
แทบไม่น่าเชื่อว่า “สิงคโปร์” จะเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับ 2 ของโลก (อันดับ 1 คือ โมนาโก ซึ่งเราจะได้ไปเที่ยวกันในโอกาสต่อไปครับ)
มีจำนวนประชากรประมาณ 6 ล้านคน มีพื้นที่ราว 700 ตารางกิโลเมตร ความหนาแน่นของประชากรต่อตารางกิโลเมตรอยู่ที่ประมาณ 7,000 คน
แม้จะเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดใน ASEAN และมีความหนาแน่นของประชากรที่สูงมาก ทว่า “สิงคโปร์” กลับเป็นประเทศที่น่าไปเดินเล่น เพราะอะไร?
ด้วยความใกล้กับประเทศไทย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่แพงมากจนจ่ายไม่ไหวเมื่อเทียบกับความสนุกที่จะได้รับจากการไปเที่ยว “สิงคโปร์”
นอกจากนี้ รัฐบาลของ “สิงคโปร์” มีความฉลาดที่แปรทรัพยากรอันมีอยู่น้อยนิดให้เกิดมูลค่าได้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีภาพลักษณ์ที่ดีมาก
ผมเองก็ไปเที่ยว “สิงคโปร์” มาแล้วหลายครั้งด้วยกัน จากเหตุผลดังกล่าว ครั้งแรกไปมาเมื่อทศวรรษที่ 2530 ครั้งที่ 2 ก็ทศวรรษ 2540 ครั้งที่ 3 ก็ทศวรรษ 2550 และครั้งที่ 4 ในทศวรรษ 2560 ก็จะได้มีโอกาสไป “สิงคโปร์” อีกครั้งครับ
การเดินทางไปท่องเที่ยว “สิงคโปร์” ในระยะห่างรอบละประมาณ 10 ปี ทำให้ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายของ “สิงคโปร์” ที่น่าเขียนถึง
นอกจากความหนาแน่นของประชากรแล้ว “สิงคโปร์” ยังประกอบด้วยคนหลากเชื้อชาติอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ในเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ที่มีประวัติศาสตร์ยังไม่ยาวนานเท่าใดนักเมื่อเทียบกับประเทศใน ASEAN
ประชากร “สิงคโปร์” ประกอบด้วยชาวมาเลย์เชื้อสายจีน ราว 75% ชาวมลายู ราว 15% ชาวอินเดีย ราว 8% และอื่น ๆ ราว 2%
นอกจากจะเล็กที่สุดใน ASEAN แล้ว “สิงคโปร์” ก็ยังถือเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลกอีกด้วย เนื่องจากพื้นที่มีจำกัดมาก แถมยังเป็นเกาะขนาดจิ๋ว จึงทำให้ “สิงคโปร์” แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทว่า กลับเป็นประเทศฐานะทางเศรษฐกิจดีซะงั้น
เหตุผลหลักก็คือ “สิงคโปร์” จัดวางตัวตนเป็น “พ่อค้าคนกลาง” นั่นเอง ซึ่งข้อมูลนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี บทบาทของ “พ่อค้าคนกลาง” ถ้าเล่นตามบทไปแบบธรรมดา ก็คงจะพัฒนาเศรษฐกิจมาได้ไม่ถึงจุดนี้ เพราะ “สิงคโปร์” ใช้ยุทธศาสตร์ท่าเรือน้ำลึก เพื่อใช้เป็นท่าเทียบเรือขนส่งสินค้าปลอดภาษี รับสินค้าจากยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เพื่อส่งไปขายต่อยังประเทศเพื่อนบ้าน นี่เองที่เป็นเหตุผลหลักที่แท้ทรู
หากพูดกันตามจริงแล้ว บท “พ่อค้าคนกลาง” ของ “สิงคโปร์” อาจยังไม่สมบูรณ์แบบ ถ้าไม่มีธุรกิจด้านการเงินการธนาคารที่นอกจากจะเอื้อต่อการเป็น “พ่อค้าคนกลาง” และยุทธศาสตร์ท่าเรือน้ำลึกแล้ว ภาคการเงินการธนาคารของ “สิงคโปร์” ยังได้เข้าไปลงทุนในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะใน “อินโดจีน” คือ ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า
ยิ่งผนวกด้วยบทบาทการเป็นประเทศที่กำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นเข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้ ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ได้อย่างสบายๆ ครับ
นอกจากบทบาท “พ่อค้าคนกลาง” ที่สร้าง “สิงคโปร์” ให้เป็น “สิงคโปร์” ในวันนี้แล้ว ในช่วงที่ผ่านมา “สิงคโปร์” มีความพยายามสร้างสินค้าของตัวเองขึ้นมา อาทิ ส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกสินค้าทางการเกษตรด้วยตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า เช่น การปลูกยางพารา มะพร้าว ผัก ผลไม้
เสริมด้วยโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในลักษณะอุตสาหกรรมเบา โดยอาศัยวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านใน ASEAN เข้ามาเสริม เช่น การผลิตยางพารา ขนมปัง เครื่องดื่ม
นอกจากนี้ “สิงคโปร์” ยังมีอุตสาหกรรมหนัก เพื่อต่อยอกจากอุตสาหกรรมเบาต่างๆ อาทิ อู่ต่อเรือ โรงถลุงเหล็ก โรงงานผลิตยางรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สิงคโปร์” มีกิจการโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้สร้างแท่นขุดเจาะน้ำมันรายใหญ่ในภูมิภาคอีกด้วย
อย่างไรก็ดี แม้จะมีความหนาแน่นของประชากรที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่แท้จริงแล้ว “สิงคโปร์” กลับมีจำนวนประชากรที่น้อยมากๆ จึงทำให้ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานเท่าที่ควรจะเป็น “สิงคโปร์” จึงต้องพึงพาแรงงานต่างชาติในทุกระดับค่อนข้างมากนั่นเองครับ
ในตอนหน้า เราจะมาเจาะลึก สถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ ของ “สิงคโปร์” กันต่อนะครับ
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 2)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 3)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 4)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 5)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 6)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 7)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 8)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนที่ 9)
สิงคโปร์ สนุกดี (ตอนจบ)

































