สำหรับผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยเลขสาม มักมาพร้อมกับคำถามที่ว่า “ยังเรียกว่า ‘สาว’ ได้อยู่หรือไม่” หรือถ้าเจ็บปวดกว่านั้น ก็คือภาพจำของสังคมที่ตีตราว่าพวกเธอ “แก่แล้ว” เพราะในสายตาของสังคม ช่วงอายุหลัง 30 ปีของผู้หญิงอาจถูกมองว่าเป็นช่วงวัยที่พ้นจากความสาว โดยเฉพาะหากอายุ 35 ปีขึ้นไป คำพูดแซวเล่นในชีวิตประจำวันว่า “แก่” จะได้ยินบ่อยขึ้น ๆ นั่นทำให้พวกเธอต้องเริ่มระวังตัว และพยายามทำทุกทางเพื่อที่จะ “ไม่ยอมแก่!”
ในอดีต การที่สังคมมองว่าผู้หญิงวัย 35+ คือคนที่แก่แล้ว มาจากโครงสร้างสังคมแบบดั้งเดิม ที่คุณค่าของผู้หญิงมักถูกประเมินผ่านกรอบสองกรอบเป็นหลัก กรอบแรกคือเรื่องของ “ความสามารถในการสืบพันธุ์” เนื่องจากผู้หญิงสมัยก่อนมักแต่งงานเร็ว อีกทั้งยังมักจะรับหน้าที่เป็นแม่บ้าน ไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้าน วัยเลขสามของผู้หญิงในยุคนั้นจึงมักจะมีลูกที่โตแล้ว ที่สำคัญ ยังมีปัจจัยด้านชีววิทยาและการแพทย์ที่ยังไม่ทันสมัย ที่ทำให้การมีบุตรในวัย 30+ เริ่มยากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ซึ่งการที่ยังไม่แต่งงานมีลูกก็ถูกมองว่าผิดปกติ เป็นสาวแก่ขึ้นคาน มีลูกช้าโตไม่ทันใช้ สังคมโบราณที่เน้นภาพของการผลิตทายาทเพื่อสืบสกุล จึงเริ่มมองว่าคุณค่าของผู้หญิงวัยนี้ลดลง
ส่วนกรอบที่สอง น่าจะมาจากการมองผู้หญิงด้วย “สายตาของเพศชาย” สื่อต่าง ๆ และสังคมมักมองผู้หญิงเป็นวัตถุทางสายตาที่ต้องตอบสนองความพึงพอใจของเพศชาย ขณะเดียวกัน มาตรฐานความงามก็ถูกผูกติดอยู่กับความเยาว์วัย นั่นทำให้ผู้หญิงที่เริ่มมีอายุ ภาพจำในสื่อจึงมักจะผลักพวกเธอให้หลุดออกจากพื้นที่ของความสวยงามทันที จนกลายเป็นที่มาของคำว่า “แก่แล้วไม่มีใครเอา”
อย่างไรก็ตาม สังคมปัจจุบันนั้นแตกต่างออกไปมาก คนจำนวนมากเริ่มมองว่าคนวัย 30+ หรือ 35+ เป็นช่วงอายุที่อยู่ในช่วงต้น ๆ ของชีวิตเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะแก่อย่างที่สังคมสมัยก่อนมอง อีกทั้งความสาวของคนยุคนี้ก็ไม่ได้ผูกขาดไว้แค่ช่วงอายุ 20 ต้น ๆ อีกต่อไปแล้วด้วย มีตัวช่วยมากมายที่ทำให้ผู้หญิงอายุ 30+ 40+ หรือแม้แต่ 50+ ก็ยังดูไม่แก่ รวมถึงพลังงาน ความมั่นใจ และวิธีที่พวกเธอใช้ชีวิตด้วย ที่ไม่ยอมให้ตัวเลขที่มากขึ้นมากำหนดชีวิต นับเป็นการทำลายกรอบความคิดเก่า ๆ ที่คอยขีดเส้นแบ่ง “ความแก่” ของผู้หญิงอย่างไม่ยุติธรรม
35+ แล้วทำไมต้องเลิกเรียกว่า “สาว”?
