เคยสงสัยไหมว่าทำไม “คนไทยถึงเป็นคนสนุกนักนะ” มีอะไรอยู่ในดีเอ็นเอคนไทย ที่ไม่ว่าจะเจอวิกฤติหนักแค่ไหน ก็ยังสามารถเปลี่ยนความเครียดให้กลายเป็นเสียงหัวเราะได้เสมอ ลองมาเจาะลึกพฤติกรรม “แม้ชีวิตจะดราม่า แต่ยังฮาได้อยู่” ของคนไทยกัน ว่าพวกเราขำขันเพราะตลกจริง ๆ หรือสนุกเพราะต้องอยู่กับปัญหาให้ได้!
ทำไมคนไทยมีอารมณ์ขันกับทุกเรื่อง! เรื่องเครียด ๆ ก็ยังเอามาทำให้ตลกได้
ไม่ว่าผู้คนในประเทศนี้จะกำลังเจอกับสถานการณ์ใดก็ตาม ทั้งคนทะเลาะกัน ภัยพิบัติ โรคระบาด หรือแม้แต่สถานการณ์น้ำท่วมในเวลานี้ สิ่งหนึ่งที่เรามักจะเห็นจากคนไทยด้วยกันก็คือ “ความตลก” และ “ความสร้างสรรค์” ที่สามารถพลิกแพลงให้เรื่องน่าปวดหัวกลายเป็นเรื่องขำ ๆ ขึ้นมาได้ คนไทยมีดีเอ็นเอความตลกอยู่ในสายเลือด และยังคงพยายามที่จะหามุมขบขันที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องเครียด ๆ ขึ้นมาเล่น จนมุกตลกเหล่านั้นกลายเป็นไวรัลได้เสมอ หลายครั้งทีเดียวที่เหตุการณ์ต้นเรื่องของมุกตลกนั้น ๆ จบลงไปนานแล้ว แต่มีมขำขันบนโลกออนไลน์ซึ่งเป็นมรดกจากเหตุการณ์นั้น ยังคงเป็นตำนานที่ถูกขุดขึ้นมาเล่นอีกครั้งและตลอดไป เมื่อมีถึงวันครบรอบ หรือมีเหตุการณ์ที่ซ้ำรอยเดิมเกิดขึ้น
คำถามคือ ทำไมคนไทยถึงติดชิล มีอารมณ์ขันได้กับทุกเรื่องเลยล่ะ? ไม่ว่าจะเจอเรื่องทุกข์ระทมแค่ไหนก็ยังติดเล่น ยังเก่งเรื่องมาเอาฮาอยู่ตลอด คำตอบอาจเป็นเพราะ มุกตลกของคนไทยทำหน้าที่มากกว่าการให้ความบันเทิง!
ในทางจิตวิทยากล่าวว่า การใช้ความตลกขบขันในสถานการณ์ย่ำแย่ เป็นหนึ่งในวิธีที่มนุษย์ใช้รับมือกับอารมณ์ทางลบ เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อปัญหานั้น ๆ หรือต่อความสามารถในการแก้ปัญหา เพื่อทำให้สถานการณ์ที่คุกคามความรู้สึกด้านลบ กลายเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายขึ้น การหัวเราะให้กับเรื่องที่เกินความควบคุม จะช่วยให้เรารู้สึกว่าเรื่องพวกนั้นดูจะ “รับมือได้” ขึ้นมาบ้าง จากเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้เลย ปัญหาที่ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร ก็กลายเป็นเรื่องที่อย่างน้อยยังสามารถพูดถึงและหัวเราะไปกับมันได้ อารมณ์ด้านลบที่ทำให้เรารู้สึกตึงเครียดก็จะบรรเทาลง
กระบวนการดังกล่าวเรียกว่า Humorous Reappraisalหรือก็คือ การตีความสถานการณ์ใหม่ด้วยอารมณ์ขัน มีความเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง Cognitive Reappraisal เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาในการปรับเปลี่ยนวิธีคิดหรือการตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อลดหรือเปลี่ยนแปลงผลกระทบทางอารมณ์ด้านลบโดยไม่ต้องบิดเบือนความจริง อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เมื่อเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น สมองคนเราสามารถตีความเหตุการณ์นั้นได้หลายแบบ เช่น “นี่เป็นเรื่องที่แย่มากเลยนะ” หรือ “นี่มันแย่จนเข้าขั้นตลกแล้วนะเนี่ย” ที่แม้ว่าเหตุการณ์จะยังเหมือนเดิม แต่การเปลี่ยนวิธีตีความสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ทางอารมณ์ที่มีต่อเหตุการณ์นั้นได้
