Home Interview Exclusive Talk : Pump Speed Pump Speed : พูดคุยกับ “ประเสริฐ อภิปุญญา” ตำนานนักขับยุค 90

Pump Speed : พูดคุยกับ “ประเสริฐ อภิปุญญา” ตำนานนักขับยุค 90

ช่วง Pump Speed จากรายการ World Of Speed ที่จะพาคุณผู้ชมทุกท่านไปพูดคุยแบบ Exclusive กับแขกรับเชิญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งเสมอไป เทปนี้เดินทางไปเยือน Headquarter ของ IDEMITSU Racing Team Thailand by AP เพื่อพูดคุยกับอีกหนึ่งตัวจริงของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย “อาประเสริฐ อภิปุญญา” นักแข่งรถระดับตำนาน อดีตนักพากย์ F1 และผู้จัดการทีมแข่งรถ ที่จะมาเจาะลึกเบื้องหลังการทำทีมแข่งรถ รวมถึงแชร์มุมมองและข้อคิดเกี่ยวกับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ที่เคยสัมผัสในทุกด้าน ๆ จากหลากหลายบทบาทที่ผ่านมา

ย้อนวันวานกับการเป็นนักแข่งรถจากยุค 90

หากนึกถึงภาพของอาประเสริฐในยุคที่ยังคงลงสนามแข่งรถ จะต้องมาพร้อมกับรถ Honda 3 ประตู และโลโก้แบรนด์ IDEMITSU อยู่เสมอ ในประเด็นนี้ เขาเล่าว่ามันเริ่มต้นมาจากการใช้รถ Honda Civic รหัส EF9 ลงแข่งในรุ่นโชว์รูม (หรือเทียบเท่ารุ่น Group N ในปัจจุบัน) แล้วได้แชมป์ ผลงานในครั้งนั้น ทำให้ฮอนด้า (ประเทศไทย) เข้ามาคุยเรื่องการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ในด้านมอเตอร์สปอร์ต จากนั้นก็มีการไปดึงเอา supplier ของฮอนด้า อย่าง SHOWA (โชวะ) และ IDEMITSU (อีเดมิสึ) เข้ามาร่วมสนับสนุน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาประเสริฐได้ร่วมงานกับ IDEMITSU มาอย่าวยาวนานจนถึงทุกวันนี้ และมีส่วนช่วยให้เขาคว้าแชมป์ Southeast Asia Touring Car ในรุ่น Division 3 ได้สำเร็จด้วย

ย้อนกลับไปในช่วงนั้น อาประเสริฐได้เล่าถึงเสน่ห์ของรถแข่งยุค 90 ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจดีมาก บริษัทรถยนต์จึงใส่ของดีในรถแข่งมาให้อย่างเต็มที่ อย่างฮอนด้าก็จะใส่ช่วงล่างแบบ Double Wishbone (ปีกนก 2 ชั้น) ทั้งหน้าและหลังมาให้เลยจากโรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยความสำเร็จของฮอนด้ามาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดี อาประเสริฐบอกเองว่าแอบอิจฉาเด็กยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยี Data Logger (ระบบบันทึกข้อมูลตัวรถ) ใช้ มันช่วยบอกบทบอกไลน์ได้ แต่ในยุคที่อาประเสริฐลงสนาม เทคโนโลยีนี้เพิ่งเริ่มต้นใช้ เขาจึงต้องใช้ “ความรู้สึก” ของนักแข่งล้วน ๆ มาอธิบายและถ่ายทอดให้วิศวกรฟัง เพื่อปรับเซตรถ

ไม่เพียงเท่านั้น อาประเสริฐเล่าว่าเขาโชคดีที่เป็นนักแข่ง Generation 2 ที่ยังทันได้แข่งในสนามบิน หรือก็คือประสบการณ์การลงไปขับรถแข่งบนพื้นสนามบินนั่นเอง ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านมาสู่สนามแบบเซอร์กิต ที่สนามพีระเซอร์กิต ความแตกต่างที่สัมผัสได้ก็คือ ในสนามบินจะกว้างมาก สามารถขับเข้าไลน์ได้ทุกไลน์ หรือจะขับผิดขับถูกอย่างไรก็ยังผ่านโค้งได้หมด ซึ่งเมื่อเทียบกับสนามแข่งมาตรฐานในลักษณะปิดเมืองแข่งอย่างสนามพีระเซอร์กิตแล้ว เขาพบว่าความสนุกมันเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องเซตตัวรถให้เป็น ถ้าเซตรถไม่ลงตัวจะไม่ทันเวลา เขายังพูดถึงความทรงจำดี ๆ ที่สนามพีระ รถเขาไม่ค่อยพัง ขับไม่ค่อยชน แถมในยุคนั้น นักแข่งสามารถกินนอนอยู่ที่สนามพีระได้ จึงทำให้ทีมแข่งยุคนั้นรักกันมาก เพราะกินนอนอยู่ในสนามด้วยกัน เขาเชื่อว่าช่างรถในสมัยนั้น หากทุกวันนี้ยังอยู่ในวงการ ก็น่าจะจำความรู้สึกที่ดีเหล่านั้นได้เช่นกัน

