ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ วัยเข้าออกโรงหมอ ด้วยบริการ “ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น” (ตอนจบ)

บทสัมภาษณ์คนต้นคิดในสัปดาห์นี้ กลับมาติดตามกันต่อในการเป็น “ธุรกิจเพื่อสังคม” ของ Joy Ride โดย “คุณจอย ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร” ที่ริเริ่มมาการพบเห็นความไม่สะดวกที่ผู้สูงอายุต้องเดินทางไปหาหมอด้วยตัวคนเดียว และเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็คือ “ลูกหลานไม่สามารถลางานพาไปได้”

อย่างไรก็ตาม ตัวลูกหลานเองก็ไม่ได้สบายใจที่ต้องปล่อยให้พ่อแม่ไปหาหมอคนเดียว การมีบริการ Joy Ride ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น พาผู้สูงอายุไปหาหมอ จึงเป็นอะไรที่ตอบโจทย์ ทั้งในมุมของลูกหลาน ที่มั่นใจได้ว่าบริการ Joy Ride นั้นมีมาตรฐานสูงพอที่จะไว้ใจให้พาพ่อแม่ของเราไปโรงพยาบาล ในมุมของผู้สูงอายุ ที่ไม่ต้องไปงก ๆ เงิ่น ๆ ทำอะไรเองที่โรงพยาบาล มีคนคอยจัดการให้เสร็จสรรพ ในมุมของผู้ให้บริการทางการแพทย์ การมีคนคอยช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ต้องมาหาหมอเป็นประจำ จะช่วยลดภาระงานที่ต้องหันมาคอยตอบคำถามผู้สูงอายุลง สามารถหันไปโฟกัสกับหน้าที่ของตนเองได้ดีขึ้น ในมุมของทีมงานที่มีความตั้งใจอยากช่วยเหลือ ที่แค่ได้ช่วยเหลือก็มีความสุข

และในอีกมุมที่เป็นภาพรวมที่ใหญ่ที่สุด คือตอบโจทย์การเป็นสังคมผู้สูงวัยของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงวัยปัจจุบันที่ต้องไปหาหมอเป็นประจำ แต่ก็เข้าใจดีว่าลูกหลานลางานลำบาก หรือคนอีกจำนวนมากที่กำลังจะก้าวข้ามเส้น 60 เข้ามาเป็นผู้สูงวัย ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีลูกไม่มีหลาน ก็จะสามารถมั่นใจได้ว่าแม้จะไม่มีลูกหลานดูแล แต่ก็จะมีใครสักคนที่ไว้ใจได้พาเราไปหาหมอได้ ในวันที่เราไปเองคนเดียวไม่ได้ หรืออ้างว้างเกินกว่าจะไปคนเดียว!

และอีกข้อที่สำคัญ ที่เราทิ้งท้ายกันไว้ใน Joy Ride ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ถ้าเราจะไว้ใจใครให้ “พาพ่อแม่เราไปหาหมอ” (ตอน 1) เกี่ยวกับ “ความสุข” ของตัวคุณจอย ความรู้สึกที่อยากจะฮีลใจตัวเองในวันนั้นที่ริเริ่ม Joy Ride ขึ้นมา วันนี้ คุณจอยได้รับสิ่งนั้นแล้วหรือยัง บทสัมภาษณ์ในตอนจบนี้ มีคำตอบ!

นิยามการทำธุรกิจของ Joy Ride เป็นอย่างไร

จริง ๆ จอยอายนะคะที่บอกว่าตัวเองทำธุรกิจ จอยจะรู้สึกว่าตัวเองแค่อยากทำงานบริการ จากวันนั้นที่เราป่วย เราอยากฮีลใจตัวเอง เพราะว่าเวลาที่เราพาลูกค้าไปหาหมอ ผู้สูงอายุก็จะชอบอวยพร ขอให้หนูเจริญ ๆ นะ หนูดีมากเลยนู่นนี่นั่น ก็รู้สึกขอบคุณมากเลยค่ะ

ตอนนี้ จอยกลับมาทำงานออฟฟิศตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 เพราะจอยมองว่ามันไม่ใช่แค่จอยแล้ว ตอนนี้คือคนที่เขาว่างงาน หรือคนที่มาเป็นทีมงาน Joy Ride ส่วนใหญ่จะเป็น young adults หรือไม่ก็อายุ 40 ปลาย ๆ 50 ต้น ๆ คนที่โดนบีบออกบ้าง โดนนู่นโดนนี่ หรือบางคนก็ประสบความสำเร็จในงานแล้ว อยากทำอะไรที่มันมีคุณค่าแล้วก็มีรายได้ โดยที่ไม่จำเป็นว่าคุณเป็นคนดี คุณต้องไปเป็นจิตอาสาอย่างเดียว เขาก็มาเป็นทีมงาน Joy Ride ส่วนลูกหลานของผู้สูงอายุ เขาก็จะมาบอกว่าขอบคุณคุณจอยนะคะ คนนี้น่ารักมากเลย บริการดีมาก คุณแม่ชอบมาก เลยกลายเป็นว่างานตรงนี้ทำให้เรามีความสุขค่ะ

ตอนนี้ มีคนมาชมทีมงานของเรา ส่วนลูกค้าก็จะบอกว่าตอนนี้ไม่ว่าคุณจอยจะส่งคนไหนมา โอเคหมดเลยค่ะ คนของ Joy Ride น่ารักทุกคน จากตรงนี้จอยเลยมองว่าเราไม่ได้ทำแค่เพื่อตัวเองอีกต่อไปหรือแค่ผู้สูงอายุ ตอนแรกที่เราทำงานนี้ เพราะเราเห็นอกเห็นใจผู้สูงอายุ เราเห็นอกเห็นใจลูกหลานที่ไม่มีเวลา ตอนนี้เราเห็นอกเห็นใจแม้กระทั่งทีมงานที่เขามีรายได้ แล้วก็ทำยังไงให้เขารู้สึกมีคุณค่า แล้วก็เห็นอกเห็นใจในส่วนของหมอและพยาบาลด้วยค่ะ