จากงานวิจัยก็พบว่า การใช้ความตลกขบขันเข้ามาช่วยตีความเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดอารมณ์ด้านลบใหม่ สามารถช่วยลดอารมณ์ด้านลบและเพิ่มอารมณ์ด้านบวกได้ เมื่อเทียบกับการไม่ได้ปรับมุมมองหรือใช้รูปแบบอารมณ์ขันที่มีลักษณะเป็นลบมากกว่า
ที่น่าสนใจคือ “ความทุกข์” กลายเป็น “วัตถุดิบของอารมณ์ขัน” ของคนไทยในแทบทุกสถานการณ์ สังเกตได้จากเมื่อมีเหตุการณ์ที่คนจำนวนมากกำลังเดือดร้อน มักเกิดมุกตลกตามมาอย่างรวดเร็วจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องธรรมดา เช่น สถานการณ์น้ำท่วมในเวลานี้ การที่พบชาวบ้านประยุกต์ใช้ห่วงยางและแพเป่าลมมาเป็นพาหนะในการสัญจรบนท้องถนนที่ปกติเต็มไปด้วยรถแต่ในเวลานี้เต็มไปด้วยน้ำ น้ำท่วมตลาดก็แปรสภาพให้กลายเป็นตลาดน้ำ นอนรอน้ำลดบนหลังคารถที่จมน้ำ หรือแม้แต่การที่มีคนใช้เงินแก้ปัญหาด้วยการเดินเข้าห้างไปซื้อเรือพายกลับบ้าน ในมุมปกติ นั่นเป็นเพียงวิธีอยู่กับปัญหาให้ได้เท่านั้น ไม่มีอะไรตลก ทว่าเมื่อภาพเหล่านั้นถูกนำลงโซเชียลมีเดีย ใส่ข้อความธรรมดาที่เมื่อใช้ถูกบริบทความฮาก็บังเกิด กลายเป็นมีม ก็มีการแชร์ต่อและพูดถึงจนไวรัล
อีกประเด็นที่น่าตั้งคำถามก็คือ คนไทยจำนวนมากชอบถือคติ “ช่างแม่X” ด้วยความเชื่อเรื่องกรรมหรือแนวคิด “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” หรือไม่ จึงทำให้คนไทยมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้เร็วมาก เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นมันควบคุมไม่ได้ การปล่อยวางและยอมรับด้วยรอยยิ้มหรือมุกตลกจึงเป็นทางออกที่ง่ายที่สุด หรือจริง ๆ คนไทยเจอเรื่องแย่ ๆ กันเป็นปกติ จนเชี่ยวชาญในการทำให้ทุกอย่างรอบตัวเป็นเรื่องตลก อย่างนั้นหรือเปล่า?
จากเรื่องของ “ฉัน” กลายเป็นเรื่องของ “พวกเรา” ที่ต่างก็พยายามจะใช้ชีวิตให้ปกติท่ามกลางความไม่ปกติ
ความตลกจากเหตุการณ์แย่ ๆ มากมายที่เราเห็นกันบนโซเชียลมีเดีย ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าผู้คนยังคง “เล่น” กับสถานการณ์ตรงหน้าได้ แม้ว่าแท้จริงแล้วเบื้องหลังของภาพเหล่านั้นอาจไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำไปเพื่อความขบขันเลยด้วยซ้ำ หลายภาพเป็นภาพของคนที่กำลังแก้ปัญหาที่ตัวเองเจอ หลายภาพเป็นความพยายามที่จะอยู่กับปัญหาให้ได้เพราะไม่รู้จะต้องทำอะไรต่อ เมื่อเรื่องส่วนตัวถูกนำมาเล่าต่อในพื้นที่สาธารณะ มันจึงไม่ได้มีแค่การระบายหรือการพยายามจะใช้ชีวิตในสถานการณ์แบบนั้น แต่มันกลายเป็นพื้นที่ของการแข่งขันกันสร้างมุกตลก สร้างแคปชัน สร้างมีม และพยายามสร้างสรรค์คำพูดหรือมุมกล้องที่ทำให้คนอื่น ๆ สามารถหัวเราะหรือแชร์ต่อ