และเมื่อถามถึงคู่แข่งตลอดกาลในคลาส Honda Civic 3 ประตู ที่ลงแข่งด้วยกันในตอนนั้นคือ Toyota Corolla ตั้งแต่โฉม AE92, AE100 ไปจนถึง AE111 ซึ่งเป็นคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกันตลอดทั้งที่ญี่ปุ่นและไทย ส่วนนักขับไทยรุ่นเดียวกันที่เคยขับเบียดกัน หรือแซงกันไปแซงกันมาในยุคนั้น มีอยู่หลัก ๆ 2 คน คือ คุณสุพจน์ กสิกรรม และคุณขจรศักดิ์ ศักดิ์ศิริเวชกุล ส่วนคนอื่น ๆ จะเป็นรุ่นพี่และนักแข่งในรุ่นใหญ่กว่า เช่น คุณเกรียงไกร ลิ้มนันทรักษ์ หรือคุณมงคล เสถียรถิระกุล

เบื้องหลังการเป็นผู้บรรยาย Formula 1 ในอดีต

อาประเสริฐได้เล่าถึงชีวิตในช่วงที่เคยบรรยายการแข่งขัน F1 ร่วมกับ “น้าเบ๊ด-มนูสาสน์ ศรีพนา” หรือปัจจุบันคือช่อง True Visions เขาเล่าว่าความยากในยุคนั้นคือการที่ข้อมูล Real Time Data มีน้อยมาก ไม่เหมือนสมัยนี้ที่เห็นหมดว่าใครอยู่ sector ไหน ความเร็วแต่ละ sector อยู่ที่เท่าไร และสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดในตอนนั้นคือ การเกิด Dead Air ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาค่อนข้างกลัว จึงมีการแบ่งงานพากย์กันกับน้าเบ๊ด โดยให้น้าเบ๊ดทำหน้าที่ดำเนินการพากย์เป็นหลัก ส่วนตัวของอาประเสริฐนั้นจะคอยสอดแทรกข้อมูลเชิงเทคนิคและแผนการวิ่งของแต่ละทีมเข้าไปเป็นระยะ ๆ ทว่าในช่วงหลังที่งานหลักของเขาเพิ่มมากขึ้น อาประเสริฐจึงถอนตัวออกมา

ยุคที่อาประเสริฐพากย์คือยุคที่ Michael Schumacher, Kimi Räikkönen และทีม Ferrari กำลังยิ่งใหญ่ โดยบุคคลสำคัญ ๆ ของทีมแข่งต่าง ๆ ยังอยู่ เช่น Sir Frank Williams ของทีม Williams Racing คู่แข่งของทีม Ferrari, Jean Todt ผู้จัดการทีม Ferrari ในตอนนั้น และ Ross Brawn เรียกได้ว่าเป็นยุคที่บุคลากรระดับปูชนียบุคคลของวงการ F1 อยู่ครบ

และเมื่อถูกถามถึงทรรศนะต่อ Kimi Antonelli นักขับดาวรุ่งฟอร์มร้อนแรง ว่าในปี 2026 นี้ ผลงานของดาวรุ่งผู้นี้จะเป็นอย่างไร มีโอกาสเป็นแชมป์ไหม อาประเสริฐได้พูดถึงคำกล่าวที่น่าสนใจที่เคยมีคนพูดเอาไว้ตั้งแต่ยุค 90 แล้วว่า “ใครก็ตามที่เป็นผู้ชนะใน 3 สนามแรกของปี… คนนั้นมักจะได้เป็นแชมป์โลก” ดังนั้น ก็ต้องรอดูว่าดาวรุ่งคนนี้จะประคอง รักษามาตรฐาน และเอาชนะต่อเนื่องต่อไปได้แค่ไหน