มีอยู่เคสหนึ่งที่จอยอยากจะเล่าให้ฟังค่ะ คือลูกหลานโทรมาเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อก่อนคุณพ่อไปโรงพยาบาลคนเดียวเพื่อจะตรวจร่างกาย เพราะพรุ่งนี้มีผ่าตัด วันนี้ก็เลยไปหาหมอ ตรวจโควิด แล้วพอตรวจโควิดเสร็จ จริง ๆ เขาต้องไปตรวจเลือด พยาบาลบอกว่าเสร็จแล้วให้ไปที่ตรงนั้นต่อนะคะ แต่เขาได้ยินแค่ว่าเสร็จแล้วอย่างเดียว คุณพ่อก็เลยกลับบ้าน พอ 2 ทุ่ม โรงพยาบาลโทรมาถามมาว่าทำไมคุณพ่อไม่มาตรวจเลือด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ต้องรื้อตารางนัดใหม่หมดเลย ทั้งที่นั่นคือคิวหมอที่นัดมาล่วงหน้า 6 เดือน ต้องโยกใหม่ การทำงานทุกอย่างพังหมดเลยในการรักษาผู้สูงอายุ 1 คน

อีกอย่าง ผู้สูงอายุ จะมี 2 ประเภทค่ะ ประเภทหนึ่งคือปวดท้องมากเลย ปวดมา 3 วันแล้ว แต่ไม่ยอมบอกลูก ไม่ยอมไปหาหมอ กับอีกประเภทก็คือปวดนิดเดียวเอง อาจจะเป็นแค่กระเพาะ แต่ก็คิดว่าตัวเองมีความผิดปกติ เป็นมะเร็ง แล้วก็บอกลูกตลอดว่าปวดท้อง ตรงนี้ก็ทำให้ฝั่งคุณหมอมีภาระงานเยอะขึ้น ซึ่งจริง ๆ อาจจะไม่ได้เป็นอะไรมาก เราก็เลยเริ่มเห็นอกเห็นใจการทำงานของคุณหมอ แถมเห็นอกเห็นใจประเทศชาติด้วย ก็คือเราดูแลลูกค้าเป็นความดัน ไปหาหมอ หมอให้ยามา 3 เดือน กลับไปบ้าน จะแกะยาให้ เจอยาของปีที่แล้วอยู่ที่เตียงนอนเป็นตั้ง แล้วนั่นคือยาที่นำเข้ามา เป็นมูลค่าเท่าไรไม่รู้ต่อปีที่รัฐต้องเบิกให้ผู้สูงอายุแล้วเขาไม่ได้กิน ถ้าหมดอายุแล้ว ต้องทิ้งไปเปล่า ๆ เลยค่ะ

แต่ทีมงานเราจะคอยดูเรื่องยาด้วยค่ะ แจ้งหมอว่ายาไม่ต้องนะคะ เพราะว่าของเก่ายังมีเหลืออยู่ มันก็ช่วยรัฐบาลประหยัดเงินได้ถูกไหมคะ นี่คือจอยกำลังมองว่าแนวความคิดของธุรกิจจอยในตอนนี้มันไม่ใช่แค่ฉันหายซึมเศร้า กลับมารักตัวเอง หรือฉันมีเงิน แต่คือผู้สูงอายุ ลูกหลาน หมอ พยาบาล ประเทศชาติ คนที่มาทำงานด้านนี้ สุดท้ายแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือ social impact มากกว่าค่ะ

จอยเองเจอแม้กระทั่งคนที่อยากมาทำงานนี้ มาแอบเอาข้อมูลไปหรือเอาไปทำเอง แต่จอยก็มองว่าผู้สูงอายุบ้านเรามีเยอะมาก 13 ล้านคน วันหนึ่ง 300,000 คนไปโรงพยาบาล แต่ใน 300,000 คนนี้อาจจะมีคนที่เป็นลูกค้า Joy Ride ได้จริง ๆ แค่ 3,000 คน ซึ่ง Joy Ride ต้องมีทีมงาน 5,000 คน มันแปลว่าอะไรคะ มันแปลว่าถ้าจอยมีศักยภาพ มีความสามารถ จอยยินดีที่จะสอนให้คนทั่วไปไปประกอบอาชีพของตัวเองได้ แล้วก็ให้เขาดูแลในชุมชนของตัวเอง มันดีกว่านะคะที่จะให้ทุกคนมาเป็นทีมงานจอย หรือต้องให้ผู้สูงอายุทุกคนมาจ้างจอย แต่มันคือการที่เราสามารถสร้างอาชีพใหม่ให้กับคนอื่นได้

จริง ๆ ไม่อยากบอกว่าเป็นอาชีพใหม่เลยค่ะ มันเป็นอาชีพที่มีมาในสังคมไทยนานแล้ว แต่มันเป็นแบบทำเองคนเดียว พยาบาลแนะนำ พอมันเป็นในรูปแบบนี้ มันมีการตื่นรู้มากขึ้น มีการตื่นตัว คนอยากมาทำอาชีพนี้ หลาย ๆ คนก็เริ่มไปทำเอง เขาก็อาจจะเป็นแฟนเพจจอย ถ้าคุยกับจอย จอยก็แนะนำไป

แต่ว่าตอนนี้จอยกำลังทำงานร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และก็สมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษาไทยค่ะ คือจอยกำลังช่วยเขาเขียนโปรแกรม ว่าถ้าจะมาเป็นอาชีพพาผู้สูงอายุไปหาหมอ หรือว่าทำกิจกรรมทางสังคม จะต้องเตรียมความพร้อมยังไงบ้าง เข้าใจนะคะว่าบางคนอาจจะอ่าน บางคนก็ไม่อ่าน แต่มันก็คงจะดีกว่านะถ้าสิ่งที่เรารู้สามารถรวบรวมไว้ได้เป็นหลักสูตร แล้วให้ทุกคนสามารถทำอาชีพนี้ได้ จอยจะดีใจมากเลยค่ะ