เรื่องนี้จึงถูกเปลี่ยนจาก “เรื่องแย่ ๆ ที่ฉันเจอ” เป็น “เรื่องแย่ ๆ ที่คนอื่นเข้าใจร่วมกัน” เมื่อปัญหาไม่ได้หายไปไหน มีแค่คนที่กำลังเปลี่ยนวิธีมองปัญหา ข้อเท็จจริงของสถานการณ์อาจจะยังเลวร้ายเหมือนเดิม แต่ความรู้สึก “ของคนหมู่มาก” ที่มีต่อสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อารมณ์ขันบนโซเชียลมีเดียจึงมีมิติทางสังคม ที่เมื่อคนหนึ่งนำประสบการณ์ของตัวเองมาเล่าเป็นมุก คนอื่น ๆ ที่กำลังเจอเรื่องคล้าย ๆ กันก็สามารถเข้ามาร่วมวงได้ แบบที่ว่า คนไทยแปลว่าอิสระ จะทำอะไรก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่การเห็นทุกเรื่องเป็นเรื่องชิล ๆ ที่เข้าไปร่วมเอ็นจอยได้หมด ไม่คิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วหรือเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ท่ามกลางความไม่ปกติ ในขณะที่คนต่างชาติเห็นแล้วงง ที่คนไทยชิลเกินไป รับมือกับสถานการณ์ยาก ๆ ด้วยความสบายใจ
อารมณ์ขันบนโลกออนไลน์ที่เราเห็น ๆ กับจึงทำหน้าที่เป็น การรับมือกับสถานการณ์ร่วมกันของคนในสังคม ที่ผู้คนไม่ได้เพียงหัวเราะกับเนื้อหา แต่ใช้ความขบขันเหล่านั้นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความรู้สึกที่มีร่วมกัน ภาพที่ผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังพยายามจะใช้ชีวิตของตัวเองตามปกติในสถาการณ์ที่มันไม่ปกติ และมีคนจำนวนมากที่ “หัวอกเดียวกัน” มาเจอเข้า เลยกลายเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งที่ไม่ได้รู้จัก และให้ความรู้สึกว่า “ฉันไม่ได้กำลังเจอเรื่องแย่ ๆ นี้อยู่เพียงคนเดียว” คนอื่น ๆ ก็กำลังเจออะไรที่คล้าย ๆ กัน
ความรู้สึกที่ว่า “ฉันซวย” กับ “พวกเราก็ซวย” ที่มาบรรจบกันในมุกตลกบนโซเชียลมีเดีย จึงมีผลต่อจิตใจที่ทำให้คนเรารู้สึกโดดเดี่ยวได้น้อยลง ภาพที่เห็นว่าคนอื่น ๆ กำลังพยายามแก้ปัญหา น้ำท่วมจนรถวิ่งไม่ได้ก็ซื้อเรือพายกลับบ้าน ในมุมหนึ่งอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าสถานการณ์ที่คนอื่นเจอนั้นแย่กว่าเรา แต่เขาก็พยายามที่จะเอาตัวรอดไปให้ได้ และในอีกมุมหนึ่ง มันยิ่งตอกย้ำว่าในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่เจอเรื่องแย่ ๆ แต่เป็นเรื่องที่ “พวกเรา” เจอ ความรู้สึกที่ว่าอย่างน้อยฉันก็ไม่ได้กำลังรับมือเรื่องนี้อยู่คนเดียว และฉันยังมีเพื่อนอีกมากมายที่พร้อมจะก้าวข้ามเรื่องร้าย ๆ นี้ไปด้วยกัน สามารถช่วยประคับประคองสภาพจิตใจให้สมดุลขึ้นได้
อารมณ์ขันแบบประชดประชัน คืออาวุธที่ใช้เปลี่ยนอารมณ์มากกว่าเปลี่ยนสถานการณ์
เมื่อมองจากภายนอก ภาพเหล่านั้นอาจถูกตีความว่าเป็นความชิลแบบไทย ๆ เป็นความสามารถในการหัวเราะได้กับทุกสถานการณ์ หรืออาจเป็นหลักฐานของความเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ที่ชาวต่างชาติชื่นชม แต่ถ้ามองจากภายใน โดยเฉพาะจากคนที่กำลังเจอกับสถานการณ์ร้าย ๆ เราไม่อาจที่จะตีความได้ว่ารอยยิ้มแปลว่าพวกเขากำลังมีความสุขได้เสมอไป เพราะเบื้องหลังภาพพวกนั้นคือบ้านเรือนหรือร้านค้าที่ถูกน้ำท่วมจนข้าวของเสียหาย คือรถที่จมน้ำจนใช้ไม่ได้ คือเวลาหลายชั่วโมงที่เสียไปกับการเดินทาง คือความเหนื่อยล้าทางใจที่ไม่สามารถกลับบ้านหรือออกไปไหนได้ คือค่าใช้จ่ายที่งอกขึ้นมาโดยไม่ได้วางแผน คือความหิวโหยที่ไม่มีอะไรจะกิน และคือความไม่แน่นอนว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อแค่ไหนหรือจะจบลงเมื่อไร!
