ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 12)

ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนแรก)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 2)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 3)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 4)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 5)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 6)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 7)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 8)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 9)
ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 10)

ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 11)

สัปดาห์นี้นำเที่ยว “นอร์เวย์” เป็นตอนสุดท้ายแล้วครับ ก่อนจะไป “ไอซ์แลนด์” กันต่อในครั้งหน้าครับ

ถือเป็นการเก็บตกบรรยากาศ Hi-light และ Landmark “นอร์เวย์” ให้ครบถ้วนการอำลาจาก “ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน”

แน่นอนว่า เมื่อ “นอร์เวย์” เป็น “ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน” เราจึงต้องไปหาสถานที่เพื่อชม “พระอาทิตย์เที่ยงคืน” กันเสียหน่อยก่อนลาจาก “นอร์เวย์” กันไปอย่างเป็นทางการ

ที่ “นอร์เวย์” ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน” หรือ The Midnight Sun นั้น ก็มีเหตุผลมาจากการที่โลกกลมๆ ใบนี้หมุนรอบตัวเองพร้อมกับโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้วย

และเป็นที่ทราบกันดี ว่าแกนโลกของเรานี้มีความเอียง ดังนั้น เมื่อหมุนรอบตัวเองพร้อมกับโคจรรอบดวงอาทิตย์

และด้วยแกนโลกที่เอียงดังกล่าวนี้ จึงทำให้เกิดการหมุนสลับกันไป ระหว่างขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้

ที่ต่างก็ต้องมีช่วงของการ “หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์” ในระยะเวลาที่เท่ากัน คืออยู่ระหว่าง 4-6 เดือน

โดยขณะที่โลกหันขั้วใดเข้าหาดวงอาทิตย์ ประเทศในแถบขั้วโลกนั้นก็จะเป็นฤดูร้อนครับ

ดังนั้น The Midnight Sun จึงบังเกิดขึ้นนั่นเอง

การที่ “นอร์เวย์” ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน” ก็เนื่องมาจากว่า “นอร์เวย์” ตั้งอยู่บนเส้นอาร์คติก เซอร์เคิล ละติจูดที่ 66 องศาเหนือ

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ “นอร์เวย์” มองเห็นดวงอาทิตย์ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

นอกจาก “นอร์เวย์” แล้ว ที่ “อลาสกา” “หมู่เกาะกรีนแลนด์” (ประเทศ “เดนมาร์ก”) รวมถึง “แคนาดา” “ไอซ์แลนด์” และ “สวีเดน” รวมถึง “ฟินแลนด์” ก็สามารถเที่ยวชม ปรากฏการณ์ The Midnight Sun ได้เช่นเดียวกันครับ

แต่หากจะกล่าวถึง “นอร์เวย์” ที่เรากำลังคุยกันถึงในตอนนี้แล้ว หนึ่งใน Landmark สำหรับเฝ้าชมปรากฏการณ์ The Midnight Sun อันหนึ่งก็คือเมือง Tromso ครับ โดยเราต้องเดินทางไปถึง Tromso ในช่วงระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคมของทุกปี

โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการชม “พระอาทิตย์เที่ยงคืน” ที่สวยงามสุดๆ ณ เมือง Tromso นั้น ไม่ควรจะเกินวันที่ 26 กรกฎาคมครับ

อีก Landmark หนึ่งซึ่งเหมาะสำหรับการเฝ้าชมปรากฏการณ์ The Midnight Sun ไม่แพ้เมือง Tromso ก็คือที่ The Svalbard Islands หมู่เกาะอาร์คติกสุดชิค ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ “นอร์เวย์” นั่นเอง

โดยเราต้องเดินทางไปถึง The Svalbard Islands ในช่วงระหว่างวันที่ 19 เมษายน โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการชม “พระอาทิตย์เที่ยงคืน” ที่สวยงามสุดๆ ณ The Svalbard Islands นั้น ก็ไม่ควรจะเกินวันที่ 23 สิงหาคม ครับ

อีกหนึ่ง Landmark ที่เหมาะสำหรับการเฝ้าชมปรากฏการณ์ The Midnight Sun ไม่แพ้เมือง Tromso และที่ The Svalbard Islands ก็คือบริเวณ The North Cape

โดยต้องถือว่า The North Cape แห่งนี้ เป็นหนึ่งใน High-light ของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเลยก็ว่าได้ ที่จะต้องดั้นด้นเดินทางกันมาจากแดนไกล เพื่อมาเฝ้าชม“พระอาทิตย์เที่ยงคืน” ที่สวยงามสุดๆ ณ บริเวณ The North Cape

โดยเราต้องเดินทางไปถึง The North Cape ในช่วงระหว่างวันที่ 16 มิถุนายนของทุกปี

โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการชม “พระอาทิตย์เที่ยงคืน” ที่สวยงามสุดๆ ณ บริเวณ The North Cape นั้น ไม่ควรจะเกินวันที่ 26 กรกฎาคมเช่นเดียวกับที่ Tromso ครับ

แล้วเราก็ถึงเวลาปิดท้ายทัวร์ “นอร์เวย์” กันแล้ว โดยเราจะมากล่าวคำอำลา “นอร์เวย์” กันที่ Atlantic Ocean Road ครับ

Atlantic Ocean Road นั้นมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ในฐานะ “ถนนที่สวยแปลกตาที่สุดในโลก” นั่นเอง

Atlantic Ocean Road นั้น เป็นถนนที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ของการเชื่อมโยงระบบโครงข่ายการคมนาคมภาคพื้นดินของ “นอร์เว” โดยถนน Atlantic Ocean Road สายนี้มีความยาว 8.3 กิโลเมตร

พูดอีกแบบก็คือ Atlantic Ocean Road เป็นถนนที่เชื่อมโยงแผ่นดินใหญ่และเกาะแก่งต่างๆ ของ “นอร์เวย์” เข้าด้วยกันนั่นเอง

โดย High-light ของ Atlantic Ocean Road ก็คือสะพาน Storseisundet ครับ

Storseisundet เป็น “สะพานโค้ง” ที่มีความยาว 260 เมตร ซึ่งชื่อเสียงของ Storseisundet นั้นมีความเลื่องลือกันมากว่าเป็น “สะพานสวยงามที่สุดในโลก” เลยก็ว่าได้

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ Storseisundet ได้รับฉายาว่า The road to nowhere นั่นเองครับ

ย่ำไปทั่วดินแดน Scandinavia (ตอนที่ 13)