ไม่จำเป็นต้องเป็น Joy Ride แต่โฟกัสว่าสังคมจะได้อะไร

จอยคิดว่าสิ่งที่จอยทำอยู่ มันเป็นผลตอบแทนทางสังคมมากกว่า ว่าถ้าผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี มันก็ช่วยประหยัดเรื่องของระยะเวลา ช่วยประหยัดทรัพยากรคุณหมอ เพราะว่าถ้าเกิดว่าคนแข็งแรง ก็ไปแบบหาหมอตรวจสุขภาพก็พอ ไม่ต้องไปตอนที่โคม่า รวมถึงสร้างเป็นอาชีพใหม่ให้เข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจ มีจรรยาบรรณควบคุมได้ มีความปลอดภัย ไม่ใช่ไปทำเอง แบบศูนย์ผู้สูงอายุที่ก็มีทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย แบบผิดกฎหมายสภาพความเป็นอยู่ก็แย่ คนแก่นอนจมอึ อะไรแบบนี้ อันนี้ก็เหมือนกันค่ะ

ถ้ามันจะเป็นอาชีพ มันก็ควรทำให้เป็นอาชีพที่ดี ให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี รวมถึงประเทศเราเป็นประเทศงานบริการ หมายถึงว่าจะมีลูกค้าต่างชาติที่มาอยู่เมืองไทย เราจะได้อัปสกิลคน แล้วก็ไปดูแล-บริการกลุ่มต่างชาติที่เกษียณแล้ว มันก็เป็นรายได้เข้ามาในประเทศไทย อันนี้จอยมองไว้เป็นภาพรวมค่ะ

ส่วนวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจของจอย คือ แก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีคุณภาพ คือให้ผู้สูงอายุมีโอกาสมีคุณภาพชีวิตที่ดี คนเราทุกคนค่ะ มันต้องแก่ มันต้องเจ็บ มันต้องตาย แต่ก่อนที่จะตาย จะทำยังไงให้มีความสุขกับการใช้ชีวิต ไม่ใช่รู้สึกทุกวันเลยว่าเมื่อไรฉันจะตาย เพื่อนฉันตายหมดแล้ว ฉันเป็นภาระลูกหลาน ทำยังไงให้กำจัดความรู้สึกแบบนี้ออกไปจากผู้สูงอายุให้ได้ เพราะว่าหลาย ๆ คนก็จะกลายเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าแอบแฝง กับทำยังไงให้ผู้สูงอายุดึงศักยภาพที่เขามีออกมาใช้

เห็นที่ญี่ปุ่น เกาหลี ไหมคะ ที่เป็นรุ่นป้ารุ่นยายดำน้ำเก็บหอย เขายังแข็งแรง แล้วเขาก็ยึดถือทำอาชีพนี้ ผู้หญิง 30 คนในหมู่บ้านทำอาชีพนี้ จอยว่ามันน่ารักจะตายค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้สูงอายุบางคนในเมืองไทย ในกรุงเทพฯ อาจจะมีสูตรไข่พะโล้สมัยรัชกาลที่ 5 แล้วถ้าไม่มีคนกิน แล้วถ้าคุณยายคนนี้ตายไป ไข่พะโล้สมัยรัชกาลที่ 5 ก็จะหายไปด้วยเหมือนกัน จอยก็คิดว่าจะทำยังไงให้ผู้สูงอายุมีโอกาส มีพื้นที่ในการแสดงสิ่งที่เขาทำได้ออกมาให้คนอื่นเห็น

ตอนนี้จอยเองก็เริ่มมีการจ้างงานผู้สูงอายุ คือ จ้างผู้สูงอายุมาเป็น Mystery Shopper ค่ะ ไว้คอยตรวจสอบการทำงานของทีมงาน ซึ่งมันก็ทำให้เขามีความสุขมาก บางคนเคยเป็นอาจารย์ เป็นแอร์การบินไทยชั้นเฟิร์สคลาสที่เกษียณแล้ว เขาบอกว่าตัวเองรู้สึกดีมากเลยที่ได้มาเป็นทีมงาน Joy Ride ในการตรวจสอบคุณภาพ นี่คือแหละค่ะ “แก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีคุณภาพ” มันเป็นปรัชญาการทำงานของจอยในเวลานี้เลยค่ะ

เรื่องการดูแลผู้สูงอายุไม่ทั่วถึง อย่าว่าแต่จอยดูแลไม่ไหวเลยค่ะ รัฐบาลก็ดูแลไม่ไหวเหมือนกัน จะไปเอาอะไร (หัวเราะ) แล้วต่อไปคนทำงานก็จะน้อยลง ในขณะที่มีคนแก่เต็มบ้านเต็มเมือง ฉะนั้น ก็ทำเป็นอาชีพเลยค่ะให้คนดูแลกัน แต่ว่าตัวผู้สูงอายุเองหรือครอบครัวก็ต้องวางแผนในการเกษียณด้วย เรื่องเงินกับเรื่องสุขภาพ ที่จอยอยากจะพูดก็คือว่า เราสร้างโรงพยาบาลเท่าไรก็ไม่พอหรอกสำหรับคนแก่ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องทำก็คือ เรื่องสุขภาพมากกว่า คือคนจะคิดว่าดูแลสุขภาพเหรอ ก็คือทำประกันไง มันไม่ใช่ค่ะ!

สุขภาพคือการที่คุณเตรียมตัวที่จะไม่เป็นโรค NCD ตั้งแต่คุณอายุยังน้อย ๆ อย่างจอยทำงานมา จอยก็จะเจอว่าคนที่เป็นโรคไต คนที่เป็นความดัน เบาหวาน สโตรก อายุน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วภาพทุกวันนี้คือคนไทยดื่มน้ำอัดลม หรือกินเค็ม แล้วก็เป็นเบาหวาน เป็นโรคไต ในอีก 20 ปีข้างหน้า มันจะกลายเป็นภาระของประเทศอีกเยอะมาก ๆ เลย

จอยคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล แต่มันคือสิ่งที่เราทุกคนต้องเตรียมตัว เหมือนตัวจอยค่ะ ไม่มีลูกไม่มีสามี จอยก็ต้องคิดแล้วว่าถ้าเกิดจอยแก่ตัวไปใครจะดูแล แล้วจะวางแผนอะไรยังไงประมาณนี้ค่ะ คืออย่ารอแล้วค่อยคิดว่าคนอื่นจะมาดูแลเรา คือเราต้องเริ่มวางแผนที่จะดูแลตัวเอง หรือว่าต้องเตรียมอะไรเพื่อให้ใครมาดูแลเราได้ในช่วงที่เราแก่