บทบาทของ “ผู้จัดการทีมแข่ง” ของทีม IDEMITSU Racing Team Thailand by AP

ไม่เพียงแต่บทบาทของนักแข่งและนักพากย์ อาประเสริฐยังมีบทบาทในการเป็นผู้จัดการทีมแข่ง IDEMITSU Racing Team Thailand by AP ที่ต้องทุ่มทั้งแรงกาย แรงใจ และแรงเงิน ในการทำทีมแข่งเพื่อลงแข่งในปัจจุบัน ซึ่งรถที่อยู่ในอู่ของทีมแข่งทั้งหมดถูกทำขึ้นที่นี่ ณ เวลานี้มีอยู่ด้วยกัน 12 คันในช่วงระยะเวลา 10 ปี ตามความตั้งใจเดิมที่ว่าผ่านไป 1 ปี ก็ควรจะมีรถแข่งเพิ่ม 1 คัน นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยรถแข่งหลัก ๆ ที่ใช้แข่งอยู่ในปัจจุบัน เช่น Honda Civic 4 ประตู ใช้แข่งในรายการ Thailand Super Turbo และ Honda CRZ ที่ใช้แข่งในรายการ TSS รุ่น Super Touring และ PT Group A

อาประเสริฐได้เผยถึงที่มาของชื่อทีมที่ต่อท้ายว่า by AP ซึ่งมาจากตัวย่อของนามสกุล “อภิปุญญา” เกิดขึ้นจากการที่มีคนถามว่าทำไมถึงไม่ใส่ชื่อทีมลงไปนอกเหนือจากสปอนเซอร์ และในเวลานั้นก็เหลือเวลาอีกไม่มากก่อนปิดรับสมัคร เขาก็เลยจบลงที่ by AP เนื่องจากธุรกิจของครอบครัวก็ใช้ชื่อ AP เหมือนกัน เลยหยิบชื่อนี้มาใช้

สำหรับแนวทางของ IDEMITSU Racing Team Thailand by AP ในการลงแข่งขันรายการ Thailand Super Series รุ่น Super Touring ซึ่งมีรถและทีมแข่งระดับแถวหน้าของเมืองไทยลงแข่งหลายทีม ก่อนอื่น อาประเสริฐได้ขอบคุณทางสปอนเซอร์หลักอย่าง IDEMITSU ที่เข้าใจในความเป็นกีฬา ไม่เคยกดดันว่าต้องชนะหรือต้องเป็นแชมป์เท่านั้น เพราะเกมการแข่งขันมีหลายแบบ จริงอยู่ที่สปอนเซอร์ทุกรายอยากให้ทีมที่ตนเองเป็นสปอนเซอร์อยู่ชนะถึงจะโปรโมต แต่บางครั้ง “การเป็นผู้แพ้ที่สง่างาม มีศักดิ์ศรี และทุ่มเท” ก็มีคุณค่าในการโปรโมตแบรนด์ได้เช่นกัน รวมถึงขอบคุณครอบครัวที่อนุญาตให้ควักเงินส่วนตัวมาสนับสนุนทีมด้วย

โดยอาประเสริฐได้แนะนำรถแข่งคันหนึ่งในอู่ เพื่อให้เห็นว่าปัจจุบันทางทีมมีการปรับตัวแบบ Back to the basic เพื่อประหยัดต้นทุนตามสภาพเศรษฐกิจ เช่น การหันมาใช้ระบบสวิตช์ควบคุมระบบไฟฟ้าหรือปั๊มน้ำมันแบบคลาสสิก ที่เน้นความเรียบง่ายเหมือนรถแข่งยุค 90 แทนการใช้กล่อง PDM (Power Distribution Module) สำเร็จรูป เพราะนอกจากจะลดค่าใช้จ่ายแล้ว เวลาที่เกิดปัญหาขึ้น ยังไล่สายไฟและซ่อมแซมได้ง่ายกว่าด้วย

