ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กระแสข่าว “โตโยต้า” เตรียมย้านฐานทัพการผลิตรถยนต์จากไทยไปอินโดนีเซีย เด้งขึ้นมาหน้าฟีด FB ของผมอยู่เป็นระยะ จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น โตโยต้า จะไปอินโดฯ จริงหรือ และทำไมอินโดฯ ถึงต้องการโตโยต้าจนตัวสั่นขนาดนั้น
จุดเริ่มของประเด็นนี้มาจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ประกาศกลางงานมหกรรมยานยนต์อินโดนีเซีย หรือ GIIAS 2026 ว่าพร้อมยื่นข้อเสนอให้ “โตโยต้า” ทุกอย่างตามที่ต้องการ หากค่ายรถยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นยอมย้ายฐานการผลิตหลักในอาเซียนจากไทยไปอินโดนีเซีย
สารจากทางการแดนอิเหนาในครั้งนี้ ดูผิวเผินเหมือนเป็นเรื่องธุรกิจยานยนต์เพียว ๆ แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่โตโยต้าได้รับผลกระทบในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือการเข้ามาของค่ายรถจีน รวมถึงนโยบายต่าง ๆ ที่เอื้อให้กับค่ายรถจีน น่าจะเป็นประเด็นหลักที่อินโดฯ ใช้เทียบเชิญค่ายรถ 3 ห่วงในครั้งนี้
การที่ยอดขายและส่วนแบ่งตลาดของยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าในไทยประสบภาวะชะลอตัว เป็นผลกระทบจากการที่ภาครัฐอัดฉีดมาตรการอุดหนุน ลดภาษีสรรพสามิต และเว้นภาษีนำเข้าอย่างหนักให้กับ รถไฟฟ้า (EV) นำเข้าสำเร็จรูป โดยเฉพาะจากค่ายจีน
ในขณะที่ค่ายรถญี่ปุ่นซึ่งทุ่มเงินลงทุนสร้างโรงงาน จ้างงานแรงงานไทยนับแสนคน และสร้างซัพพลายเชนในประเทศมานานกว่า 60 ปี ต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างเต็มรูปแบบ แต่รถ EV นำเข้ามากลับได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดการเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน
คุณศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ตั้งคำถามสำคัญถึงภาครัฐครับว่า “วันนี้เรากำลังส่งเสริมการขายรถ EV หรือกำลังวางรากฐานสร้างอุตสาหกรรม EV ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยกันแน่”
ศึกชิงโตโยต้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียครั้งนี้ จึงเป็น “สัญญาณเตือน” มายังรัฐบาลไทยต้องเร่งปรับทิศทางนโยบาย อาทิ ทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้าสำเร็จรูป เพื่อปกป้องผู้ผลิตที่มีฐานการผลิตจริงในประเทศ รวมถึงส่งเสริมรถพลังงานทางเลือกที่ไม่ได้มีแค่ EV
เพราะจริง ๆ แล้วเป้าหมายไปสู่พลังงานทางเลือก นอกจาก EV แล้ว ปัจจุบัน ยังมีทั้ง HEV, PHEV และอนาคตอย่างไฮโดรเจน รวมไปถึงน้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์อย่าง e-Fuel ที่ยังทำให้รถเครื่องยนต์สันดาปไปต่อได้ ที่สำคัญจะเป็นทางเลือกให้กับผู้ซื้อด้วยเช่นเดียวกันครับ
ตอนนี้มีแนวโน้มครับว่ารัฐบาลไทยกำลังจะปรับอัตราภาษีสรรพสามิต EV นำเข้าที่ไม่มีฐานการผลิตในไทยเพิ่มขึ้นราว 30-50% เพื่อสร้างส่วนต่างราคากับรถที่ประกอบในประเทศ และต้องการรักษาฐานการผลิตรถที่มีอยู่ปัจจุบัน และเป็นการเชิญชวนให้ค่ายรถเข้ามาตั้งโรงงานในไทยเพิ่มขึ้น
ซึ่งหากทำได้ ก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะรักษา “โตโยต้า” เอาไว้ต่อไป รวมถึงหากจะต้องการดัน EV จริง ๆ ก็จะเป็นการดึงดูดให้ค่ายรถ EV เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในบ้านเราได้อีกทางด้วย ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่ของถูกเข้ามาขายอย่างเดียว ขายเสร็จได้ยอดแล้วก็ไป แบบนี้ก็ไม่ไหวครับ