ทุกวันนี้เวลาที่เราไปใช้บริการสถานที่สาธารณะที่มีลักษณะเป็นที่ปิด เราจะพบว่าสถานที่เหล่านั้นมี “ประตูฉุกเฉิน” แทบทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงงาน ห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง โรงภาพยนตร์ ไม่เว้นแม้แต่บนรถโดยสารสาธารณะ สาเหตุหลัก ๆ ที่ต้องมี ก็เพราะข้อกำหนดเรื่องประตูฉุกเฉินนั้นมีกฎหมายควบคุมอยู่ ซึ่งมันมาจากความรู้ความเข้าใจที่ว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้
ดังนั้น เวลาที่ไปใช้บริการสถานที่เหล่านี้ การมองหาประตูฉุกเฉินจึงอาจกลายเป็นวิสัยปกติของใครหลายคนไปแล้ว เพราะจากโศกนาฏกรรมมากมายที่เกิดขึ้น คือบทเรียนที่คอยย้ำเตือนว่าประตูฉุกเฉินนี่แหละคือทางรอดในช่วงเวลาที่คับขัน ในช่วงเวลาที่ทางเข้าออกปกติไม่สามารถใช้งานได้สะดวกนัก หรือประตูหลักไม่เพียงพอสำหรับการอพยพผู้คนจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน ทางออกหรือประตูฉุกเฉินจึงเป็นทางรอดเดียวสำหรับสถานการณ์แบบนั้น
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องน่าเศร้าที่เราคุ้นเคยดี บ่อยครั้งที่เราได้ข่าวว่าหลาย ๆ โศกนาฏกรรม เหยื่อจำนวนมากกลับเสียชีวิตทั้งที่อยู่ห่างจากทางออกฉุกเฉินเพียงไม่กี่ก้าว และที่เจ็บปวดที่สุด คือร่างของผู้เสียชีวิตหลายร่างถูกพบบริเวณทางเดินแคบ ๆ และจุดที่เป็นทางเข้า-ออกหลักเพียงทางเดียวของสถานที่นั้น ๆ ที่แคบเกินไป สิ่งที่เราได้รู้จากข่าว…
- สถานที่บางแห่งมีประตูอยู่ตรงหน้า แต่ประตูกลับเปิดไม่ได้เพราะถูกล็อก
- สถานที่บางแห่งมีทางออก แต่กลับมีสิ่งของวางกีดขวางจนใช้งานไม่ได้
- สถานที่บางแห่งมีประตูฉุกเฉินสำหรับใช้หนีในเวลาคับขัน แต่ผู้คนจำนวนมากที่ไปใช้บริการกลับไม่รู้ว่ามีอยู่ มีตรงไหนบ้าง
- สถานที่บางแห่งมีประตูฉุกเฉินอยู่หลายบาน แถมมีป้ายบอกทางชัดเจน แต่…เมื่อเกิดเหตุจริง กลับไม่มีใครไปถึงมันได้ทันเวลา
นั่นทำให้สิ่งที่เห็นก็คือ ทางรอดที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่มันกลับไกลเกินที่จะรักษาชีวิตของใครหลายคนไว้ได้ โศกนาฏกรรมหลายครั้งจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ “ไม่มีทางออก” แต่เกิดขึ้นเพราะ “ทางออกที่มี มันใช้งานตามฟังก์ชันไม่ได้” ซึ่งจากหลาย ๆ สถานการณ์เราจะพบรูปแบบความผิดพลาดที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในอดีตอย่างน่าตกใจ
ทางออกฉุกเฉินที่กลายเป็นทางตัน
บางคนอาจคิดว่าประตูฉุกเฉินเป็นเพียงองค์ประกอบเล็ก ๆ ของอาคารหรือบนรถโดยสารสาธารณะ แต่ในความเป็นจริง ประตูบานนี้คือเส้นแบ่งระหว่าง “การมีชีวิตรอด” กับ “การสูญเสียทุกสิ่งอย่าง” ในสถานการณ์อันตราย พูดง่าย ๆ ก็คือ หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น แล้วเราสามารถก้าวข้ามพ้นประตูนี้ออกมาได้ด้วยสองขาของเราเอง แทบจะการันตีได้ 100% ด้วยซ้ำว่าเราคือผู้รอดชีวิต!