และถ้าถามถึงงบประมาณตั้งแต่วันแรกที่สร้างรถแข่งจากรถบ้านทั่วไปจนถึงวันที่พารถเข้าเส้นชัย อาประเสริฐบอกว่าไม่ยากจดตัวเลขเป๊ะ ๆ เพราะจดทีไรก็จะเป็นลม ซึ่งเคยมีเพื่อน ๆ ของเขาเคยพูดไว้ว่า การทำรถแข่งให้แยกสเตปที่ 1,500,000 บาท หรือก็คือรถแข่งที่ลงทุน “ไม่ถึง” กับ “เกิน” 1,500,000 บาท ทว่ารถของทีมนี้เขาบอกว่ามัน “เลยล้านห้า” ไปค่อนข้างไกลทีเดียว แต่เลยไปเท่าไรนั้นเขาไม่ค่อยกล้าที่จะคิดตัวเลขออกมา เขาจึงเล่าเรื่องที่ว่ามีทีมแข่งพูดตรงกันว่า “ถ้าไม่แข่งรถ ป่านนี้ซื้อ Supercar ได้หลายคัน หรือปลูกบ้านได้หลายหลังแล้ว” สำหรับเขามันเป็นเรื่องจริง เพราะในวงการแข่งรถค่าใช้จ่ายสูงมาก เฉพาะชุดเกียร์ Sequencial ออปชันครบรวมภาษีก็เกือบ 1 ล้านบาทแล้ว แต่ถ้ามองว่ามันเป็นการลงทุน จะเห็นข้อดีว่ามันทนทานและลดความผิดพลาดจากการสับเกียร์หลงของนักแข่งรุ่นใหม่ เนื่องจากรถสมัยใหม่ไม่ค่อยมีเกียร์ธรรมดา ถ้าเข้าเกียร์ผิด มันสร้างความเสียหาย ทั้งเกียร์พังและเครื่องยนต์พัง

นักขับระดับตำนานให้คำแนะนำถึงเด็ก ๆ ที่ฝันอยากเป็นนักแข่งรถ

ในฐานะนักแข่งรถระดับตำนานที่เห็นวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยมาแล้วทุกยุคทุกสมัย อาประเสริฐให้ข้อคิดสำคัญไว้ 2 ข้อหลัก ๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากก้าวเข้ามาในวงการนี้ โดยเป็นคำแนะนำที่ถอดบทเรียนมาจากทีมแข่งที่ญี่ปุ่น ข้อแรกคือ “อย่าทำลายรถ (อย่าชน) และขับให้จบ” ในช่วงแรกของการขับ จะเร็วหรือช้าทางทีมไม่ได้โฟกัส แทบไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าคุณขับเร็วที่สุดหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือ การชนบ่อย ๆ ตั้งแต่เริ่มแข่ง ถือเป็นการดิสเครดิตตัวเองและทำให้ทีมไม่ค่อยอยากร่วมงานด้วย รวมถึงต้องประคองรถให้จบการแข่งขัน ส่วนเรื่องของความเร็วหรือเวลา มันเป็นสิ่งที่มาพัฒนากันทีหลังได้ตามความคุ้นเคยของสนามและไลน์การขับ ทางทีมเข้าใจดีว่าการที่เพิ่งลงสนามแข่ง มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากที่จะชนะเลย

ส่วนอีกข้อคือ “การเคารพต่อคำสั่งของผู้จัดการทีม” นักแข่งที่ดีต้องควบคุมอารมณ์ได้ ไม่บ้าบิ่นจนเกินไป เช่น เวลาที่ทีมสั่งให้รักษาระดับเมื่อนำคันอื่นอยู่มากแล้ว หรือกรณีที่ตามเท่าไรก็ตามไม่ทัน ควรประคองและถนอมรถไว้ดีกว่า หากสั่งไปแบบนี้ก็ต้องเชื่อฟัง แน่นอนว่าทุกคนอยากจะไปให้เร็ว แต่ทุกคำสั่งมีเหตุผลเรื่องความปลอดภัยและผลประโยชน์สูงสุดของทีม หากรถเสียหายหรือต้องจอด มันมีผลลบต่ออนาคตของตัวนักแข่งเองเช่นกัน

อาจพูดได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่เรา ๆ จะได้รับรู้เรื่องราววงในของทีมแข่งรถ หากไม่ได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับผู้จัดการทีม ดังนั้น การได้พูดคุยเบื้องลึกเบื้องหลังในวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยกับตัวจริงที่เจนสนามแข่งอย่าง “อาประเสริฐ อภิปุญญา” ผู้ที่เป็นทั้งนักแข่งเอง เป็นนักพากย์การแข่งขัน และในปัจจุบันที่มีบทบาทอย่างมากในการผลักดันนักแข่งรุ่นหลัง ๆ เข้าสู่วงการ ในฐานะของผู้จัดการทีมแข่ง จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก สำหรับใครก็ตามที่มีความสนใจในวงการมอเตอร์สปอร์ต