“พาผู้สูงอายุไปหาหมอ” ใช้ความรับผิดชอบสูงมาก เคยมีปัญหาอะไรกับลูกหลานบ้างไหม

ไม่มีนะคะ จะมีก็แค่ว่าพ่อแม่ดื้อ บทจะไม่มีเหตุผลก็ไม่มีเหตุผล ไปรับหน้าบ้านแล้วแต่ไม่ยอมไป แบบอ้างนู่นอ้างนี่ เราก็ต้องรายงานกลับไปที่ลูกหลานเขาว่าจะทำยังไงดี จะให้รอไหมหรือจะให้กลับไปก่อน ซึ่งทางลูกหลานเขาก็ต้องเคลียร์ให้เรา เพราะคนที่จ่ายเงินจ้างเราคือตัวลูกหลานค่ะ แต่ว่าเราจะไม่สามารถบังคับพ่อแม่เขาได้ ผู้สูงอายุก็เหมือนเด็กเลยค่ะ ถึงจุดจุดหนึ่ง เขาไม่มีเหตุผลก็จะไม่มีเหตุผล

ถ้าถามว่าเคยมีกรณีไหนที่มันซีเรียสไปถึงขั้นที่ทะเลาะกับลูกหลานเลยไหม หรือเกิดเป็นปัญหาอะไรขนาดนั้น คือไม่มีค่ะ มีแต่ลูกหลานนี่แหละที่ต้องคอยมากระซิบบอกเราว่าอย่าบอกค่าบริการนะคะ หรืออย่าบอกว่าจ้างมานะคะ ให้บอกว่าเป็นเพื่อน เป็นเลขาฯ อะไรแบบนี้ นี่จะเป็นสิ่งที่ลูกค้าร้องขอบ่อยมาก ก็คืออย่าบอกว่าจ้างมา เพราะว่าลูกหลานเองก็ไม่อยากให้พ่อแม่ไม่สบายใจ

จนทุกวันนี้ จอยนี่แทบจะเป็นสายลับแล้วค่ะ (หัวเราะ) บางทีลูกหลานก็ยิงบทละครมาให้ ให้อ้างคนนั้นคนนี้ คือเราก็ต้องเล่นตามบทที่ลูกหลานให้เพื่อที่ให้ที่บ้านเขาไม่ทะเลาะกัน แต่บางครอบครัวเขาก็ถามกันว่าเป็นยังไง บริการดีไหม ช่วงแรกก็ยังกังวลว่าแบบมันเปลืองเงินจ้างคนอื่น แต่พอให้บริการไปแล้ว คุณพ่อคุณแม่เขาก็เห็นว่าเราบริการดี เขาก็จะเริ่มเห็นแล้วว่าลูกหลานของเขาไม่ได้หาใครก็ได้มาบริการ เขาเอาคนที่เขาคิดว่าดีที่สุดมาบริการ

หรือที่เจอบางครั้งก็คือพ่อแม่ก็มีกำแพงค่ะ ดื้อ แต่พอเขาใช้บริการเราแล้ว เขารู้สึกเลยว่าลูกหลานสบายใจ ลูกหลานไม่ต้องกังวลเรื่องลางาน เขาก็รู้ค่ะว่าเวลาลูกหลานลางานพาไปหาหมอทีนึง ลูกหลานก็เอาแต่นั่งจ้องแต่มือถือ ดูแต่เวลาว่าเมื่อไรจะเสร็จเพราะต้องไปทำงานต่อ แต่การที่จ้างเราไปแทน เขาไม่ต้องมานั่งกังวลอะไรแบบนี้ พ่อแม่ก็สบายใจที่จะไปหาหมอกับเราค่ะ

ทำงานอยู่กับคนป่วย เคยเกิดกรณีร้ายแรงที่ไม่คาดฝันบ้างไหม

เรื่องอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันต่าง ๆ เราคิดไว้อยู่แล้วค่ะว่ามันอาจจะมี ก็เลยต้องมีการเซ็น waiver form เรื่องขอบเขตการดูแล สมมติว่าเขาเป็นโรคหัวใจ แล้วเราพาเขาไปหาหมอแล้วเขาหัวใจวาย มันเป็นเพราะโรคของเขาแต่บังเอิญมาเกิดตอนที่เขาอยู่กับเรา กับในอนาคตเราจะเพิ่มเรื่องของประกัน ถ้าลูกค้าต้องการการคุ้มครองระหว่างที่เราดูแล จะต้องมีเพิ่มในเรื่องของประกัน เพราะจอยเองก็รับผิดชอบไม่ไหวเหมือนกัน มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคน ก็เลยจะให้ประกันเข้ามาดูแล ตอนนี้ก็กำลังคุยอยู่ค่ะ

หรือมันก็มีกรณีประมาณว่าทีมงานไปช้าครึ่งชั่วโมงแล้วจอยไม่สบายใจ จอยก็ไม่เก็บเงิน เราเน้นให้การบริการของเรามีมาตรฐานสูง ราคาค่าบริการเราก็ไม่ได้ถูก ฉะนั้น อะไรบางอย่างที่ลูกค้ามองว่าไม่เป็นไรแค่แป๊บเดียวเอง วันนั้นมันรถติดจริง ๆ แต่เราไม่สบายใจ เราก็จะขอรับผิดชอบ แต่ว่ามันก็น้อยมาก ๆ เลยที่จะมีเคสแบบนั้น เพราะว่าส่วนมากทีมงานเราค่อนข้างตรงเวลา ทีมงาน Joy Ride มีความละเอียดรอบบระดับสูงมากด้วยค่ะ

คือเราต้องคิดเผื่อไว้หมดเลยค่ะถึงกรณีที่ไม่คาดฝัน กระบวนการในการทำงานของเรา เราจะมี worst case scenario เลย ถามว่าทำงานเป็นมืออาชีพได้ยังไง คือเรามีวิธีการมือตั้งแต่สถานการณ์เบาไปหนักเลยค่ะ