เป็นเรื่องที่สังคมเข้าใจกันโดยทั่วไปว่าคำว่า “สาว” นั้น มักถูกใช้กับผู้หญิงที่ยังดูอ่อนกว่าวัย หรือเป็นคนที่อายุอยู่ในช่วงที่สังคมมองว่า “ยังไม่แก่” ทว่าสิ่งที่น่าสนใจก็คือ เรามีเส้นแบ่งที่ชัดเจนขนาดนั้นหรือไม่ว่าต้องอายุเท่าไรถึงจะหมดสิทธิ์ถูกเรียกว่า “สาว” ดังนั้น ภาพที่เห็นอยู่เสมอ ๆ ก็คือคำว่า “สาว” ของผู้หญิง มักจะถูกลดทอนความหมายให้ผูกติดอยู่กับความอ่อนเยาว์ทางกายภาพในช่วงอายุ 20 กว่า ๆ เท่านั้น เมื่อถึงเลขสามปุ๊บคือจบทันที
ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของคำว่า “สาว” ไว้ว่า “หญิงที่มีอายุพ้นวัยเด็ก นับตามความนิยมตั้งแต่ 15-30 ปีขึ้นไป” นิยามเช่นนี้อาจจะชัดเจนว่า ในภาษาไทยไม่ได้มีเกณฑ์อายุที่ตายตัวว่าต้องไม่เกินกี่ปี คนที่อายุ 30 ปีขึ้นไปก็ยังคงเป็นสาวอยู่ และสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นสาวได้อย่างสบายใจด้วย ไม่ว่าจะอายุ 35 ปี อายุ 40 ปี หรืออายุ 50 ปีก็ตาม เพราะคำว่า “สาว” ไม่ได้มีความหมายเดียวกับคำว่า “อายุไม่เกิน…” เสมอไป ถึงอย่างนั้น รูปลักษณ์ การแต่งตัว บุคลิกภาพ และวิถีชีวิต ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้คนมองผู้หญิงคนหนึ่งว่าเด็กหรือแก่ด้วยเช่นกัน ดังนั้น เมื่อมีคนบอกว่าผู้หญิงอายุ 35+ “ไม่ใช่สาว ๆ แล้วนะ” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าพวกเธอแก่แล้วจริง ๆ หรือ แต่คือใครเป็นคนตั้งกฎว่าอายุ 35 จะต้องเปลี่ยนสถานะจากวัยสาวเป็นคนแก่!
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้หญิงที่อายุมากกว่า 30 ปียังคงเรียกตัวเองว่า “สาว” สังคมก็ยังพยายามทำให้คำว่าสาวของพวกเธอเปลี่ยนรูปไปเล็กน้อย โดยทำให้มันกลายเป็นคำประสม โดยเติมคำว่า “แก่” หรือ “ใหญ่” เข้าไป จนกลายเป็น “สาวแก่” หรือ “สาวใหญ่” ซึ่งเอาเข้าจริง มันก็ไม่ใช่คำเรียกที่รื่นหูเท่าไรนัก โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดเผยถึงอายุจริงของผู้หญิงสมัยใหม่ที่ใคร ๆ ก็ดูอ่อนกว่าวัยได้ถ้าดูแลตัวเองดี ๆ ดังนั้น อายุตั้งแต่ 35 ปีเป็นต้นไป สมควรถูกเรียกว่า “สาวแก่” หรือ “สาวใหญ่” จริง ๆ หรือ
ทำไมอายุของผู้หญิง มักถูกจับตามองมากกว่าผู้ชาย
เมื่อผู้หญิงอายุเข้าเลขสาม มักถูกสังคมจับตามองมากกว่าผู้ชาย นี่คือปรากฎการณ์หนึ่งที่น่าสนใจในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของรูปลักษณ์ ที่มักถูกมองว่า “เริ่มแก่แล้ว” ผู้หญิงจะถูกโฟกัสในเรื่องของริ้วรอย รูปร่าง ผิวพรรณ หรือความสวยงามที่เปลี่ยนไปตามวัย ราวกับว่าเมื่อผู้หญิงอายุเข้าเลขสามไปแล้ว ความสวยงามถูกหยุดไว้แค่นั้นแล้วแก่ลงแบบทันที ตรงกันข้าม ผู้ชายกลับถูกมองว่าดูดีขึ้น มีเสน่ห์ขึ้น วัยกำลังสร้างตัว กำลังภูมิฐาน หรือมีประสบการณ์ที่มากขึ้นเสียด้วยซ้ำ
อีกเรื่องที่ถูกตั้งคำถามมาก ๆ ก็คือ เรื่องของการหาคู่ครอง ผู้หญิงโสดที่อายุเข้าสู่เลขสามแล้ว มักจะต้องเผชิญหน้ากับคำพูดจากคนรอบตัวอยู่เสมอ ๆ ว่า “มีแฟนหรือยัง” “เมื่อไรจะแต่งงาน” “รีบแต่งงานนะจะได้รีบมีลูก” หรือแม้แต่คำถามที่ไม่รู้ว่าจะต้องตอบอย่างไรให้คนฟังเข้าใจ ว่า “ทำไมถึงยังโสดอยู่” ในขณะที่ผู้ชายอาจถูกตั้งคำถามหรือถูกคาดหวังในเรื่องนี้น้อยกว่าในช่วงวัยสามสิบต้น ๆ
ปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นว่าสังคมให้คุณค่ากับ “อายุ” มากพอสมควร กลายเป็นภาพจำที่สังคมทำให้เกิดมาตรฐานในการมองคนต่างเพศไม่เท่ากัน ผู้หญิงถูกผูกเข้ากับความสาว ความสวย และความอ่อนเยาว์ค่อนข้างมาก ขณะที่ผู้ชายอายุมากขึ้นกลับไม่จำเป็นต้องสูญเสียคุณค่าในสายตาสังคมไปพร้อมกับวัย ทั้ง ๆ ที่ “ความแก่” เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกคนไม่จำกัดเพศ ทว่าสังคมกลับผูกคุณค่าของผู้หญิงตามอายุที่มากขึ้นว่า “จะยังสวยอยู่ไหม” หรือ “จะยังเป็นที่ต้องการของใครอยู่หรือเปล่า” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตัวเลข “35” จะถูกทำให้กลายเป็นเส้นตายสำคัญของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ว่าต้องรีบทำนั่นทำนี่ ก่อนที่จะ “แก่เกินแกง” กับอะไรหลาย ๆ อย่าง
อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเป็นผู้หญิงหายไปอย่างนั้นหรือ?
