไปทำบุญที่วัดมากเท่าไร ก็ยิ่งควรมีระบบบัญชี การเก็บรักษา การตรวจนับ และการตรวจสอบที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะเงินเหล่านั้นไม่ได้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพระรูปใดรูปหนึ่งที่ใครจะดึงเอาไปใช้ได้ตามใจชอบ การตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสจึงไม่ควรจะถูกมองว่าเป็นการลบหลู่ศาสนาหรือจาบจ้วงพระ แต่เป็นการปกป้องเงินที่ประชาชนนำมาถวายด้วยความศรัทธา และป้องกันไม่ให้ความศรัทธานั้นกลายเป็นช่องโหว่ให้ใครเข้ามาหาผลประโยชน์ต่างหาก แต่คำถามสำคัญก็คือ ทุกวันนี้เจ้าของเงินทำบุญทุกบาททุกสตางค์ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มากน้อยแค่ไหนว่าเงินทำบุญถูกนำไปใช้ในทางที่ถูกที่ควร
ระบบตรวจสอบที่ไม่เข้มงวด เป็นที่มาของ “วงจรสมี”
ดูเหมือนว่าวงจรการเกิด “สมี” จะถูกยกระดับให้กลายเป็นปัญหาคลาสสิกของสังคมไทยไปเสียแล้ว เพราะมันเริ่มเป็นวัฏจักรซ้ำซากจากการที่ระบบตรวจสอบยังไม่เข้มแข็งมากพอในวงการนี้ สิ่งที่เราเห็นก็คือ เมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นในวงการสงฆ์ จนทำให้พระภิกษุที่ต้องอาบัติขั้นปาราชิก เช่น การเสพเมถุน การยักยอกเงินวัด กระบวนการในการจัดการมักจะเป็นกระบวนการเฉพาะหน้า อย่างการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุมคากุฏิ ยึดเงินสด ยึดทองคำ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ มูลค่าหลักร้อยล้าน จับสึกและนำตัวไปดำเนินคดี จากนั้นก็ตามมาด้วยรายงานข่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สื่อทำงานด้วยการขุดคุ้ยประวัติส่วนตัวในทุกซอกทุกมุม จากนั้นเรื่องก็จะค่อย ๆ เงียบไปจนกว่าจะเกิดกรณีใหม่ ซึ่งจะเห็นว่ามันมักจะจบลงที่ตัวบุคคล คือการจับสึก กลายเป็นสมี ยึดทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมาย
ทว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อพระพุทธศาสนาและต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชนกลับไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรมเลยสักครั้ง เพราะสิ่งที่ถูกทำลายจากการที่มีพระกระทำความผิดในวัดไม่ใช่แค่เรื่องเงินที่ถูกโกงไป แต่คือความศรัทธาที่คนจำนวนมากมีต่อพระและวัดโดยรวม โครงสร้างปัญหาและช่องโหว่เดิม ๆ ก็ยังคงอยู่และทำงานต่อไปจนกว่าจะมีพระอีกรูปกลายเป็นตัวละครใหม่ในการถูกแฉ ซึ่งในเวลานี้ผู้คนจำนวนมากในสังคมเริ่มเห็นตรงกันว่าน่าจะมีอีกหลายกรณีแค่ยังจับไม่ได้ ทำให้วงจรอุบาทว์เช่นนี้วนกลับมาเกิดซ้ำได้เรื่อย ๆ โดยที่ระบบปกครองสงฆ์แทบไม่มีการปฏิรูปหรือปรับตัวอะไรเลย เหมือนเป็นระบบที่แตะต้องไม่ได้จนอยู่เหนือการควบคุม
เมื่อ “การบวช” สำหรับใครบางคนไม่ใช่เรื่องของศรัทธาหรือความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แต่มองเห็นว่าเป็น “ช่องทางทำเงิน” จากศรัทธาของคนอื่น เพราะบวชแล้วหาเงินได้ง่าย ไม่ต้องทำงานหนักแบบฆราวาส แถมยังไม่ต้องใช้จ่ายส่วนตัวไปกับปัจจัยสี่มากนัก ข้าวก็มีให้กิน วัดมีให้นอน เครื่องแบบก็มีแค่แบบเดียวคือไตรจีวร ยาสามัญประจำบ้านก็มาในถังสังฆทาน รถโดยสารสาธารณะบางประเภทก็ขึ้นฟรี เจ็บป่วยร้ายแรงส่วนใหญ่ก็รักษาฟรี แต่ที่จูงใจที่สุด คือการที่มีคนนำเงินมาถวาย มีเงินกองกลางให้บริหาร และระบบตรวจสอบก็มีช่องโหว่มากมาย จนสามารถกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้เป็นหลักร้อยล้าน เห็นได้ชัดว่า “ผ้าเหลือง” อาจกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนผิดประเภทเข้ามาในพระพุทธศาสนา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ผู้คนจะเสื่อมศรัทธา และเริ่มมองว่า “พระก็เป็นแค่อาชีพหนึ่งที่รวยเร็วมาก!”
อย่างไรก็ตาม การที่คนยังคงทำบุญอยู่ การที่วัดมีเงินหรือมีทรัพย์สินในครอบครองก็ไม่ใช่เรื่องผิด ในทางกลับกัน การที่วัดมีเงินเพียงพอสำหรับทำนุบำรุงศาสนสถานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องจำเป็น ปัญหานี้จึงไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคลที่ตั้งคำถามว่า “พระมีเงินได้ไหม” หรือ “พุทธพาณิชย์ทำให้พระรวยแค่ไหน” แต่ต้องถามต่อว่าเงินนั้นเป็นของใคร ใครมีอำนาจจัดการ ใครตรวจสอบ และมีความผิดปกติ ใครสามารถเข้าไปตรวจสอบได้จริง ๆ เพราะระบบบริหารจัดการเงินของวัดในทุกวันนี้ ดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้บุคคลเพียงไม่กี่คนมีสิทธิ์ถือและเข้าถึงเงินจำนวนมากโดยไร้กระบวนการตรวจสอบที่เหมาะสม ต่อให้พระสงฆ์ส่วนใหญ่จะเป็นพระที่ดี แต่มันก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากระบบมีช่องโหว่จนคนที่เข้ามาด้วยเจตนาไม่ดีมองเห็นว่าการบวชเป็นทางลัดสู่การเป็นเศรษฐี แม้จะทำได้แค่รวยเงียบ ๆ ก็ตาม
ถึงอย่างนั้น การรวยเงียบ ๆ นี่แหละอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้อดีตพระหลายรูปกล้าที่จะเสี่ยง โอกาสที่จะถูกจับได้มันน้อยกว่าทั้งด้วยตัวระบบของมันเอง ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ด้วยพลังศรัทธา และด้วยลักษณะโดยทั่วไปของการเป็นพระที่ไม่เอื้อให้อวดรวยได้ตามใจชอบ การรวยลับ ๆ จึงเกิดขึ้นได้นาน ในตอนจบ เรื่องอาจจบไม่สวย แต่ก็แค่ “อาจ” ซึ่งหมายความอาจจะถูกจับได้หรือไม่ถูกจับได้ก็ได้ เมื่อมีจังหวะให้กอบโกยและได้เป็นคนรวยบ้างสักครั้ง มันก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง!
นี่จึงเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ให้ตรงจุด เพราะศาสนาไม่ควรเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนเข้ามาเพราะเห็นว่าหากินง่าย และความศรัทธาของญาติโยม ก็ไม่ควรถูกทำลายจนทำให้กลายเป็นแหล่งเงินทุนส่วนตัวของใคร





