คาแรกเตอร์ของทีมงาน Joy Ride เป็นอย่างไร

ทีมงานของ Joy Ride จะมี 3 แบบค่ะ แบบที่ 1 ก็คือ สาวโสด แบบที่ 2 ก็คือสาวอวบ แบบที่ 3 ก็คือสาวหล่อค่ะ และอายุก็ไม่ใช่วัยรุ่นค่ะ แล้วก็ไม่มีใครแต่งตัวแบบดิฉันเลยด้วย (หัวเราะ) จอยเป็นคนเดียวเลยค่ะที่แต่งตัวแบบนี้ กระโปรงฟู ๆ ต่างหูอันใหญ่ ๆ ติดดอกไม้ คือจริง ๆ จอยแต่งตัวแบบนี้อยู่แล้วค่ะ แต่ก็ไม่ใช่ทุกวัน คือการแต่งตัวมันก็เหมือนอาหารค่ะ บางวันก็อยากกินข้าว บางวันอยากกินเส้น เพียงแต่ว่าเราชอบแต่งตัว คือไม่ได้อยากเป็นจุดเด่นนะคะ แต่เราอยากให้คนที่เห็นเราในวินาทีแรกเขาสบายใจ รู้สึกว่าไว้ใจได้ มีความสุข เห็นแล้วสามารถ enjoy ได้โดยที่เราไม่ต้องบอกว่าเราชื่อจอย

อีกอย่างทุกวันนี้เราใส่แมสก์กันค่ะ มันไม่เห็นรอยยิ้มเห็นแค่ตา แต่อย่างน้อยที่กระโปรงฟูขนาดนี้ ต่างหูอันเท่านี้ มันคงไม่ใช่คนคิดลบหรือคนคิดร้ายอะค่ะที่จะแต่งตัวแบบนี้ จอยเลยชอบเพราะมันเห็นชัด จำง่าย ให้ผู้สูงอายุจำได้เวลาที่เราไปโรงพยาบาลด้วยกันเท่านั้นเอง เพียงแต่เราเป็นคนที่ชอบแต่งตัวอยู่แล้ว ถึงแม้เราจะหุ่นพลัสไซซ์ เราก็อยากแต่งตัวเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีค่ะ อันดับแรกเลย แล้วก็ให้คนอื่นเห็นแล้วมีความสุข แต่ทีมงานคนอื่นเขาก็แต่งตัวปกติของเขานะคะ จอยไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องแต่ตัวเหมือนจอย (หัวเราะ)

การเลือกทีมงานเข้า Joy Ride เลือกอย่างไร

จริง ๆ เป็นคำถามที่จอยไม่ค่อยอยากตอบ เพราะว่าคนทุกคนจะชอบถามว่าจะเป็นทีมงานได้ต้องมีคุณสมบัติยังไง แต่จอยจะถามกลับไปว่า คุณมีคุณสมบัติอะไรที่คิดว่าจะทำงานกับ Joy Ride ได้ ซึ่งตอนนี้มีคนมาสมัครงานกับจอยเป็นพันคน เยอะมาก ๆ เลย แล้วจอยก็รู้ค่ะว่าในอนาคตมันก็จะยิ่งคัดคนยากเพราะคนเข้ามาเยอะเกินไป

ดังนั้น สิ่งที่จอยกำลังทำอยู่ตอนนี้ ก็คือจอยให้นักจิตวิทยาที่เป็นสายโปรแกรมเมอร์ เขียนโค้ด AI ในการทำระบบคัดกรองทีมงานด้วยการใช้ AI ประเมินจิตวิทยาค่ะ ซึ่งมันก็จะตรวจจับคำที่เป็นคีย์เวิร์ด เขาเรียกว่า Keyword Analysis จอยก็อธิบายวิธีไม่ถูกหรอก ตอนนี้อยู่ในช่วงการทำแพลตฟอร์มค่ะ ในอนาคตก่อนที่คุณจะมาเรียนออนไลน์เพื่อให้รู้ว่าทำงานยังไง คุณต้องผ่านการทดสอบจิตวิทยาก่อน ถ้าคุณไม่ผ่านจิตวิทยา คุณอาจจะกลายเป็นมิจฉาชีพก็ได้ ซึ่งเราไม่อยากให้คนแบบใครก็ได้เอาอาชีพนี้ไปทำแล้วทำให้เกิดความเสื่อมเสีย โดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัย

เพราะมันไม่ใช่แค่แบรนด์เสียหายค่ะ แต่มันเป็นเรื่องของความปลอดภัยของชีวิตคนคนหนึ่งต่างหาก เราก็เห็นข่าวอยู่บ่อย ๆ เนอะ ถ้าเกิดว่ามีผู้สูงอายุที่รวย มีเงิน 20 ล้าน แล้วมีคนมาตีซี้พาไปหาหมอแล้วก็ค่อย ๆ วางยา หรือโน้มน้าวโอนทุกอย่างเป็นชื่อเขา อะไรแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ คือจอยอาจจะคิดเยอะไปค่ะ แต่ก็นะ คิดว่ามันก็อาจจะมีคนที่คิดจะทำก็ได้ เพราะคนสมัยนี้คือไว้ใจยากค่ะ มันก็ต้องป้องกันไว้ เราจะใช้ความรู้สึกเราตัดสินไม่ได้ว่าคนนี้เหมาะสมไม่เหมาะสม จึงต้องใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาในการประเมิน แล้วก็ต้องมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม แต่การตรวจสอบประวัติอาชญากรรมทั่วไป ก็จะรู้แค่คดีที่มันเป็นคดีแล้วเท่านั้นค่ะ

ตอนนี้ที่จอยกำลังใช้ เรียกว่า AppMan BACKGROUND CHECKER ค่ะ คือจะเป็นการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเชิงลึก คดีที่มันยังไม่ได้ปิด รวมไปถึงในอินเทอร์เน็ต ว่าชื่อนี้นามสกุลนี้เคยมีประวัติด่างพร้อยอยู่ในโซเชียลหรือเปล่า ซึ่งราคาแพงกว่า 10 เท่าในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม แต่จอยก็ต้องยอมจ่ายค่ะ เพราะว่าต้องการสกรีนคนที่ใช่