สิ่งที่สังคมมักจะมีปัญหากับผู้หญิงที่อายุ 35 ปีขึ้นไป คือการตัดสินว่าผู้หญิงสิ้นสุดความเป็นสาวหรือแม้แต่หมดคุณค่าในบางเรื่อง ซึ่งการมองว่าความเป็นผู้หญิงถูกกำหนดด้วยความเต่งตึงของผิวหนังหรืออายุขัย ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะอายุเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้บุคลิกภาพ ความสนใจ ความรัก หรือความต้องการในชีวิตสูญสลายหายไปพร้อมกับตัวเลขของอายุ ในทางกลับกัน หลายสิ่งหลายอย่างกลับทวีความเข้มข้นขึ้นตามประสบการณ์ชีวิตเสียด้วยซ้ำ หลายคนมีความเป็นผู้หญิงในแบบที่ทรงพลังและลุ่มลึกขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่ความอ่อนต่อโลกแบบเด็กสาวที่ยังไม่โต
ที่สำคัญ ในปัจจุบัน ผู้หญิงวัยนี้ยังแต่งตัวสวยได้เหมือนกับที่เคยเป็นในวัย 20+ ยังคงสนุกสนานกับชีวิตได้ ยังคงตกหลุมรักได้ ยังเริ่มความสัมพันธ์ได้ หรือแม้แต่เริ่มต้นชีวิตใหม่ในเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อนได้เหมือนเดิม การมีอายุมากขึ้นอาจจะต้องระมัดระวังในเรื่องการวางตัวให้เป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะให้เหมาะสมกับวัยวุฒิและคุณวุฒิ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเธอจะต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมาะกับภาพของ “ผู้หญิงวัยกลางคน” ที่สังคมตีกรอบไว้ให้ โดยเฉพาะหากใครคนหนึ่งยังรู้สึกว่าตัวเองยังสาวยังสวย ยังคงเป็นคนที่มีแพชชั่น มีความสามารถ หรือยังคงสนุกกับการทำงาน
พูดง่าย ๆ ก็คือ การที่ผู้หญิงสักคนอาจถูกตีตราจากสังคมว่า “แก่แล้ว” แท้ที่จริงไม่มีกฎเกณฑ์ใดตายตัวที่จะมาตัดสินพวกเธอว่า “แก่” เพราะจริง ๆ อายุเป็นเพียงตัวเลขที่อาจบอกได้ว่าคนคนหนึ่งเกิดมานานแค่ไหน ใช้ชีวิตมาเท่าไรแล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าพวกเธอควรใช้ชีวิตอย่างไร หรือควรยอมรับความแก่ทั้งที่พวกเธอยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แก่เสียหน่อย!