ในทางกฎหมายให้นิยามของคำว่า “ประตูหนีไฟ” ในอาคาร ถูกระบุไว้ใน กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ออกตามความใน พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ส่วนคำว่า “ประตู/ทางออกฉุกเฉิน” บนรถสาธารณะนั้น ถูกกำหนดและควบคุมโดย ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง ประตูทางขึ้นลงและประตูฉุกเฉินสำหรับรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร พ.ศ. 2557 ซึ่งประตูทั้งสองจะมีความหมายใกล้เคียงกันคือมีไว้เพื่อใช้ลดความแออัดของทางเข้าออกหลัก ใช้เป็นเส้นทางอพยพเมื่อเกิดไฟไหม้ ควัน หรือเหตุฉุกเฉิน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องเปิดออกได้ทันทีจากด้านในโดยไม่ต้องใช้กุญแจหรือรหัส ตามแนวคิดที่สำคัญที่สุดคือ “คนต้องหนีออกได้ง่ายที่สุด”
โดยมาตรฐานของประตูหนีไฟในอาคาร กำหนดว่า ประตูหนีไฟต้องทำด้วยวัสดุทนไฟ มีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร สูงไม่น้อยกว่า 1.90 เมตร และต้องทำเป็นบานเปิดชนิดผลักออกสู่ภายนอกเท่านั้น กับต้องติดอุปกรณ์ชนิดที่บังคับให้บานประตูปิดได้เอง และต้องสามารถเปิดออกได้โดยสะดวกตลอดเวลา ประตูหรือทางออกสู่บันไดหนีไฟต้องไม่ธรณีหรือขอบกั้น
ส่วนมาตรฐานทางออก/ประตูฉุกเฉินบนรถสาธารณะ กำหนดว่า ประตูฉุกเฉินต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 40 เซนติเมตร ความสูงไม่น้อยกว่า 120 เชนติเมตร อยู่ด้านขวาของห้องโดยสารบริเวณกลางตัวรถหรือค่อนไปทางท้ายหรือด้านท้ายรถและต้องเปิดออกได้ทั้งจากภายในและภายนอก โดยไม่ต้องใช้กุญแจหรือเครื่องมืออื่นใด บานประตูต้องสามารถเปิดออกได้เต็มส่วนกว้างและส่วนสูง และต้องไม่มีสิ่งกีดขวางทางออกประตู เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินผู้โดยสารสามารถออกได้โดยสะดวก ในกรณีที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของประตูฉุกเฉินอยู่เหนือล้อรถหรืออยู่เหนือเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบของรถที่ไม่สามารถย้ายตําแหน่งได้ ส่วนล่างของประตู ณ ที่ระดับความสูงไม่เกิน 45 เชนติเมตรโดยวัดจากพื้นรถ จะมีความกว้างน้อยกว่า 40 เซนติเมตร แต่ไม่น้อยกว่า 25 เซนติเมตร ก็ได้ และประตูฉุกเฉินต้องมีข้อความว่า “ประตูฉุกเฉิน” เป็นตัวอักษรภาษาไทยสีแดงสะท้อนแสง มีความสูงไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร ติดอยู่บริเวณกลางบานประตู พร้อมด้วยคําอธิบายภาษาไทยหรือสัญลักษณ์แสดงวิธีปิดเปิดทั้งด้านในและด้านนอกบานประตู ณ ตําแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน และต้องติดป้ายโคมไฟหรือป้ายหลอดไฟไดโอดเปล่งแสง (แอลอีดี) บนพื้นสีขาว ที่มีตัวอักษรคําว่า “EXIT” สีแดง มีความสูงไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร เหนือบานประตูฉุกเฉิน ซึ่งต้องให้แสงสว่างพร้อมกับโคมไฟหน้ารถ
อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะกำหนดลักษณะและหน้าที่ของประตูบานนี้เอาไว้อย่างชัดเจน แต่เรากลับมีบทเรียนมากมายที่ชี้ให้เราเห็นว่าในหลายสถานการณ์ ประตูหรือทางออกที่ว่านี่มันกลับใช้งานจริงไม่ได้ คำว่า “ใช้งานจริงไม่ได้” ในทีนี้ ไม่ได้หมายความแค่ว่ามันเปิดไม่ได้ เปิดไม่ออก แต่หมายถึง การที่มันไม่ได้มีสถานะเป็นประตูหรือทางออกสำหรับการหนีภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ผู้ประสบภัยไม่สามารถใช้มันเพื่อหนีออกมาได้จริง และข้อจำกัดนี้มีส่วนที่ทำให้เกิดการสูญเสียหลายชีวิต! หลายครั้งหลายหนที่เราจะพบว่าประตูดังกล่าว
- โดนล็อกกุญแจ
