“เชฟทำอาหาร” ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อย

อาหารคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เจริญเติบโตและดำรงชีวิตอยู่ได้ ฉะนั้นเรื่องของการกินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก และอาชีพเชฟก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพ ที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการทำอาหาร โดยผ่านการฝึกฝนพัฒนาตัวเองมาอย่างเชี่ยวชาญ ทั้งยังเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการคิดค้นสูตรอาหารที่อร่อย และรังสรรค์เมนูต่าง ๆ ให้ออกมาแปลกใหม่ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค วันนี้ Tonkit360 จะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงอาชีพเชฟทำอาหารกับ “คุณตูน-สุจิตรา อุ่นเอมใจ” เชฟทำอาหารคาวและเบเกอรี่ อายุ 33 ปี จบการศึกษาจากวิทยาลัยในวังหญิง ซึ่งเป็นวิทยาลัยที่เปิดสอนวิชาการทำอาหารโดยเฉพาะ ไปพูดคุยถึงประสบการณ์ที่คุณตูนเป็นเชฟทำอาหารมา 10 กว่าปีว่า คุณตูนมีวิธีการทำให้ลูกค้าจดจำถึงรสชาติและสไตล์การตกแต่งอาหารได้อย่างไร รวมถึงคนที่อยากจะมาเป็นเชฟต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ไปฟังคำตอบจากคุณตูนกันเลย

จุดเริ่มต้นในการมาเป็นเชฟทำอาหาร

คุณตูน : จริง ๆ ตูนชอบการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กค่ะ แต่ไม่ถึงกับพุ่งเป้าหมายมาเลยว่าจะต้องเป็นเชฟทำอาหารมืออาชีพ พอเวลาผ่านไปตูนได้ลองทำงานหลายด้านเพื่อค้นหาตัวเอง ก็เลยพบแล้วว่าความจริงเราชื่นชอบการทำอาหารมากที่สุด ซึ่งตูนได้มีโอกาสไปสมัครงานเป็นเชฟที่โรงแรมแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นตูนก็เลยตัดสินใจเลือกว่าการเป็นเชฟนี่แหละเหมาะกับเราที่สุด ก็เป็นระยะเวลา 10 กว่าปีแล้วค่ะบนเส้นทางอาชีพเชฟทำอาหาร

แรงบันดาลใจในการมาเป็นเชฟทำอาหาร

คุณตูน : พอตูนได้เริ่มสร้างสรรค์เมนูอาหารต่าง ๆ ที่ต้องใช้ศิลปะเข้ามาช่วย จากขั้นตอนแรกที่ต้องอาศัยทักษะความชำนาญ ความเร็ว และความแม่นยำ แต่หลังจากเข้าใจและทำได้แล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการนำศิลปะมาประยุกต์ในการทำอาหาร ประกอบด้วย การประดับตกแต่ง การจัดจาน จัดดิสเพลย์อาหาร รวมถึงการคิดสไตล์ของเมนูที่เราจะทำ ซึ่งพอมาตรงนี้ตูนถึงได้เห็นเสน่ห์ของการทำอาหาร เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ว่ามันสนุกและน่าสนใจ เพราะสามารถมองได้ว่าการทำอาหาร เป็นวิทยาศาสตร์หรือเป็นศิลปะด้วยก็ได้ค่ะ

การทำอาหารให้อร่อยในแบบฉบับของคุณตูน

คุณตูน : สำหรับตูนจะอยู่ที่การทำการบ้านมาก่อนค่ะ เหมือนกับที่เราต้องออกไปไร่ไปสวน หรือไปพบเจอผู้คนเพื่อให้ได้ประสบการณ์ วิธีเดียวกันค่ะคือตูนจะออกไปชิมอาหารจากที่ต่าง ๆ แล้วนำเอารสชาติส่วนนั้นมาตีโจทย์ให้แตกว่า มันตรงกับความต้องการของลูกค้าผู้บริโภคหรือตรงกับตัวเราเองไหม เช่น รสชาติแบบไหนที่เราหรือคนในพื้นที่สามารถกินได้ ยกตัวอย่าง เรามีร้านอาหารในกรุงเทพ แล้วคนกรุงเทพเขามีลิ้นที่ชอบรับรสชาติแบบไหน ซึ่งตรงนี้จะทำให้เราตีโจทย์การทำอาหารให้อร่อยได้ เพราะมันก็จะแฝงไปด้วยรสชาติอื่น ๆ ที่เราไปชิมมาด้วยค่ะ