เมื่อผู้หญิงวัยเข้าเลขสามถูกสอนให้กลัวความแก่
สารหนึ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ถูกกรอกหูมาตั้งแต่ช่วงวัยแรกรุ่น คือคำเตือนเรื่อง “ความแก่” ไม่ว่าจะเป็นคำเตือนเรื่องริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย ความหมองคล้ำ ฝ้ากระ หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่เมื่อเปลี่ยนแปลงไปแล้วอาจกู้กลับคืนไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุล่วงเลยเข้าสู่วัยเลขสาม ทำให้พวกเธอเกิดจินตนาการว่าหากอายุเข้าเลขสามไปแล้ว จะต้องให้ความสำคัญกับการเลือกใช้สกินแคร์ เครื่องสำอาง การพึ่งพาอาหารเสริมและวิตามิน รวมไปถึงการทำหัตถการและการศัลยกรรม ที่ในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบมาก จนไม่รู้ว่าอะไรเรียกอะไร ทำอย่างไร
นั่นทำให้สิ่งที่ตามมาก็คือ คำโฆษณาสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมความงามทั้งหลายแหล่ ที่หากลงทุนทำแล้วจะเห็นผลในเรื่องของ “การดูอ่อนกว่าวัย” หรือ “ย้อนวัย” และ “หยุดเวลา” อันที่จริง สิ่งเหล่านี้ไม่อาจมองอย่างตื้นเขินได้ว่าการดูแลตัวเองเป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด และความอยากสาวอยากสวยก็ไม่จำเป็นต้องทำตามเพราะภาพความคาดหวังของสังคมเท่านั้น แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า “ความแก่ของผู้หญิง” เป็นเรื่องที่ต้องระวังและต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว มากกว่าที่จะมองว่ามันเป็นร่องรอยที่ทำให้เห็นถึงกระบวนการตามธรรมชาติของชีวิต
ค่านิยมหนึ่งที่หลอกหลอนและสร้างความกลัวให้กับผู้หญิงมาโดยตลอดก็คือ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีสิ่งที่ต้องปกปิด ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย ความหย่อนคล้อย ฝ้ากระ ผมหงอก หรือแม้แต่ความกระชับของอวัยวะที่แสดงความเป็นหญิง ทั้งที่ทุกอย่างล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย เพราะสังคมกำลังพูดอยู่ซ้ำ ๆ ว่า “สาว = สวย” หรือ “สวย = ต้องไม่แก่” และ “แก่ = ไม่สวย” ผู้หญิงจึงถูกสังคมคาดหวังอยู่ตลอดว่าถึงแก่ไปก็ต้องสวย และมองว่าทุกสิ่งที่ลงทุนทำเพื่อรักษาความสาว คือการรักษาคุณค่าของตัวเองไปด้วย และหลายครั้งก็ทำให้เกิดคำถามว่า เรากำลังดูแลตัวเองเพราะอยากดูดีตามเจตนาส่วนตัว หรือกำลังพยายามหนีความแก่ เพราะถูกหล่อหลอมให้กลัวความเป็นธรรมชาติที่มาพร้อมอายุมาโดยตลอด
อะไรคือสิ่งที่ผู้หญิงวัย 35+ “ได้มา” ไม่ใช่ “เสียไป”
หากมองด้วยสายตาที่ว่า “อายุที่เพิ่มขึ้นคือความสาวที่สูญเสีย” หลายคนก็จะอาจจะมัวแต่รู้สึกเสียดายความสาวเมื่อเวลาล่วงเลยไป ซึ่งมันจะทำให้พวกเธอจดจ่ออยู่กับแค่ผิวพรรณไม่เหมือนเดิม รูปร่างไม่เหมือนเดิม ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ไม่คล่องแคล่วเท่ากับช่วงที่อายุ 20 หรืออะไรก็ตามที่เป็นความรู้สึกด้านลบว่ามันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
แต่ถ้าเรามองในอีกมุม กลับพบว่าเมื่อก้าวเข้าสู่วัย 30+ ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยกลับเริ่มมีหลาย ๆ สิ่งในชีวิตที่ตอนที่อายุน้อยกว่านี้ยังไม่มี ไม่ใช่แค่ตัวเลขของอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต เงินที่หามาได้ด้วยตัวเอง ความมั่นคง ความเข้าใจในความสัมพันธ์ ความมั่นใจในการตัดสินใจ ความภาคภูมิใจในการพึ่งพาตัวเอง การรู้จักตัวเอง การรู้จักชีวิต หรือแม้แต่อิสรภาพทางความคิด สิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้นตามวัยวุฒิที่ว่าใช้ชีวิตอยู่มานานแค่ไหนแล้ว
ดังนั้น ในวัย 35+ ของผู้หญิง จึงไม่อาจตัดสินได้ด้วยมุมที่ว่า “พออายุเยอะขึ้นแล้ว ทำให้พวกเธอเสียอะไรไปบ้าง” เพียงเท่านั้น แต่ต้องมองในมุมกลับด้วยว่าแล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมา “พวกเธอได้อะไรกลับมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น” และสิ่งเหล่านั้นส่งผลกระทบอะไรกับพวกเธอบ้าง





