- ถูกคล้องโซ่
- มีสิ่งกีดขวางทางเข้าออก
- มีกลไกที่ทำให้เปิดและใช้หนีได้ไม่สะดวก
- ถูกดัดแปลงให้เปิดได้เฉพาะพนักงาน
- ถูกดัดแปลงให้บริเวณนั้นกลายเป็นประตูหนึ่งของห้องเก็บของ
- มีทางออกที่ใช้หนีได้จริง แต่คนไม่รู้ว่ามี
- มีทางออกที่ใช้หนีได้จริง แต่ไม่มีป้ายบอกที่ชัดเจน ทำให้คนไม่รู้ว่ามีอยู่ตรงไหนบ้าง
- มีทางออก แต่ใช้ไม่ได้จริง เพราะคนที่จำเป็นต้องใช้งานในเวลานั้นไม่รู้ว่าจะต้องเปิดมันอย่างไร
- มีทางออก แต่เส้นทางหนีไม่สมบูรณ์ หรือไม่สามารถรองรับการอพยพของผู้คน
ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นที่ภัยใกล้จะมาถึงตัว คนเรามักอยู่ในภาวะตื่นตระหนก จึงจะมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการหนี ในเวลานั้นคงไม่มีใครมีเวลามาหากุญแจหรือรอให้ใครมาเปิดประตูให้ ประตูนี้จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เปิดออกได้สะดวกสำหรับทุกคน
บทเรียนจากโศกนาฏกรรมที่ประตู/ทางออกฉุกเฉิน ใช้งานไม่ได้จริง
ปัญหาประตูหนีไฟหรือทางออกฉุกเฉินใช้ไม่ได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เราสามารถย้อนรอยโศกนาฏกรรมในอดีตไปได้นับร้อยปี นั่นหมายความว่าเรามีบทเรียนเรื่องทางออกฉุกเฉินที่ใช้งานไม่ได้จริงกันมาเป็นศตวรรษแล้ว แม้ว่าหลายเหตุการณ์จะเกิดขึ้นต่างประเทศ ต่างยุคสมัย และต่างประเภทอาคารก็ตาม ลองมาย้อนรอยเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เด่น ๆ จากทั่วโลกว่ามีอะไรที่คล้ายคลึงกัน
- เหตุเพลิงไหม้ Brooklyn Theatre ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1876)
เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงทำให้ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับทางออกฉุกเฉินในสถานการณ์นี้ คือตัวอาคารไม่มีบันไดหนีไฟตามนิยามแบบในปัจจุบัน จากรายงานสถานการณ์พบว่าทางเดินและบันไดบางส่วนแคบเกินไป ไหนจะเรื่องทางออกที่มีจำนวนจำกัดและมีลักษณะซับซ้อน ประตูบางจุดที่ควรใช้เป็นทางออกฉุกเฉินมักจะถูกล็อกไว้เป็นประจำ โดยมีรั้วเหล็กกั้นทางเดินและบันไดบางส่วนไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนแอบเข้าไปชมการแสดงโดยไม่เสียค่าเข้าชม นั่นทำให้เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ ผู้คนที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทางเหล่านั้นจึงพยายามวิ่งหนีไปออกที่ประตูทางเข้าหลักพร้อม ๆ กัน เกิดความแตกตื่นและการเหยียบกันจนเสียชีวิต เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 270 ราย
- เหตุเพลิงไหม้ Iroquois Theatre เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1903)
นี่คือโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ในอาคารเดี่ยวที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างคลาสสิกที่สุดของโลกเมื่อพูดถึงประเด็น “มีทางออกฉุกเฉินแต่ใช้การไม่ได้” โรงละครแห่งนี้เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น ทั้งยังมีการโฆษณาว่าโครงสร้างอาคารปลอดภัยจากไฟไหม้ 100% ทว่าหลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ มีรายงานว่าระบบทางหนีไฟไม่ได้มาตรฐาน กล่าวคือไม่มีสัญญาณเตือนไฟไหม้ ไม่มีระบบสปริงเกอร์ ไม่มีป้ายบอกทางที่ชัดเจนไปยังประตูทางออกอื่นที่มี และทางออกจากระเบียงบางจุดนำไปสู่โถงทางตัน นั่นทำให้ผู้ชมจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีทางออกซ่อนอยู่ ขณะที่ประตูฉุกเฉินบางส่วนถูกล็อกปิดตายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชมที่ไม่ได้ซื้อตั๋วแอบเข้ามา และประตูฉุกเฉินบางบานเป็นลักษณะที่เปิดเข้าด้านใน