การสกรีนคน เป็นขั้นตอนแรกเลยค่ะที่จะทำให้จอยได้ทีมงานที่มีคุณภาพ ถ้าเราเอาคนที่ไม่ใช่มาสอน ๆ งาน แล้วมันไม่ใช่ เป็นอาชญากรอะไรแบบนี้ มันจะพังค่ะ จอยเลยให้ความสำคัญกับการสกรีนคนมาก แล้วเดี๋ยวค่อยไปอบรมการปฐมพยาบาล จิตวิทยา ไปเทรนนิ่งเพิ่มทีหลังเพื่ออัปสกิลให้เขาสามารถทำงานนี้ได้ แต่ตัวนี้จะวัดได้แค่ว่าเขาสามารถทำงานกับผู้สูงอายุได้ไหม มีความน่าไว้ใจมากน้อยแค่ไหน มีทัศนคติในการทำงานบริการ หรือการดูแลผู้สูงอายุมากน้อยขนาดไหน แต่ยังไม่ถึงขั้นว่าเขามีแนวโน้มจะก่ออาชญกรรมไหมอะไรอย่างนี้ค่ะ

จอยเคยได้ยินมาว่าคนร้ายจะมี 2 แบบค่ะ คือร้ายโดยกำเนิด กับร้ายโดยโอกาส ก็คือเป็นคนปกติเลยแต่เผอิญมันมีโอกาส ก็จะลงมือทำ ซึ่งสุดท้ายแล้วลูกค้าก็จะเป็นคนเลือกค่ะว่าจะไว้ใจให้เจ้าไหนมาดูแลพ่อแม่ของตัวเอง ซึ่งก็ต้องเป็นคนที่เชื่อถือได้ถูกไหมคะ ซึ่งจอยก็หวังว่า Joy Ride จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ลูกค้ามองว่าเชื่อถือได้ จอยเลยจะบอกว่าไม่มีอาชีพไหนเลยค่ะที่จะไม่มีคนไม่ดี อย่าไปคาดหวังเลยว่าอาชีพใดอาชีพหนึ่งจะมีแต่คนดี แค่ว่าเราทำวิธีคัดกรองคนให้มันได้ สกรีนคนที่ไม่ดีออกไปให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเอง

Joy Ride ที่ทำมา ตอบโจทย์ “ความรู้สึกของตัวเอง” บ้างหรือยัง

คนจะชอบถามค่ะว่าตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง ความรู้สึกเป็นยังไง จอยก็ตอบว่าจริง ๆ แล้วจอยต้องกลับไปขอบคุณอาการที่เป็นโรคทางจิตใจในวันนั้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นซึมเศร้าหรือหมดไฟก็ตาม เพราะถ้าไม่มีความทุกข์ในวันนั้น มันก็จะไม่เกิดเป็น Joy Ride ในวันนี้ค่ะ คือจอยคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ค่ะที่จะมีความสุข มีความทุกข์ เพียงแต่จอยเป็นคนที่มีความสุขเยอะมาก แล้วก็ชอบเก็บความทุกข์ไว้ลึก ๆ จนวันหนึ่งมันก็ระเบิดตู้มออกมา ร้องไห้ไม่หยุด แต่จริง ๆ เราก็แค่ต้องมีสติรู้ทันความรู้สึกตัวเองตลอดเวลาค่ะ แล้วก็ปล่อยวางให้ได้

ส่วนถ้าถามว่าตอนนี้มันเติมเต็มไหม คือทุกวันนี้จอยคิดว่าความทุกข์ยังอยู่กับจอยเหมือนเดิม เพียงแต่จอยเลือกเอาเวลาที่เรามีไปโฟกัสว่าฉันจะทำยังไงกับ Joy Ride ดี โดยที่ไม่ได้เอาเวลาไปโฟกัสกับความเศร้าที่มีอยู่ ก็ให้มันอยู่ข้าง ๆ ต่อไป อยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ ด้วยกันอย่างสันติ แต่มันก็จะมีบางวันที่เราไปอ่านเจอข้อความในอินเทอร์เน็ต “ดูแลดุจญาติมิตรแต่คิดตังค์” อะไรแบบนี้อะค่ะ จอยก็จะแบบอะไรเนี่ย ฉันก็มีพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงไหม ฉันก็มีแมว 7 ตัวที่ต้องเลี้ยงไหม จริง ๆ มันทำให้เราทุกข์ค่ะ เพียงแต่อย่าไปให้ความสำคัญกับมันนาน ยังมีกรมสวัสดิการ มีนั่นมีนี่ที่เขารอให้เราตอบอีเมลเขาอยู่ เราเอาเวลาไปโฟกัสกับสิ่งที่ควรทำดีกว่า ให้ความทุกข์ ความเศร้า อะไรที่มันแย่ ๆ อยู่ข้างเรา เป็นตัวคอยเตือนสติเรา ถ้าเรามีความสุขอย่างเดียว เราจะยอมรับความผิดหวังไม่ได้ ก็ให้คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติค่ะ

เลยกลายเป็นว่าความสุขในวันนี้ คือการที่เราได้มอบพลังบวกให้คนอื่นค่ะ จอยเคยโพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับลูกหลานที่หมดไฟจากการดูแลพ่อแม่ ในเพจ Joy Ride แล้วมีคนมากดไลก์ประมาณ 500-600 คน แล้วก็มีคนมาคอมเมนต์ว่าเป็นเหมือนกันเลย อีกคนก็มาคอมเมนต์ให้กำลังใจ กลายเป็นว่านี่แหละคือสิ่งที่จอยกำลังมองหา คือทำยังไงให้เรากลายเป็น community ของคนที่มีความเห็นอกเห็นใจกัน คนสองคนนั้นไม่ได้เป็นลูกค้าเราด้วยซ้ำ แต่เป็นแฟนเพจ แล้วเขาก็มาให้กำลังใจกันและกัน มันก็เหมือนการที่บางวันที่เราเครียด เราท้อ มีใครไม่รู้มาให้กำลังใจ คุณจอยทำต่อไปนะคะ จนในวันนี้คนแปลกหน้าก็สามารถเป็น community ที่ดีได้ค่ะ

