
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนแรก)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 3)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 4)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 5)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 6)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 7)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 8)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 9)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนจบ)
ความรุ่งเรืองของอาณาจักร “มัชปาหิต” มีอิทธิพลอย่างสูงต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ASEAN
“มัชปาหิต” ขึ้นถึงจุดสูงสุดไปพร้อมกับความเฟื่องฟูของศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูใน ASEAN โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ “สิงคโปร์” โดยที่ต่อมาอาณาจักร “มอสเลม” ได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ก่อนที่จะค่อยๆ ก้าวเข้ามามีอิทธิพลในที่สุด
นั่นคือเหตุการณ์เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่ “สิงคโปร์” ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักร “มัชปาหิต” ครับ
และต่อมาในห้วงต้นศตวรรษที่ 15 กลับกลายเป็น “สยาม” หรือ “ไทย” ในปัจจุบัน ที่เคยเข้ายึดครอง “สิงคโปร์” กระทั่ง “มะละกา” เรืองอำนาจขึ้นมา จึงชิง “สิงคโปร์” ไปจากเรา
และเมื่อ “โปรตุเกส” เข้ายึดครอง “มะละกา” หางเลขคือ “สิงคโปร์” ที่ต้องกลายเป็นเมืองขึ้นของ “โปรตุเกส” ไปโดยปริยายด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนปี ค.ศ. 1500 ไม่นานนัก และ “สิงคโปร์” ก็เป็นประเทศในอาณานิคมของ “โปรตุเกส” ยาวนานเกือบ 200 ปี เราจึงเห็นสถาปัตยกรรม “ชิโน-โปรตุกีส” มากมายใน “สิงคโปร์” ปัจจุบันนั่นเอง
ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 17 “สิงคโปร์” ได้เปลี่ยนมือไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ฮอลันดา” จนกระทั่ง “อังกฤษ” ได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาบริเวณแหลมมลายูราวกลางศตวรรษที่ 18
เหตุการณ์ช่วงนี้มีความสำคัญไม่น้อย ด้วยการชิงไหวชิงพริบกันทางการเมือง โดย “อังกฤษ” ค่อยๆ รุกคืบทีละน้อย และได้ยึด “สิงคโปร์” ไว้เป็นเมืองขึ้นได้จนสำเร็จเมื่องศตวรรษที่ 18
จนกระทั่งถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 “ญี่ปุ่น” ที่กำลังเปล่งแสนยานุภาพทางการทหารในภูมิภาคนี้ ได้ทำการขับไล่ “อังกฤษ” ออกจาก “สิงคโปร์” และเข้าปกครองแทน
ต่อมา เมื่อ “ญี่ปุ่น” ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยุติลง ราวกลางทศวรรษ 1950 “สิงคโปร์” จึงกลับมาอยู่ภายใต้ร่มธง “สหราชอาณาจักร” อีกครั้ง โดยเริ่มได้รับสิทธิปกครองตนเองได้บางส่วน
ราวต้นทศวรรษ 1960 “อังกฤษ” ได้ยกเลิกตำแหน่งผู้ว่าราชการอาณานิคม “สิงคโปร์” และประกาศรวม “สิงคโปร์” เข้ากับ “มลายา” ที่เป็นอาณานิคมของ “อังกฤษ” ทำให้ “สิงคโปร์” กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “มลายา” หรือ “มาเลเซีย”
“สิงคโปร์” อยู่กับ “มาเลเซีย” เพียงไม่กี่ปี เพราะต่อมาในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1963 “สิงคโปร์” ก็ได้ประกาศเอกราชจาก “สหราชอาณาจักร” ได้ในที่สุด
หากย้อนกลับไปในเรื่องที่มาของชื่อประเทศ การที่ “สิงคโปร์” มีชื่อว่า “สิงคโปร์” นี้ คงต้องเล่าถึงประวัติศาสตร์ในอดีต “สิงคโปร์” นั้นแต่เดิมมีชื่อว่า “เทมาเส็ก” หรือ “ทูมาสิค” ปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของ “ฮอลันดา” เจ้าผู้ครองนคร “ปาเล็มบัง” ได้เดินทางผ่านมา แต่เรือเกิดอับปาง แต่เจ้าองค์นั้นกับองครักษ์ว่ายน้ำขึ้นฝั่งจนรอดชีวิตมาได้
ขณะที่ตั้งแคมป์อยู่ชายป่า ได้มีสัตว์คล้ายแมวป่าชนิดหนึ่ง แต่รูปร่างใหญ่กว่า ลำตัวมีสีแดง หน้าอกมีสีขาว ส่วนหัวมีสีดำ และมีขนรอบๆ ศีรษะ ดูหัวคล้ายสิงโต เจ้าจึงถามองครักษ์ว่า นี่ตัวอะไร องครักษ์ที่ก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมากนัก ตอบส่งเดชไปว่า สิงโต เจ้าเมือง “ปาเล็มบัง” จึงถือวิสาสะเปลี่ยนชื่อ “เทมาเส็ก” ให้เสียใหม่ว่า “สิงหปุระ” หรือ “สิงคโปร์” ในปัจจุบันนั่นเอง
หากแฟน “ต้นคิด” สนใจประวัติศาสตร์ของ “สิงคโปร์” ผมขอแนะนำให้ไปเที่ยวที่ National Museum of Singapore หรือ “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์” ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสแตมฟอร์ด
เพราะ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์” ได้รวบรวมสิ่งของต่างๆ ในประวัติศาสตร์ โดยจัดสร้าง และแสดงความเป็นมาของ “สิงคโปร์” เอาไว้อย่างครบถ้วนเลยทีเดียวครับ
โดยเฉพาะช่วงศตวรรษที่ 18 ที่ “สิงคโปร์” ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “สหราชอาณาจักร” ที่มีข้าวของเครื่องใช้ไม้สอยวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ในยุคนั้นจัดแสดงอย่างมากมาย และเรียกว่าเป็นการรวบรวมประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดก็ว่าได้
ในตอนหน้า หลังจากที่เราได้เยี่ยมชม National Museum of Singapore หรือ “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์” กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะขอพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ที่น่าสนใจใน “สิงคโปร์” กัน
ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่า เกาะเล็กๆ แห่งนี้ มีพิพิธภัณฑ์ระดับโลกมากกว่าบางประเทศเสียอีก พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ

