นั่นทำให้ในขณะที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ผู้ชมกว่า 2,000 คนในโรงละคร (ซึ่งเกินความจุที่กำหนด) จึงพากันแตกตื่นและวิ่งกรูเข้าหาประตูที่รู้จักและมองเห็นได้ แต่เนื่องจากประตูบางบานมีลักษณะเปิดเข้าด้านใน เมื่อมีแรงเบียดจากฝูงชนทำให้ไม่สามารถเปิดประตูออกได้ และผู้คนที่ไม่ทราบว่าด้านในยังมีทางออกอื่นอยู่ ก็พากันวิ่งหนีออกมาที่ทางเข้า-ออกหลัก ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากถูกเหยียบและสำลักควันเสียชีวิตอยู่บริเวณหน้าประตู เหตุการณ์นี้มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่า 600 ราย
- เหตุเพลิงไหม้โรงงาน Triangle Shirtwaist Factory สหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1911)
เหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตเสื้อสตรี Shirtwaist คือหนึ่งในกรณีศึกษาเกี่ยวกับ “ทางออกฉุกเฉิน” ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เมื่อเจ้าของโรงงานสั่งล็อกประตูทางออกและทางลงบันไดจากภายนอก เพื่อป้องกันคนงานขโมยผ้าและควบคุมคนงานไม่ให้แอบอู้งาน ส่งผลให้คนงานจำนวนมากติดอยู่ภายในอาคารขณะที่ไฟกำลังลุกลามอย่างรวดเร็ว ผู้คนส่วนหนึ่งต้องตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้น 8, 9 และ 10 ของอาคาร (ชั้นที่ตั้งของโรงงาน) เพื่อหนีตายทั้งที่รู้ว่าไม่มีโอกาสรอด ขณะที่ผู้คนอีกจำนวนมากไม่มีโอกาสหนีออกมาเลย เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 146 ราย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานยุคใหม่ ที่มาของกรอบกฎหมายความปลอดภัยสากลที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาเป็นมาตรฐานต้นแบบจนถึงปัจจุบัน
- เหคุเพลิงไหม้ Cocoanut Grove สหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1942)
แม้ว่าเหตุการณ์นี้ประตูจะไม่ได้ถูกล็อก แต่การออกแบบประตูที่ผิดพลาดกลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ คือทางออกฉุกเฉินบางจุดออกแบบในลักษณะเปิดเข้าด้านใน ทำให้ในคืนเกิดเหตุ ไนต์คลับแห่งนี้ซึ่งมีผู้เข้าใช้บริการแออัดมากกว่าความจุจริงถึงสองเท่า เมื่อเกิดเพลิงไหม้จากชั้นใต้ดิน ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังของประดับตกแต่งที่ติดไฟง่าย ผู้คนจำนวนติดอยู่ภายในเพราะเมื่อผู้คนจำนวนมากวิ่งเข้าหาประตูพร้อมกัน แรงเบียดอัดมหาศาลทำให้ไม่สามารถดึงประตูเปิดออกได้ และมีประตูทางออกอื่นที่ถูกล็อกหรือซ่อนอยู่หลังผ้าม่าน เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตถึง 492 ราย และบทเรียนในครั้งนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมาตรฐานการออกแบบทางหนีไฟในเวลาต่อมา ว่าต้อง “ผลักออก” ไม่ใช่ดึงเข้า
- เหตุเพลิงไหม้โรงงานของเล่นเคเดอร์ จังหวัดนครปฐม ประเทศไทย (ค.ศ. 1993)
เป็นเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานที่มีความคล้ายคลึงกับ Triangle Shirtwaist Factory อย่างไรก็ดี โศกนาฏกรรมไฟไหม้ในไทยครั้งนี้ได้คร่าชีวิตคนงานไปมากถึง 188 ราย ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าเหตุการณ์ที่ Triangle Shirtwaist Factory เสียอีก และยังเป็นเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลกอีกด้วย ที่สำคัญ ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่นี้ โรงงานแห่งนี้ก็เคยเกิดเพลิงไหม้เล็ก ๆ มาแล้วหลายครั้ง ครั้งหนึ่งรุนแรงแต่ไม่มีใครเป็นอะไร