หลักจิตวิทยาในการทำอาหารและการตกแต่งอาหาร

คุณตูน : ตูนคิดว่ามันขึ้นอยู่กับเทรนด์อาหารในช่วงเวลานั้น ๆ ด้วยค่ะ เพราะเราต้องดูรวมไปถึงเทรนด์อาหารที่เมืองนอกเขากำลังทำกัน หรือสิ่งที่โลกนี้กำลังนิยมว่าจะมีทิศทางไปในแนวไหน แล้วเราค่อยพยายามติดตามเทรนด์นั้น ๆ และนำมาปรับใช้กับการทำอาหารหรือการจัดจานของเราค่ะ ด้วยวัตถุดิบในกรุงเทพก็ไม่ได้เหมือนหรือตามเทรนด์โลกเท่าไหร่ ฉะนั้นเราก็ต้องสร้างสรรค์และประยุกต์สิ่งต่าง ๆ มาเพื่อปรับแต่งทั้งรสชาติ สีสันความสวยงาม ความน่ารับประทาน เพื่อให้เหมาะสมกับต้นทุนราคาและความต้องการของลูกค้าผู้บริโภคด้วยค่ะ

ความรู้สึกที่อาชีพเชฟถูกหยิบยกมาทำเป็นรายการแข่งขันทำอาหาร

คุณตูน : ความรู้สึกของตูนที่อาชีพเชฟถูกนำมาทำเป็นรายการแข่งขันทำอาหารเพิ่มขึ้นในประเทศไทย ก็เหมือนเป็นการทำให้ทุกคนใส่ใจการกินมากขึ้นค่ะ แล้วตูนก็รู้สึกว่าอาชีพเชฟทำอาหารได้เริ่มเปิดเผยตัวตนมากขึ้นด้วย ถึงความยากง่ายของการที่จะมาเป็นเชฟทำอาหารได้ ว่าเราต้องผ่านบททดสอบหรือภาวะความกดดันประเภทไหนบ้าง เช่น ถ้าหากไม่มีการเตรียมตัวไม่มีการฝึกฝน แล้วไปทำอาหารโชว์หน้ากล้องแบบนั้นสุดท้ายมันก็จะพัง ฉะนั้นก็ต้องอาศัยถึงความชำนาญและทำการบ้านอย่างดีมาก่อนด้วยค่ะ

คุณสมบัติที่เชฟทำอาหารควรมีคืออะไร

คุณตูน : สำหรับตูนคิดว่าคุณสมบัติของเชฟทำอาหารที่ควรมีเลยก็คือ ต้องหาความรู้เยอะมาก แล้วก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ ที่สำคัญเลยคือต้องอดทนต่อแรงกดดันให้ได้ อีกอย่างคือต้องมีหัวการค้าด้วย เพราะว่าการจะมาเป็นเชฟต้องคำนวณด้วยว่า เมนูที่เราทำออกมานั้นต้องสมดุลกับราคาขายและต้นทุนค่ะ

ความท้าทายของอาชีพเชฟทำอาหารสำหรับคุณตูนคืออะไร

คุณตูน : ความท้าทายของอาชีพเชฟทำอาหาร เอาจริง ๆ ตูนว่าก็เหมือนกับอาชีพทั่วไปนะคะ ด้วยแต่ละคนต้องหาคาแร็กเตอร์ หาจุดเด่นของตัวเองให้ได้ก่อน แล้วก็พยายามทำให้งานของตัวเองเป็นเอกลักษณ์ เพราะจะช่วยให้ทุกคนจดจำได้ว่านี่คืองานของเรา เมื่อมีคนจำได้ก็จะทำให้มีลูกค้าเข้ามา ฉะนั้นความท้าทายของการเป็นเชฟทำอาหารก็คือการค้นหาจุดยืนในสายอาชีพตัวเองให้เจอค่ะ

