Joy Ride ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ถ้าเราจะไว้ใจใครให้ “พาพ่อแม่เราไปหาหมอ” (ตอน 1)

เมื่อเราลองมองไปรอบตัว เราจะพบเจอผู้คนหลากหลายช่วงวัยอยู่ร่วมกันในสังคม แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะสังเกตเห็นก็คือ จำนวน “ผู้สูงอายุ” ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้สูงอายุที่เราเห็นว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่าใจหายอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือในวันที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ มันหมายความว่า “พ่อแม่” ของเราแก่ตัวลงทุกวัน หลายคนลองนั่งคำนวณอายุของพ่อแม่ตัวเอง แล้วพบว่าพวกท่านกำลังจะก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ หรือก็คือจะมีอายุเข้าสู่วัย 60 ปี ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ หรือหลายคนอาจพบว่าพ่อแม่ของตนเองเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดสังคมสูงวัยจากสัดส่วนของประชากรอายุ 60-65 ปีขึ้นไป แบ่งตามลำดับ คือ “สังคมสูงวัย” (Aged Society) คือ มีประชากรสูงวัยมากกว่าร้อยละ 7 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Complete Aged Society) คือ มีประชากรสูงวัยมากกว่าร้อยละ 14 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ และ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) คือ มีประชากรสูงวัยมากกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ

รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุในไทย ที่มาจากระบบสถิติทางการทะเบียนแจกแจงข้อมูลให้เห็นว่า ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัย (Aged Society) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทย เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) เป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ทั้งนี้มีการคาดการณ์อีกว่า สังคมไทยจะขยับขึ้นเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ภายในปี พ.ศ. 2574

การที่พ่อแม่ของเรากลายจะกลายเป็นหนึ่งในผู้สูงอายุ เราย่อมรู้อยู่แล้วว่าสุขภาพร่างกายของพวกท่านจะไม่เหมือนเดิม ยิ่งถ้าพ่อแม่ใครมีโรคประจำตัวอยู่ก่อน การไปพบแพทย์ให้ตรงนัดคือสิ่งที่ลูกหลานจะต้องให้ความสำคัญ อย่างไรก็ดี หลายคนทราบดีว่าการไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ (เพื่อใช้สิทธิการรักษาของตนเองหรือรักษาต่อเนื่องกับแพทย์คนเดิม) นั้นเสียเวลารอเกือบทั้งวัน และด้วยร่างกายที่เสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ พ่อแม่หลาย ๆ ท่านไม่สามารถไปพบแพทย์ได้ด้วยตัวเอง หรืออาจจะไปเองได้แต่ก็จะมีอาการงก ๆ เงิ่น ๆ บ้าง ไม่คล่องแคล่วเหมือนตอนหนุ่มสาว ซึ่งก็แปลว่าเมื่อไรที่พ่อแม่มีนัดต้องไปพบแพทย์ หรือมีอาการเจ็บป่วยแบบกะทันหัน ลูกหลานต้องสละเวลางานพาไป

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ “การลางาน” ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นสำหรับที่ทำงานหลาย ๆ ที่ หรือในรายที่พ่อแม่มีโรคประจำตัว มีนัดพบหมอแทบทุกเดือน ก็เท่ากับว่าลูกหลานต้องลางานบ่อย ๆ ทำให้บางคนรู้สึกเกรงใจที่ทำงาน หรือบางคนก็เริ่มลางานยากขึ้นเพราะลาบ่อย ลาถี่เกินไป บางทีก็อาจจะลาไม่ได้ ครั้นจะปล่อยให้พ่อแม่ไปหาหมอเองก็ไม่สบายใจ กังวลว่าพวกท่านจะไปไม่ได้ ไปไม่ไหว หรือไปแล้วต้องไปงมทำอะไรคนเดียว ดังนั้น มันคงจะดีกว่าถ้าบรรดาลูกหลานจะสามารถหาใครสักคนที่ไว้ใจได้ และปฏิบัติต่อพ่อแม่เราเป็นอย่างดี เป็นคนพาพวกท่านไปหาหมอแทนเรา