แม้ว่าคนไทยจะมีความสามารถในการทำให้สถานการณ์ดูเบาลงทางความรู้สึก ก็ไม่ได้แปลว่าสถานการณ์นั้นเบาลงทางข้อเท็จจริง การยิ้มและพูดว่าไม่เป็นไร ทั้งที่จริง ๆ แล้วข้างในอาจไม่ไหว หรือการพยายามเปลี่ยนเรื่องเครียดให้กลายเป็นเรื่องเล่น จึงเป็นวิธีที่ผู้คนใช้จัดการกับความรู้สึกของตัวเองและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง โดยไม่จำเป็นต้องหมายความว่าทุกคนจะรู้สึกเหมือนกัน เสียงหัวเราะและรอยยิ้มจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนมีความสุขเสมอไป งานด้านจิตวิทยาอธิบายว่าอารมณ์ขันสามารถทำหน้าที่ช่วยลดความตึงเครียดและจัดการกับอารมณ์ด้านลบได้ แต่การหัวเราะในสถานการณ์เลวร้ายไม่ได้แปลว่า “ไม่รู้สึกอะไร”
การสร้างอารมณ์ขันแบบประชดประชันจึงมีความน่าสนใจ เพราะคนพูดอาจไม่ได้กำลังขำกับเหตุการณ์จริง ๆ แต่กำลังใช้การประชดเพื่อแสดงความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและตัวเองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้!
หากลองมองให้ลึกกว่าสิ่งที่ตาเห็น จะพบว่าแท้จริงแล้วมุกตลกเหล่านั้นล้วนมีน้ำเสียงประชดประชันหรือความจิกกัดซ่อนอยู่ ยกตัวอย่างจากสถานการณ์น้ำท่วม ที่แม้ตามโซเชียลมีเดีย แฟนเพจต่าง ๆ จะพยายามบรรเทาความเครียดให้ผู้คนด้วยการหาคอนเทนต์การพยายามใช้ชีวิตให้ปกติในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งถูกใส่อารมณ์ขันไปแล้ว เพื่อให้ประชาชนพอจะยิ้มได้บ้างกับสถานการณ์ที่เลวร้าย และมีผู้คนมากมายเข้ามาร่วมตบมุก ทว่าจริง ๆ แล้ว ทุกคนล้วนเข้าใจไปในทางเดียวกันว่าภาพฮา ๆ ที่เห็น กำลังสะท้อนความล้มเหลวของการทำงานของหน่วยงานรัฐ ตั้งแต่การเตือนภัยไปจนถึงการให้ความช่วยเหลือ ที่เมื่อทุกอย่างผิดพลาด คนรับกรรมคือประชาชนที่ต้องทำใจรับความทุกข์กันเอง เปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นเรื่องขำ ๆ เพื่อเยียวยาหัวใจตัวเอง ช่วยเหลือตัวเอง และช่วยเหลือกันเอง
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่ต้องชื่นชมก็คือ คนไทยมีหัวด้านความคิดสร้างสรรค์มาก ที่สามารถเปลี่ยนทุกวิกฤติให้เป็นคอนเทนต์ได้ ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เครียด ๆ น้ำท่วม รถไฟฟ้าเสีย หรือข่าวเศรษฐกิจชวนปวดหัว คนไทยจะมีความเร็วแสงในการสร้างมีม สร้างคลิปตลก ๆ แซะสถานการณ์ออกมาแทบจะทันที อย่างไรก็ตาม การสร้างมุกตลกจากสถานการณ์เลวร้าย มีเรื่องที่ต้องคำนึงถึง ก็คือต้องไม่ลดทอนความเดือดร้อนของผู้อื่นให้กลายเป็นเพียงเรื่องเล่น ๆ โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ที่มีความสูญเสีย ทว่าเราอาจเห็นการสร้างสรรค์ในเชิงตลกร้ายที่แซะการทำงานของผู้มีอำนาจมากกว่าที่จะเห็นชีวิตของใครสักคนเป็นเพียงเรื่องขำ ๆ ที่ยังคงตลกได้จากการส่อเสียด ล้อเลียน จิกกัด ประชดประชันต้นเหตุของเหตุการณ์ความเลวร้าย ไม่ใช่การไม่เกียรติหรือดูหมิ่นบุคคลหรือเหตุการณ์