รายได้ของเชฟทำอาหารอยู่ที่เท่าไหร่

คุณตูน : เรื่องรายได้จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ค่ะ เพราะว่าเงินเดือนของเชฟในแต่ละที่ก็จะแตกต่างและไม่เท่ากัน เช่น เชฟที่ประจำอยู่ร้านอาหารก็จะเป็นรายได้อีกแบบหนึ่ง อยู่โรงแรมก็อีกแบบหนึ่ง หรือเชฟที่เป็นฟรีแลนซ์รับงาน catering ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งเลย แต่รายได้ของเชฟในช่วงอายุ 30 กว่าที่มีประสบการณ์มากพอแล้ว ตัวเลขเงินเดือนก็จะอยู่ที่ประมาณ 50,000-80,000 บาทค่ะ แต่ว่าก็ต้องแลกมากับการหางานด้วยตัวเองเยอะ ๆ และอย่างที่บอกค่ะว่าเราต้องมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองด้วย

สำหรับคุณตูนคิดว่าจุดสูงสุดของอาชีพเชฟทำอาหารคืออะไร

คุณตูน : ตัวตูนเองคิดว่าจุดสูงสุดของการเป็นเชฟทำอาหาร ไม่ใช่แค่การเป็นเจ้าของกิจการหรือมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง หรือการได้ไปเปิดร้านอาหารที่เมืองนอก แต่จุดสูงสุดของการเป็นเชฟทำอาหารสำหรับตูนก็คือ พอทุกคนได้เห็นอาหารที่เราทำแล้วเขารู้ได้เลยว่านั่นคือผลงานของเรา แบบนั้นตูนคิดว่านี่แหละคือจุดสูงสุดของการเป็นเชฟ เหมือนกับเป็นลายเซ็นให้เราว่านี่คือการจัดจานให้แบบของเรานะ

ฝากถึงคนที่อยากจะมาทำอาชีพเชฟทำอาหาร และให้กำลังใจเชฟทำอาหารด้วยกัน

คุณตูน : อยากให้คนที่อยากจะมาทำอาชีพเชฟฝึกฝนและเรียนเพิ่มเติมเยอะ ๆ ค่ะ เพราะมันจะทำให้เราอยู่ภายใต้แรงกดดันได้เป็นอย่างดี ด้วยความที่เส้นทางการเป็นเชฟทำอาหารจริง ๆ นั้นไม่เหมือนกับการแข่งขันในโทรทัศน์อย่างที่เราเห็น ฉะนั้นก็ขอให้มีความมุ่งมั่นมาก ๆ นะคะในการที่จะมาประกอบอาชีพเชฟทำอาหาร ส่วนใครที่เป็นเชฟอยู่แล้วและมีโอกาสได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้ ก็ขอให้อดทนทำในหน้าที่ของตัวเองให้ดีต่อไปเรื่อย ๆ เพราะถึงอย่างไรอาชีพเชฟทำอาหารก็ไม่ตายไปจากโลกนี้แน่นอน เส้นทางอาชีพนี้ยังมีทางเดินไปต่อได้เสมอตูนเชื่ออย่างนั้นค่ะ

ฝากร้าน

คุณตูน : ตอนนี้ตูนเป็นเชฟทำอาหารและเบเกอรี่อยู่ที่ ร้าน coffee tree ติวานนท์ ซอย 3 ค่ะ และเร็ว ๆ นี้กำลังจะเปิด chef table วันที่ 13 สิงหาคมนี้ ในธีมวันแม่ ที่ร้าน coffee tree ซึ่งตรงนี้ตูนดูแลเซ็ตเมนูขึ้นมาเองทั้งในส่วนของอาหาร เครื่องดื่ม เค้กและขนมต่าง ๆ ก็ฝากทุกคนมาอุดหนุนกันเยอะ ๆ ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