ถ้าคุณต้องการบริการเช่นนั้น คุณจะได้สิทธินั้นเดี๋ยวนี้ โดย Joy Ride Thailand ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น พาผู้สูงอายุไปหาหมอ ของ “คุณจอย ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร” ผู้ที่สร้างมาตรฐานของบริการพาผู้สูงอายุไปหาหมอ ให้เราสามารถไว้ใจฝากพ่อแม่ของเราให้ไปหาหมอกับทีมงาน Joy Ride ได้ บทสัมภาษณ์คนต้นคิดในวันนี้ จะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับบริการ Joy Ride ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ถึงจุดเริ่มต้นของบริการนี้ และการสร้างมาตรฐานการบริการที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าจะสามารถฝากพ่อแม่ที่อยู่ในวัยสูงอายุของเราให้ไปหาหมอกับ Joy Ride เพื่อที่พวกท่านจะได้ไม่ต้องไปหาหมอตามลำพัง ไม่รู้สึกเหงาใจหรือน้อยใจ และทำให้เรารู้สึกกังวลใจระหว่างทำงานน้อยลง

จุดเริ่มต้นของ Joy Ride

เริ่มมาจากการที่จอยป่วยเป็นซึมเศร้าค่ะ ตอนนั้นไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองเป็นซึมเศร้าหรือเปล่า ก็เลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลครั้งแรก ตอนที่เดินออกมาจากห้องตรวจ ก็เห็นว่ามีคนเฒ่าคนแก่มาโรงพยาบาลกันเยอะแยะเลย ตอนนั้นเลยคิดว่าเราน่าจะลาออกจากงานแล้วมารับจ้างพาผู้สูงอายุไปหาหมอ เผื่อว่าอาการซึมเศร้ามันจะดีขึ้น คือจอยสันนิษฐานว่าการที่ตัวเองป่วยเป็นซึมเศร้าเป็นเพราะเราเครียดเรื่องงาน กลัวว่าอาการจะหนักกว่าที่เป็นอยู่ แล้วก็ไม่อยากใช้ยารักษาด้วย เลยพยายามคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองหายเศร้า แล้วพอเห็นผู้สูงอายุที่มาโรงพยาบาลก็นึกสงสาร แล้วมันจะดีกว่าไหมถ้าเราได้พาผู้สูงอายุไปหาหมอ น่าจะทำให้เรารู้สึกรักตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าของตัวเอง แล้วไม่เศร้า

อีกอย่าง เรื่องมันนานแล้วค่ะ เคยคุยกับเพื่อนร่วมงาน แล้วเพื่อนร่วมงานบอกว่าจะต้องพาคุณแม่ไปหาหมอ แต่เจ้านายไม่ให้ลางาน การลงงานพาพ่อแม่ไปหาหมอเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก มันเลยเกิดเป็นไอเดียในโมเมนต์ในวันนั้นที่ไปหาหมอค่ะ

เราเป็นคนเชื่อในเรื่องของกฎแรงดึงดูด เป็นคนคิดบวก โลกสวยมาตลอดเลย พอมาคิดย้อนไปตอนนี้ จอยว่าตัวเองไม่ได้เป็นซึมเศร้าขนาดนั้นค่ะ แต่อาจจะเป็นอาการหมดไฟ ก็เลยคิดว่าถ้าจะต้องพาผู้สูงอายุไปหาหมอ เราก็ต้องพูดให้กำลังใจเขา คือเราต้องมีพลังบวกก่อนที่จะไปให้พลังบวกใครต่อใครได้ ก็เลยคิดว่าวิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่ดีในการฮีลใจตัวเอง เลยตัดสินใจลาออกจากงานในวินาทีนั้นเลยค่ะ แต่ทีนี้เราก็ยังไม่รู้เลยว่าเราต้องทำอะไรยังไง สังคมผู้สูงวัยอะไรไม่ได้อยู่ในหัวเลยในตอนนั้น เลยลองเอาไอเดียนี้ไปโพสต์ในกลุ่มธรรมศาสตร์ในวันที่ไปหาหมอเลยค่ะ ประมาณว่าถ้าอีก 2 เดือนจะลาออกจากงานแล้วมารับจ้างพาผู้สูงอายุไปหาหมอ คิดว่ายังไงกันบ้าง

กลายเป็นว่าโพสต์นั้นในกลุ่มธรรมศาสตร์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเลยค่ะ ใจมันเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็ลองดูสักตั้งไหมล่ะ เพราะที่ผ่านมาเราก็ไม่เคยคิดที่จะออกจากงานโดยไม่มีงานรองรับหรืองานประจำเหมือนกัน เราก็เป็นมนุษย์เงินเดือน เราก็กังวลเรื่องความมั่นคงเหมือนกัน แต่ในวินาทีนั้นยอมรับเลยว่ามันคืออารมณ์ชั่ววูบ แบบว่าไปตายเอาดาบหน้าค่ะ (หัวเราะ)

