ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนแรก)

ชื่อเดิมของ “สแกนดิเนเวีย” (Scandinavia) คือ “มณฑลสกาเนียน” (Scanian Province) ประกอบไปด้วย “เดนมาร์ก”, “นอร์เวย์”, “สวีเดน”, “ฟินแลนด์”, “ไอซ์แลนด์” รวมถึงดินแดนปกครองตนเองอีก 3 แห่งอันประกอบไปด้วย “กรีนแลนด์” (เดนมาร์ก) “หมู่เกาะแฟโร” (เดนมาร์ก) และ “หมู่เกาะโอลันด์” (ฟินแลนด์) รวมถึง “เอสโตเนีย”

การนับ “เอสโตเนีย” เข้ามาใน “สแกนดิเนเวีย” ถือเป็นเรื่องใหม่ ดังที่ผมเคยเขียนถึงประเทศ “เอสโตเนีย” เอาไว้ใน “ต้นคิด 360 องศา” แห่งนี้ ว่า “…ในระยะหลัง “เอสโตเนีย” ได้พยายามวางภาพตัวเอง ว่าเป็นประเทศใน “กลุ่มนอร์ดิก” ด้วย แม้ว่า โดยทั่วไปแล้ว คนส่วนใหญ่มักถือว่า “เอสโตเนีย” เป็นส่วนหนึ่งของ “รัฐบอลติก” แม้ว่า “เอสโตเนีย” จะมีความใกล้ชิดทางด้านประวัติศาสตร์ เชื้อชาติ ชนชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ร่วมกับ “ฟินแลนด์” และมีความสัมพันธ์ทางการค้า และการลงทุนจำนวนมากกับ “กลุ่มประเทศนอร์ดิก” หรือ “สแกนดิเนเวีย” ก็ตาม

ครับ, ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ เรามีนัดกันเพื่อมองหาแหล่งท่องเที่ยวรับฤดูคิมหันต์ที่กำลังจะมาถึง ในปีนี้ ผมขอเปิดพรมแดน “สแกนดิเนเวีย” ตลอดเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเจาะ Landmark เด่นๆ ของประเทศในกลุ่ม “นอร์ดิก” กันนะครับ

“สแกนดิเนเวีย” นั้น เป็นชื่อเรียกศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของกลุ่มประเทศ “นอร์ดิก” ตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรสแกนดิเนเวียแห่งยุโรปเหนือ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของทั้ง 9 ประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะตำนานของชนเผ่า “ไวกิ้ง” ผู้เชี่ยวชาญการรบทางน้ำอันลือลั่นนั่นเอง

ปัจจุบัน กลุ่มประเทศ “นอร์ดิก” มีประชากรรวมกันราว 25 ล้านคน นับว่าเป็นภูมิภาคใหญ่แห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียวครับ

โดยคำว่ากลุ่มประเทศ “นอร์ดิก” (Nordic Countries) หรือ “ภูมิภาคนอร์ดิก” (Nordic Region) นั้น หมายถึง ภูมิภาคในยุโรปเหนือ ที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนาน และมี วัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาษา”

เพราะ “ภาษา” ของ กลุ่มประเทศ “นอร์ดิก” นั้น นับเนื่องตั้งแต่ดินแดนที่เคยมีการพูดภาษานอร์เวย์โบราณ และดินแดนที่มีการพูดภาษากลุ่มเจอร์แมนิกเหนือ ก่อนที่แต่ละประเทศจะมี “ภาษา” เป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ภาษาเดนมาร์ก ภาษานอร์เวย์ ภาษาสวีเดน ภาษาฟินแลนด์ ภาษาไอซ์แลนด์ และภาษาแฟโร โดยเฉพาะ ฟินแลนด์ ที่มีภาษาโบราณเป็นของตัวเอง คือ ภาษาฟินโน-ยูกริก ซึ่งมีลักษณะสำเนียงพูด และตัวเขียนเหมือนยุโรปตะวันตกและตะวันออก

กล่าวโดยสรุป คำว่า “นอร์ดิก” มาจากภาษาฝรั่งเศสที่เขียนว่า Pays Nordiques ซึ่งเทียบเท่ากับคำภาษาท้องถิ่นว่า Norden ในภาษาสวีเดน ภาษานอร์เวย์ และภาษาเดนมาร์ก,  Pohjola/Pohjoismaat ในภาษาฟินแลนด์, Norðurlönd ในภาษาไอซ์แลนด์ และภาษาแฟโร โดยมีความหมายว่า ดินแดนทางทิศเหนือ

และในปัจจุบัน ได้มีการใช้คำว่า “สแกนดิเนเวีย” แทนความหมายของคำว่า “นอร์ดิก” หรือ “กลุ่มนอร์ดิก” ซึ่งหมายถึง กลุ่มประเทศที่มีความสัมพันธ์กันในทางการเมือง คือมีการจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า “คณะมนตรีนอร์ดิก” นั่นเองครับ

โดยหากจะเอ่ยถึง “วัฒนธรรมร่วม” ของ “ชาวนอร์ดิก” แล้ว ก็มีการพูดถึง “วัฒนธรรมใหม่” ตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงจากคนรุ่นใหม่ทั่วทุกมุมโลก นั่นคือ “วัฒนธรรม  Hygge” หรือ “วัฒนธรรมฮุกกะ”

“วัฒนธรรมฮุกกะ” นั้น เริ่มต้นด้วย การเปิดตัวหนังสือ The Little Book of Hygge ผลงานการเขียนของ Meik Wiking ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยความสุขแห่งประเทศเดนมาร์ก ที่ตีพิมพ์ออกวางจำหน่างเมื่อปี ค.ศ. 2018

Meik Wiking เขียนเอาไว้ในหนังสือ The Little Book of Hygge ว่า “ฮุกกะ” คือศิลปะในการสร้างความใกล้ชิดผูกพัน ความรู้สึกผ่อนคลายในจิตวิญญาณ การหาความสุขจากสิ่งรอบตัวในปัจจุบัน

เพราะเป็นที่ทราบกันมาอย่างยาวนาน ว่า “ชาวนอร์ดิก” นั้น ต้องเผชิญกับปัญหาสภาพอากาศอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่เป็นเมืองหนาว ที่มีหิมะตกติดต่อกันนานหลายเดือนในรอบปี อีกทั้งยังมีร่องมรสุมผ่านพาดนำไปสู่พายุฝนฟ้าคะนอง ดังนั้น การจะหาวันที่แสงแดดสดใสได้นั้น เรียกได้ว่า แทบจะไม่มี แต่ “ชาวนอร์ดิก” ก็เลือกใช้ชีวิตให้กลมกลืนไปกับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างมีความสุขได้เสมอนั่นเองครับ

“ชาวนอร์ดิก” นั้น ได้รับการยกย่องให้เป็นมหาอำนาจแห่งความสุขอันดับต้น ๆ ของโลกในการจัดอันดับของ UN และ OECD หนังสือ The Little Book of Hygge เล่มนี้จึงเป็นการชี้ชวนให้ทุกคนมองหาความสุขในสิ่งละอันพันละน้อยรอบตัว เพื่อสร้างวิถีชีวิตที่เนิบช้า หรือ Slow Life ในแบบฉบับ “ฮุกกะ”

ดังนั้น ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia ในตอนหน้า เราจะมาว่ากันถึง “เดนมาร์ก” กันก่อนเพื่อนเลยนะครับผม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการที่ได้อ่าน The Little Book of Hygge ผลงานการเขียนของ Meik Wiking “ชาวเดนมาร์ก” นั่นเองนะครับผม