นั่นจึงทำให้ผู้คนทั่วโลกหันกลับมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมและการดูแลชีวิตของเหล่าคนงาน แม้ว่าสาเหตุหลักของการสูญเสียมหาศาลจะมาจากเหตุเพลิงไหม้และการพังถล่มของอาคาร แต่จากรายงานการสอบสวนก็พบว่าระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ และมาตรการอพยพของโรงงานแห่งนี้มีปัญหาขั้นร้ายแรง ทั้งทางออกไม่เพียงพอต่อจำนวนคนงานในโรงงาน ประตูและบันไดบางส่วนใช้การไม่ได้ การขาดทักษะซ้อมหนีไฟ รวมถึงระบบแจ้งเหตุไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้คนงานจำนวนมากไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ทันตอนเกิดเหตุ
- เหตุเพลิงไหม้โรงแรมรอยัล จอมเทียน รีสอร์ต พัทยา จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย (ค.ศ. 1997)
เหตุการณ์ครั้งนี้นับว่าเป็นเหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ โดยเพลิงไหม้เริ่มจากการรั่วของแก๊สหุงต้มในบริเวณห้องอาหาร ก่อนที่จะเกิดการระเบิดและลุกลามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีวัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่าย อีกทั้งอาคารยังขาดระบบป้องกันอัคคีภัยที่เพียงพอ เช่น สปริงเกอร์และการแบ่งพื้นที่กันไฟ หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบว่าทางออกฉุกเฉินบางจุดถูกล็อกไว้จากภายนอก ขณะที่บางจุดมีสิ่งของกีดขวางทางหนีไฟ จนต้องตัดมีการตัดแม่กุญแจและเคลียร์เก้าอี้จำนวนมากเพื่อเข้าไปช่วยผู้ประสบเหตุ และมีรายงานข่าวตรงกันที่ระบุว่า โรงแรมมีธรรมเนียมล็อกประตูหนีไฟเพื่อป้องกันแขกออกจากโรงแรมโดยไม่ชำระค่าที่พัก ทำให้ท้ายที่สุด ประตูที่ควรช่วยชีวิตผู้คน กลับกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้หลายคนไม่มีโอกาสรอดชีวิต และเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 91 ราย
- เหตุเพลิงไหม้ The Station Nightclub ที่เมืองเวสต์วอร์วิก รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 2003)
ปัญหาหลักของเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ประเด็นที่ประตูฉุกเฉินใช้งานไม่ได้ แต่เหตุการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของการออกแบบทางหนีไฟในสถานบันเทิงเลยก็ว่าได้ เนื่องจากผู้คนกว่า 460 คนที่อยู่ในคลับช่วงเวลาเกิดเหตุ พยายามวิ่งหนีออกทางประตูหลักด้านหน้าเพียงจุดเดียวที่เคยใช้เข้า-ออกประจำ ทำให้เกิดการเบียดเสียดเป็นคอขวดและล้มทับกันจนมีผู้เสียชีวิต 100 ราย ทั้งที่มีทางออกอื่นอยู่ภายในอาคาร แต่คนไม่รู้และไม่มีป้ายบอกทางหนี กรณีนี้จึงแสดงให้เห็นว่าต่อให้มีทางหนีไฟก็ใช่ว่าคนจะใช้งาน หากไม่มีการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ที่ดีว่าทางหนีไฟอื่น ๆ อยู่ตรงไหนบ้างและสามารถใช้ได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
- เหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ ประเทศไทย (ค.ศ. 2009)
จากรายงานการสอบสวนและคำพิพากษาของศาลในเวลาต่อมา มีการระบุชัดเจนว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เหตุการณ์นี้มียอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 67 ราย คือการที่ตัวอาคารมีประตูทางออกหลักสำหรับนักท่องเที่ยวเพียงประตูเดียว ซึ่งมีขนาดแคบเพียงสองเมตรครึ่ง เมื่อกระแสไฟฟ้าดับลงและระบบไฟสำรองฉุกเฉินไม่ทำงาน นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ไม่ทราบทางออกอื่นจึงเบียดเสียดกันมาออกที่ประตูหลักเพียงทางเดียว เกิดเป็นคอขวด ล้มทับกัน และติดค้างอยู่บริเวณหน้าประตู คนที่ล้มลงไปก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ ทำให้สภาพศพหลายศพถูกทับกัน