ที่ตลกไม่ได้แปลว่าไม่ทุกข์ แต่รู้ว่าทุกข์ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา
เมื่อเราใช้อารมณ์ขันเป็นกลไกหนึ่งในการรับมือกับความเครียด คนทั่วไปอาจยังรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปัญหา เพียงแต่เลือกใช้เสียงหัวเราะเป็นวิธีทำให้ตัวเองสามารถอยู่กับสถานการณ์นั้นได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้จึงไม่อาจมองผิวเผินได้แค่ว่าคนไทยมองโลกในแง่ดี หรือคนไทยไม่ยอมรับความจริง (ใช้มุกตลกหนีความจริง) เพราะแท้ที่จริงเราไม่ได้หัวเราะเพราะเรื่องนั้นสนุกสนานจนไม่มีความทุกข์ เราต่างรู้ดีว่าเหตุการณ์มันเลวร้ายแค่ไหน และความทุกข์จากเหตุการณ์คือเรื่องจริง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้ว่าการนั่งเครียดหรือนั่งร้องไห้ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา สถานการณ์เลวร้ายตรงหน้าไม่ได้หายไป ฝนที่ตกอยู่ไม่ได้หยุดตกเพียงเพราะเราร้องไห้ น้ำที่ท่วมอยู่ก็ไม่ได้ลดลงในช่วงพริบตาเพียงเพราะเรานั่งเศร้า ในเมื่อยังคงต้องอยู่กับปัญหาต่อไป ก็ต้องหาวิธีที่จะอยู่กับมัน
การเลือกที่จะมองถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่ดี จึงเป็นกลไกการป้องกันตัวเองรูปแบบที่เรามักจะเห็นได้บ่อย ยิ่งในสถานการณ์ ฝนตกหนัก น้ำท่วมสูงแบบนี้ เราไม่ได้เล่นมุกตลกเพราะฝนตกน้ำท่วมเป็นเรื่องสนุกสนาน หรือเหตุการณ์นี้ไม่มีอะไรให้ทุกข์ แต่มันอาจจะทุกข์มากจนต้องหาวิธีรับมือด้วยการ “หัวเราะทั้งน้ำตา” ก็ได้ก่อนที่ความเจ็บปวดจะกลืนกิน ฉะนั้น อย่าเข้าใจผิดว่าคนที่สามารถเล่นมุกกับปัญหาของตัวเองได้ เป็นคนที่ไม่รู้สึกเดือดร้อน ไม่เจ็บปวด ไม่ทุกข์ เพราะการหัวเราะไม่ได้จำเป็นต้องแปลว่า “ฉันไม่ทุกข์” ทว่าอาจหมายถึง “ถ้าฉันต้องอยู่กับความทุกข์นี้ไปอีกสักระยะ อย่างน้อยก็ขอให้มีเรื่องดี ๆ ได้หัวเราะออกบ้าง” ก็ได้
นี่คือกลไกที่เรียกว่า Cognitive Distraction หรือ การเบี่ยงความสนใจทางความคิด เมื่อคนกำลังเครียด ความสนใจมักถูกดึงไปอยู่กับปัญหา เช่น เงินไม่พอ งานไม่เสร็จ ความสัมพันธ์มีปัญหา หรือที่เห็นและเผชิญกันอยู่ในตอนนี้ก็คือน้ำท่วมบ้าน จนไม่รู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร การพยายามหามุมตลกให้กับเรื่องเหล่านี้จะทำให้สมองต้องประมวลผลสถานการณ์ใหม่ในอีกมุมมอง เปลี่ยนจากการที่ต้องจดจ่ออยู่กับคำถามที่ว่า “แล้วฉันจะทำอย่างไร” จนเครียด ให้กลายเป็น “ถ้าทำแบบนี้มันก็ตลกอยู่นะ” แทน ซึ่งเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ความสนใจจะถูกย้ายออกจากความเครียดโดยตรง เป็นการตีตกปัญหาให้กลายเป็นเรื่องตลกไปชั่วคราว จึงช่วยลดทอนความตึงเครียดฉับพลัน
ต้องระวังมุกตลกที่ดูเป็ นการซ้ำเติมความเดือดร้อน