เพราะว่าในสังคมออนไลน์ทุกวันนี้ มันมีแต่ hate speech, บูลลี่, เกรียนคีย์บอร์ด แต่จอยคิดว่าจอยจะเป็นคนหนึ่งที่สร้างกลุ่มเล็ก ๆ เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ ดูแลตัวเอง แล้วก็ฮีลใจกันและกัน โดยที่เราอาจจะไม่เคยได้เจอกันด้วยซ้ำ อะไรประมาณแบบนี้ค่ะ เพราะ Joy Ride มันเริ่มมาจากจุดนั้นไงคะ คือเขาเป็นใครไม่รู้ แต่ยังมาให้กำลังใจเราเลย วันนี้เราก็ให้กำลังใจเขากลับ แล้วมันก็มาถึงวันที่ใครต่อใครไม่รู้มาให้กำลังใจกันในเพจเรา เราก็ดีใจค่ะ

พื้นที่สำหรับฝาก Joy Ride หากคิดจะจ้างคนพาพ่อแม่ไปหาหมอ!

ตอนนี้ Joy Ride มีบริการที่กรุงเทพฯ แล้วก็ปริมณฑล อย่างนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ มีนครปฐมบ้างบางเคส ก็ประมาณพระราม 2 ค่ะ แต่ที่จอยเคยให้บริการในส่วนของจอยนะคะ คือพาลูกค้าจากกรุงเทพฯ ไปส่งที่ไต้หวันก็มี (หัวเราะ) หรือว่าไปเที่ยวจังหวัดน่าน ไปต่างจังหวัด เพราะงั้นจอยเลยไม่รู้ว่าขอบเขตการให้บริการของเรามันแค่ไหน แต่ว่าจอยเชื่อว่าในปีหน้า จอยจะสามารถให้บริการทั่วประเทศได้ค่ะ อาจจะไปเริ่มที่เชียงใหม่หรือชลบุรี เพราะว่ามันมีลูกค้าติดต่อเข้ามาเยอะมากค่ะ ราชบุรีอีกที่ รวมถึงมีคนที่อยากมาเป็นทีมงาน ที่อยู่ตามเชียงใหม่ ชลบุรี เยอะค่ะ จอยเลยอยากจะไปปักหมุดให้บริการในจังหวัดที่มีผู้สูงอายุเยอะ ๆ เพราะว่าบางครั้งลูกหลานทำงานอยู่กรุงเทพฯ ไงคะ

สำหรับใครที่สนใจใช้บริการ Joy Ride สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ LINE OA นะคะ แอดไลน์ @joyride ค่ะ หรือว่าโทรเข้ามา 095 3953974 แล้วก็อินบ็อกซ์มาที่ที่เฟซบุ๊ก Joy Ride Thailand ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น พาผู้สูงอายุไปหาหมอ ค่ะ จริง ๆ จอยจะพูดเสมอนะคว่าจอยไม่เคยขายบริการให้ลูกค้าเลย แบบว่าถ้ารู้จักกันก็แนะนำ Joy Ride นะคะ จองเลย จอยจะไม่ทำแบบนั้น เพราะจอยคิดว่ามันเหมือนเวลาเราจะชอบใครสักคนค่ะ เราก็ต้องรู้จักว่าเขาเป็นคนยังไงก่อน แล้วเราก็ค่อยเข้าไปจีบเขา เหมือนกันค่ะ

จอยคิดว่า Joy Ride เนี่ย จอยอยากให้คนแค่รู้จักก่อน เข้ามาดูในเฟซบุ๊กว่า Joy Ride คืออะไร ทำอะไร มีนิสัยยังไง แล้วถ้าวันหนึ่งตัวเขาหรือคนที่เขารู้จักต้องการจะแก้ปัญหาในการพาพ่อแม่ไปหาหมอ ก็ค่อยเข้ามาถามกับ Joy Ride ก็ได้ จอยอยากให้เขารู้จักเราก่อนแล้วค่อยรักและไว้ใจ วันไหนที่มีความจำเป็นก็ค่อยใช้บริการ จอยจะไม่ใช่แบบว่าจองได้เลยนะคะ เพราะจอยอยากให้คนรู้ว่า Joy Ride จะสามารถดูแลได้เป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่งค่ะ เพื่อนที่อยากจะช่วยเหลือเพื่อนคนหนึ่งดูแลพ่อแม่ของเขา ประมาณแบบนี้ค่ะ

ข้อคิดที่น่าสนใจเมื่ออยากจะ “ลงมือทำ” อะไรสักอย่าง

จอยมักจะบอกเสมอว่าตัวเองไม่กล้าพูดว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นธุรกิจค่ะ เพราะว่าถ้าเป็นธุรกิจมันต้องเอากำไรนำ แต่ว่าถ้าจอยเอากำไรเป็นตัวตั้ง จอยจะเป็นทุกข์ค่ะ ทุกวันนี้จอยยังไม่มีเงินจาก Joy Ride เลยด้วยซ้ำ หมายถึงว่าไม่มีเงินเดือน ซึ่งจอยก็ไป pitch ขอทุน แล้วพอได้ทุนมามันก็ไม่ได้เข้าบริษัท ต้องเอาไปจ่ายคนนั้นคนนี้ อีกอย่างจอยยังไม่มีกำไร แต่ตัวจอยมองว่ากำไรที่ได้ คือการที่ทำให้ตัวเองมีความสุขและมีแรงขับเคลื่อนค่ะ

การที่ลูกค้าบอกกับจอยว่าให้ “ทำต่อ” ทำให้จอยลุกขึ้นสู้ เพราะมันมีคนให้ความสนใจ มีคนเห็นคุณค่าของเรา จอยว่ามันเหมือนกับปลูกต้นไม้ ทุกวันนี้ถึงมันจะยังไม่มีผลให้ได้ชิม แต่มันมีดอกให้ได้ชม ตัวดอกนี่แหละค่ะมันคือกำลังใจในการทำงาน แล้วเดี๋ยวเรารดน้ำพรวนดิน วันหนึ่งมันถึงเวลามันจะให้ทั้งผล ให้ทั้งร่มเงา ไม่ใช่แค่เรา แต่ว่าคนที่อยู่รอบ ๆ ด้วย อันนี้คือสิ่งที่เราจะต้องผ่านมันไปให้ได้ มันก็ยากเหมือนกัน บางทีจอยก็ร้องไห้ และบางทีมันก็ท้อค่ะ แบบว่าขายบริษัทไหม ขายให้เจ้านั้นเจ้านี้เอาไปทำ แต่ว่าลูกหลานเขาจะบอกว่าไม่เห็นว่าใครจะทำได้เลย แต่จริง ๆ จอยว่าอาจจะมีคนที่ทำได้ดีกว่าจอยก็ได้นะคะ (หัวเราะ)