- เหตุเพลิงไหม้ Garib & Garib Sweater Factory ประเทศบังกลาเทศ (ค.ศ. 2010)
คล้ายกับกรณีไฟไหม้โรงงานในตัวอย่างที่ผ่าน ๆ มา เกิดไฟไหม้ Garib & Garib Sweater Factory ขึ้น โดยสาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากไฟฟ้าลัดวงจร ทว่าปัญหาใหญ่ที่พบก็คือ มีรายงานว่าทางออกบางส่วนถูกปิดหรือใช้งานไม่ได้ และคนงานติดอยู่ภายใน ทำให้คนงานหลายคนหนีออกไม่ทันและบางส่วนต้องกระโดดลงมาจากหน้าต่าง เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย และเป็นหนึ่งในหลายเหตุที่นำไปสู่การปฏิรูปมาตรฐานโรงงานในบังกลาเทศในเวลาต่อมา
- เหตุตึกถล่ม Rana Plaza ประเทศบังกลาเทศ (ค.ศ. 2013)
Rana Plaza เป็นอาคารพาณิชย์ 8 ชั้น ภายในมีโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าหลายแห่ง รวมทั้งร้านค้าและธนาคาร หนึ่งวันก่อนเกิดเหตุ มีเสียงตึกลั่นและตรวจพบรอยร้าวขนาดใหญ่บนตัวอาคาร วิศวกรแนะนำให้ปิดอาคารและตรวจสอบ ในขณะที่ธนาคารและร้านค้าหลายแห่งปิดทำการทันที แต่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าในตึกยังคงให้คนงานกลับเข้าทำงานในวันรุ่งขึ้น โดยมีรายงานว่าคนงานจำนวนมากถูกกดดันให้เข้าทำงาน มิฉะนั้นอาจถูกหักค่าจ้างหรือสูญเสียงาน ในวันเกิดเหตุ หลังจากบังคับให้พนักงานที่ยอมมาทำงานนั่งประจำตำแหน่งก็เกิดเหตุไฟดับขึ้น มีคำให้การจากผู้รอดชีวิตบอกว่าพนักงานหลายคนที่ขวัญผวาจากรอยร้าวตึกและเสียงตึกลั่นตั้งแต่เมื่อวานพยายามจะหนีออกจากโรงงานตั้งแต่ช่วงที่ไฟดับ แต่ไม่สามารถหนีได้เนื่องจากประตูเข้า-ออกถูกปิดล็อกเพื่อไม่ให้คนงานหนีกลับบ้าน ส่วนประตูฉุกเฉินมีกองเสื้อผ้าขวางไว้ เมื่อเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่เริ่มทำงาน อาคารเกิดแรงสั่นสะเทือน ก่อนจะพังถล่มลงมาทั้งหลังภายในเวลาไม่ถึงสองนาที เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1,134 ราย
- เหตุเพลิงไหม้ Ali Enterprises ประเทศปากีสถาน (ค.ศ. 2012)
เป็นกรณีไฟไหม้โรงงานที่คล้ายกับ Triangle Shirtwaist Factory มากที่สุด เนื่องจากมีรายงานการสอบสวนที่ระบุว่าประตูหลายบานถูกล็อกเอาไว้เพื่อป้องกันการขโมยและควบคุมการเข้าออกของคนงาน ขณะที่หน้าต่างบางส่วนติดเหล็กดัดจนไม่สามารถใช้เป็นทางหนีภัยได้ ส่งผลให้ผู้คนติดอยู่ภายในเมื่อเกิดเพลิงไหม้ โดยเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 250 ราย
- เหตุเพลิงไหม้ใน Colectiv Club ประเทศโรมาเนีย (ค.ศ. 2015)
เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ครั้งก่อนหน้า สถานบันเทิงแห่งนี้ก็มีปัญหาเรื่องทางออกไม่เพียงพอ ทางคลับมีประตูทางเข้า-ออกหลักเพียงจุดเดียวที่คับแคบ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญตอนที่อพยพผู้คนออกจากอาคารเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินและทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 64 ราย
- เหตุเพลิงไหม้ที่ Mountain B Pub จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย (ค.ศ. 2022)
เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างมากตั้งแต่ที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ว่าสถานที่นี้เป็นสถานบันเทิง เนื่องจากอาคารดังกล่าวถูกดัดแปลงสภาพจากร้านอาหารทั่วไปให้กลายเป็นสถานบันเทิงแบบปิดทึบคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมที่ไม่มีหน้าต่างระบายอากาศ และปัญหาทางออกฉุกเฉินของที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับที่ซานติก้า คือมีทางเข้า-ออกหลักด้านหน้าเพียงทางเดียว และที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ มีการตรวจสอบพบว่าประตูหนีไฟฉุกเฉินที่อยู่บริเวณด้านหลังเวทีถูกล็อกปิดตายด้วยแม่กุญแจและมีสิ่งของวางกีดขวาง ทำให้นักดนตรีและพนักงานภายในไม่สามารถหลบหนีออกไปได้ ผู้ประสบภัยส่วนใหญ่จึงต้องวิ่งย้อนมารวมกันที่ประตูทางออกด้านหน้าเพียงทางเดียว จนเกิดเหตุการณ์ล้มทับและถูกไฟคลอกเสียชีวิตในที่สุด เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 26 ราย
- เหตุเพลิงไหม้รถบัสทัศนศึกษา บนถนนวิภาวดีรังสิต ประเทศไทย (ค.ศ. 2024)
เหตุเพลิงไหม้รถบัสทัศนศึกษานักเรียน ของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี บนถนนวิภาวดีรังสิต ระหว่างนำนักเรียนและครูเดินทางทำกิจกรรมทัศนศึกษา ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สะเทือนใจคนไทยอย่างมาก ส่งผลให้มีครูและนักเรียนเสียชีวิตรวม 23 ราย เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามครั้งใหญ่เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะ ที่แม้จะมีประตูฉุกเฉิน แต่ก็มีข้อถกเถียงมากมายว่าจะมีสักกี่คนที่เปิดประตูฉุกเฉินบนรถโดยสารสาธารณะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกคนรถเป็นเด็ก รวมถึงผู้โดยสารสามารถเข้าถึงและใช้งานประตูเหล่านั้นได้จริงหรือไม่ เมื่อมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการเอาชีวิตรอด เรื่องนี้จึงแสดงให้เห็นว่าการมีประตูฉุกเฉินบนรถเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากการออกแบบไม่สอดคล้องกับการหนีภัยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
- เหตุเพลิงไหม้ Pulse Club ในเมืองโคซานี ประเทศมาซิโดเนียเหนือ (ค.ศ. 2025)
ปัญหาเดิมที่คล้ายกันทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้สถานบันเทิง คือประตูเข้า-ออกหลักมีทางเดียว ประตูฉุกเฉินถูกล็อก และไม่มีป้ายบอกทางหนีไฟที่ชัดเจนแจ้งลูกค้าในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน นั่นทำให้เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ ลูกค้าเริ่มแตกตื่น หลายคนพยายามวิ่งไปที่ประตูหลัก ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะรองรับฝูงชนจำนวนมากในความโกลาหล มีผู้คนเหยียบกันและติดอยู่ในฝูงชน ไม่สามารถหนีออกมาได้ทันเวลา มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 63 ราย
- เหตุเพลิงไหม้ Le Constellation Bar ภายในสกีรีสอร์ตครองส์-มอนทานา ประเทสสวิตเซอร์แลนด์ (ค.ศ. 2026)
รายงานเบื้องต้นระบุว่าเนื่องจากลักษณะของบาร์ที่เป็นพื้นที่ปิดใต้ดิน ทางออกฉุกเฉินจึงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในการอพยพ โดยมีรายงานว่าลักษณะของสถานที่ซึ่งเป็นพื้นที่ปิด มีทางออกจำกัด และเกิดความแออัดระหว่างการอพยพ เป็นปัจจัยที่ทำให้ความสูญเสียรุนแรงขึ้น มีผู้เสียชีวิต 41 รายจากเหตุการณ์นี้
- เหตุเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ (ค.ศ. 2026)
เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 12-13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่พบข้อสังเกตหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีป้ายบอกตำแหน่งทางหนีไฟที่ชัดเจน การมีสิ่งของกีดขวางบริเวณทางออกฉุกเฉิน และการไม่ติดตั้งระบบสปริงเกอร์ภายในอาคาร ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานว่าทางออกบางจุดอาจถูกปิดกั้นด้วย ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 41 ราย (อัปเดต ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2569)
ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่ประตู แต่เป็นวิธีคิดของมนุษย์
เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ตัวอย่างที่ยกมา จะพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวประตูเสมอไป หลายกรณีที่ประตูมันอยู่ของมันดี ๆ แต่ถูก “มนุษย์” ทำให้ใช้การไม่ได้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การที่ประตูหนีไฟหรือทางออกฉุกเฉินใช้การไม่ได้ มันเกิดจาก “วิธีคิดของมนุษย์” ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สาเหตุที่มักพบซ้ำ ๆ เมื่อสถานที่หนึ่งตัดสินใจปิดกั้นประตูหนีไฟหรือทางออกฉุกเฉิน หรือทำให้มันเปิดเข้าจากด้านนอกไม่ได้ คือ
- ป้องกันลูกค้าชักดาบ หนีค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม หรือค่าบริการอื่น ๆ
- ป้องกันคนแอบเข้าด้านในโดยไม่ผ่านจุดตรวจ
- ป้องกันคนใช้เป็นทางเข้า-ออกในเวลาปกติแทนประตูหลัก
- ป้องกันขโมย ทั้งคนในขโมยของออก และคนนอกเข้ามาขโมย
- ลดต้นทุนการจ้างพนักงานเฝ้าทางออก
- ลดต้นทุนการต่อเติมพื้นที่ มักเริ่มจากการนำของไปวางไว้ ด้วยความคิดที่ว่า “ใช้พื้นที่ตรงนี้เก็บของก่อนก็ได้” จนมันกลายเป็นห้องเก็บของที่มีข้าวของมากมายกองปิดขวางทาง
- ล็อกเอาไว้ก่อน จะใช้ค่อยปลด
- คงไม่เกิดอะไรขึ้นหรอก
- ฯลฯ
จากสาเหตุทั้งหมดนี้ สามารถสรุปได้ง่าย ๆ ก็คือ หลายครั้ง “ความสะดวกในการบริหารอาคาร” ถูกวางไว้เหนือ “ความปลอดภัยของทุกชีวิตในอาคาร”
ประตูที่เปิดไม่ได้ แทบไม่ต่างอะไรกับห้องที่ไม่มีประตู ทุกคนรู้ดีว่าประตูหนีไฟหรือทางออกฉุกเฉินมันสำคัญ รู้ว่ามันควรเป็นประตูที่ห้ามล็อกและต้องเปิดใช้งานได้ตลอดเวลา ชื่อของมันก็บอกความสำคัญอยู่แล้วว่าสำคัญอย่างไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเคยชินก็ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ ประตูที่เป็นทางรอดของหลาย ๆ ชีวิตกลับถูกมองว่าสร้างปัญหามากกว่าจะมีประโยชน์ นั่นเป็นเพราะในวันที่ทุกอย่างเป็นปกติ ประตูหนีไฟหรือทางออกฉุกเฉินก็เป็นเพียงประตูธรรมดา ๆ แต่ในวันที่เกิดเพลิงไหม้ มันอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่าง “รอด” กับ “ไม่รอด”
แน่นอนว่าคงไม่มีเจ้าของกิจการคนไหนอยากให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นในอาคารที่ตนเองครอบครอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายความเสียหายของโศกนาฏกรรม โดยเฉพาะการสูญเสียชีวิต มันเริ่มต้นมาจากการตัดสินใจเล็ก ๆ อย่างการ “ปิดกั้น” ประตูหนีไฟหรือทางออกฉุกเฉิน เพราะคิดว่า “คงไม่เป็นไร” จนกระทั่งวันที่มันเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ สุดท้ายแล้ว ประตูหนีไฟหรือทางออกฉุกเฉินจึงมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้คนสามารถใช้มันได้จริง ในวินาทีที่ต้องการมันมากที่สุด และทุกคนจะรู้ว่ามันสำคัญมากแค่ไหน ในเสี้ยววินาทีที่เราอยากจะเปิดและวิ่งผ่านมันออกไป แต่…มันเปิดไม่ออก!
เพราะเราอาจจะลืมไปว่าอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา โศกนาฏกรรมไม่เคยส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า และเมื่อถึงช่วงเวลานั้นจริง ๆ ในขณะที่ทุกอย่างมันบีบคั้นด้วยเวลาและชีวิต ก็ไม่มีใครสนใจที่จะเสียเวลากลับมาเปิดมันให้ใช้งานได้สะดวก และ…ไม่ได้มีโอกาสจะย้อนเวลากลับไปเปิดประตูบานนั้นให้เปิดออกอีกแล้ว






