แม้ว่าคนไทยจะมีความสามารถในการสนุกสนานกับปัญหาได้มากแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคืออารมณ์ขันมีหลายรูปแบบ และไม่ได้มีผลทางจิตใจเหมือนกันทั้งหมด การเล่นมุกตลกกับสถานการณ์ที่ไม่ควรจะตลก ยังมีเส้นบาง ๆ ที่ไม่ควรก้าวข้าม นั่นคือ “ตลกบนความทุกข์ของผู้อื่น” และ “การทำให้ความทุกข์ของผู้อื่นเป็นเรื่องสวยงาม” สิ่งที่เราเห็นบนโซเชียลมีเดียในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา คือความไปเรื่อยของคนไทยในหลายรูปแบบ อย่างไรก็ดี คอนเทนต์ส่วนใหญ่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมากกว่าดราม่า คือการมองสิ่งที่เกิดขึ้นให้ดูขบขันด้วยสายตาเอ็นดู ไม่ใช่การเอาเรื่องของใครมาทำให้เขาเป็นตัวตลกด้วยสายตาเย้ยหยันหรือด้อยกว่า
งานวิจัยด้านรูปแบบอารมณ์ขันแยกให้เห็นชัดว่า อารมณ์ขันมีทั้งแบบที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์หรือช่วยให้คนมองชีวิตในมุมที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็มีอารมณ์ขันที่ใช้เสียดสี กดคนอื่น ลดทอนความลำบากให้กลายเป็นเรื่องขำ ๆ หรือเป็นสิ่งสวยงาม หรือแม้แต่ใช้ตัวเองเป็นเป้าของมุกในลักษณะที่อาจสร้างผลทางลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพยายามทำให้ความทุกข์ยาก “ของคนอื่น” ดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ เรื่องธรรมดาที่สวยงามแบบคนโลกสวย หรือเรื่องตลก แบบที่เรียกว่า romanticize ซึ่งมันแตกต่างจากการความขบขันเพื่อรับมือกับความยากลำบาก แรก ๆ มันอาจเป็นเพียงการพยายามมองโลกในแง่ดี พยายามที่จะยิ้มให้ได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวาย แต่เมื่อมันถูกพูดถึงซ้ำ ๆ ให้ทุกอย่างดูดี หรือลดทอนความยากลำบากให้ดูเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย นั่นแหละที่คอนเทนต์เหล่านั้นจะเริ่มกลายเป็นการโรแมนติไซซ์ความยากลำบากของผู้อื่น ซึ่งตามมาด้วยเรือ (รถ) ทัวร์ว่าไม่มีกาลเทศะ!
การหัวเราะกับความทุกข์มีเส้นแบ่งที่ต้องระวัง เพราะอารมณ์ขันสามารถทำหน้าที่ได้สองทาง ด้านหนึ่งมันช่วยให้คนที่กำลังเผชิญปัญหาผ่อนคลายและรู้สึกว่าตัวเองยังรับมือกับสถานการณ์ได้ แต่อีกด้านหนึ่ง หากคนภายนอกนำความลำบากของผู้อื่นมาทำให้เป็นเรื่องน่ารัก น่าชื่นชม หรือเป็นสิ่งที่ “ควรอดทน” อารมณ์ขันก็อาจกลายเป็นการกลบปัญหาแทนที่จะช่วยให้คนมองเห็นปัญหา
แท้ที่จริงแล้ว คนไทย (ไม่ได้อยาก) เป็นคนตลก แต่ในเมื่อปัญหามันเกิดขึ้นแล้วและยังไม่มีทางออก ไม่สามารถทำอะไรไปมากกว่านี้ได้แล้ว ก็จำเป็นที่ต้องทนอยู่กับมันให้ได้ และการจะอยู่กับปัญหาได้ดีที่สุด ก็คือการพยายามยังมีรอยยิ้มอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ถูกปัญหากลืนกินจนเป็นบ้า! คนไทยจึงกำลังหัวเราะเพื่อให้ตัวเองอยู่กับความทุกข์ได้ ไม่ใช่หัวเราะเพื่อลืมว่ากำลังทุกข์ เสียงหัวเราเป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ทำให้ใครสักคนผ่านวันที่ยากลำบากไปได้ แต่ไม่ใช่เหตุผลว่าความยากลำบากนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข คนที่กำลังยากลำบากยังคงรอความช่วยเหลือ และยังคงคาดหวังว่า เราจะไม่ต้องสร้างมุกตลก ๆ แบบนี้ขึ้นมาเพื่อหัวเราะทั้งน้ำตาอีกในอนาคต!





