พูดตามตรง จอยเคยคิดว่าอยากจะขายหุ้นค่ะ จริง ๆ ทุกวันนี้ก็มีบริษัทมาขอซื้อ Joy Ride แต่จอยรู้สึกว่าไม่อยากให้มันเป็นของนายทุน แบบนายทุ้น นายทุน ถ้าเกิดจอยจะขาย จอยอาจไปเปิดขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ อยากให้คนทุกคนมีโอกาสได้เป็นเจ้าของ Joy Ride มากกว่า เพราะว่ามันคือของทุกคนจริง ๆ จอยไม่เคยคิดว่ามันเป็นของจอยเลย แค่ชื่อมันเป็นเราแต่มันไม่ใช่ของเรา เพราะถ้าเกิดไม่มีลูกค้า ไม่มีคนที่สนับสนุน มันก็จะไม่มีบริการนี้ค่ะ แล้วถ้าสุดท้ายแล้วมันจะถูกขับเคลื่อนด้วยกำไร หลังจากที่มันอยู่ในมือนายทุน มันก็คงจะไม่ดี แล้วมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดไว้ในตอนแรกด้วย

กำไรก็เป็นสิ่งที่ดีค่ะ ถ้าเราทำธุรกิจระยะยาวนาน ๆ อย่างตอนนี้ จอยก็ยังขาดทุนบ้างบางเดือน มันก็ไม่เฮลตี้เนอะ การทำงานทุกอย่างมันควรจะมีกำไร เพราะว่าสุดท้ายแล้ว กำไรนั้นจอยรู้อยู่แล้วว่าจอยจะเอาไปตอบแทนให้สังคมยังไงบ้าง จอยอยากจะช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือสร้างอะไรให้กับ community ถ้าเรามีกำไร เราจะได้เอาเงินตรงนั้นไปทำ

คือทุกวันนี้ทีมงาน Joy Ride ทุกคน ดูแลลูกค้าดีกว่าจอยอีกค่ะ จอยแค่สายฮา แต่ว่าทีมงานบางคนมีความใจเย็น ลูกค้าชอบ แล้วตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2565 ไม่มีลูกค้าคนไหนบอกเลยค่ะว่าต้องเป็นจอยไปดูแลเท่านั้น ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว ตอนนี้จอยเป็นแค่ตัวสำรองค่ะ ถ้าทีมงานไม่ว่างแล้วมันเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ จอยถึงจะไปทำแทน นั่นแปลว่าเราได้สร้างทีมงานที่มีคุณภาพขึ้นมาแล้ว จอยไม่ได้บอกว่าทีมงานจำเป็นต้อง copy จอย ใส่กระโปรงฟูต่างหูใหญ่ มันไม่จำเป็น แต่ว่ามันสามารถสร้างคนที่สามารถดูแลลูกค้าได้แล้ว และดูแลดีมาก ๆ ด้วยค่ะ

แต่ถึงยังไง จอยก็หวังว่ามันจะกลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนแล้วก็เติบโต เพื่อทีมงานที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เริ่มต้น วันที่เรายังไม่เคยได้ออกสื่อ จนวันนี้เขามองเห็นอะไรในตัวเรานะ แล้วทีมงานก็เชื่อมั่นในตัวเราที่เข้ามาตรงนี้ จอยอยากให้เขาได้เติบโตไปด้วยกัน มีอาชีพที่ดี มีรายได้ที่ดี แล้วก็มีความภูมิใจด้วยค่ะ จอยจะบอกว่า Joy Ride มันไม่ใช่ของจอยค่ะ แต่ว่ามันเป็นของทุกคน จุดเริ่มต้นมันตั้งแต่ในกรุ๊ปธรรมศาสตร์แล้วค่ะ จอยยังบอกเลยค่ะว่ารับผิดชอบด้วยนะ มาเชียร์ให้ลาออกเนี่ย (หัวเราะ)

แล้วที่ช่วยกันปลุกปั้นมา Joy Ride ก็มีรางวัลต่าง ๆ ด้วยนะคะ รางวัล Creative Exellence Award จากสำนักงานเศรษกิจสร้างสรรค์, รองชนะเลิศอันดับ 2 รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), รางวัล ชมเชย priminister award จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และส่วนตัวจอย ได้รับเลือกเป็น 100 People Awards จาก The people ค่ะ

ที่พูดถึงรางวัลทั้งหมดนี้ จอยแค่อยากให้ทุกคนได้เห็นว่าคนธรรมดาแบบจอยก็สามารถได้รางวัลระดับประเทศได้ค่ะ คือจอยไม่ได้จะบอกว่าจอยเก่งนะคะ แต่จอยแค่มีความอดทน แล้วก็ลองผิดลองถูก ซึ่งจอยหวังว่าถ้าเกิดทำคอนเทนต์อะไรออกไป มันน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นด้วย อยากให้คนอื่นเห็นแล้วรู้สึกว่าต้องลงมือทำ คือเขาอาจจะมีไอเดียบางอย่าง ก็อยากให้เขากล้าที่จะลองทำดูก่อน ต่อให้ทำแล้วล้มเหลวมันก็ไม่ได้ผิดค่ะ แต่ว่าถ้าเกิดไม่ได้ลอง ทำสิ่งที่เราคิดไว้มันจะไม่ได้ทำเลย ซึ่งจอยว่ามันน่าเสียดาย เหมือนกับเป็นการทำแท้งความคิดตัวเอง ทำแท้งความสามารถของตัวเอง อย่าปล่อยให้ทุกอย่างอยู่แค่ในความคิด โดยที่ไม่ได้ลงมือทำมันเลยค่ะ