Joy Ride ในช่วงเริ่มต้น วางแผนการทำงานอย่างไร

จอยออกจากงานประจำเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม 2021 แล้วก็เริ่มให้บริการลูกค้าคนแรกวันที่ 3 สิงหาคม 2021 ค่ะ ตอนแรกเรามีแค่ไอเดีย แล้วเราก็ไม่รู้อะไรอีกเลย คือไม่มีการวางแผนอะไรเลยทั้งสิ้นค่ะ หมายความว่าคิดไอเดียออกจากการที่เราเห็นผู้สูงอายุที่โรงพยาบาล เราคิดถึงเพื่อน แล้วเราก็คิดว่าเราจะลองออกจากงาน แล้วเราก็มาโพสต์ในกลุ่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน มันมีคอมเมนต์เยอะมาก ๆ หลายร้อยคอมเมนต์เลย แล้วก็ถึงขั้นมีคนมาคอมเมนต์ขอสมัครงานด้วยเลยค่ะ มีคนหลังไมค์มาถามว่าจะเริ่มให้บริการเมื่อไรจะจ้าง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก

ส่วนเราก็ตกใจมากค่ะ จะทำอะไรบ้างเราก็ยังไม่รู้เลย แต่ด้วยความที่เราเคยทำงานสาย marketing และสาย creative สิ่งแรกที่เราคิดก็คือว่าเราจะใช้ชื่อว่าอะไร พอได้ชื่อแล้วก็ต้องไปจดเครื่องหมายการค้าไว้ก่อน ตั้งเฟซบุ๊ก ตั้งโดเมนเนม จริง ๆ คือคิดได้เท่านี้เลยค่ะในตอนนั้น

จากนั้นมาเราก็เริ่มคิดเพิ่มขึ้นได้ค่ะ ว่าถ้าเราจะเป็นคนพาคนไปหาหมอ เราอยากเป็นในรูปแบบไหน ซึ่งก็คิดแค่ว่าเราจะต้องทำให้เขามีความสุข จอยไม่ได้คิดแค่จะพาไปหมอเท่านั้น แต่คิดว่าต้องทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขเหมือนชื่อของจอย เพราะเคยมีอาแปะคนหนึ่งเขาพูดกับจอยตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้วว่า “เราชื่อจอยไม่ใช่เหรอ เราก็ต้องทำตัวให้มีความสุขก่อน” อาแปะคนนี้ทำงานที่เดียวกัน เขาบอกให้เรามีความสุขเยอะ ๆ จะได้สมกับชื่อของเราที่พ่อแม่ตั้งให้

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จอยเองก็งงเหมือนกันค่ะ คือไม่ได้หาข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้น คิดแค่ว่าถ้าเกิดเราพาผู้สูงอายุไปหาหมอ จอยอยากรู้แค่ว่าเขาต้องการให้เราดูแลแบบไหน ชอบฟังเพลงอะไร เราจะได้เอาใจได้ถูก อาจจะเพราะว่าเมื่อก่อนเคยทำงานเป็นไกด์ด้วยค่ะ เป็นบริษัททัวร์ที่มีผู้สูงอายุเป็นลูกค้าเยอะ เราก็จะรู้จักวิธีการเอาอกเอาใจ แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าต้องทำอะไรบ้าง มันไม่ทันได้คิดเลย

เพราะเอาตรง ๆ คุณพ่อคุณแม่จอยก็อยู่ยะลา ตัวเองเคยพาพ่อแม่ไปหาหมอแค่ 2 ครั้งเอง แล้วเราเองก็ไม่มีประสบการณ์หาหมอในกรุงเทพฯ หรือพาคนอื่นไป เลยคิดแค่ว่า “อยากจะช่วยดูแลพ่อแม่คนอื่น ให้เหมือนกับที่เราอยากให้คนอื่นดูแลพ่อแม่เรา” เท่านั้นเอง แล้วถ้าเราต้องดูแลคนแปลกหน้า เราก็ต้องอยากรู้เกี่ยวกับเขาให้มากที่สุดว่าเขาชอบฟังเพลงแบบไหน เขาป่วยเป็นโรคอะไร แต่พอไปถึงโรงพยาบาลแล้ว ก็ให้เป็นตามกระบวนการของโรงพยาบาล

กับลูกค้าคนแรก แผนพังหมด!

มันไม่ได้เป็นไปตามแผนเลยค่ะ (หัวเราะ) เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ช่วงนั้นมันมีล็อกดาวน์ มีประกาศเคอร์ฟิวค่ะ แล้วก็ตอนนั้นเป็นช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนักที่สุดในไทย รถพยาบาลไม่พอ โรงพยาบาลคนแน่นจนต้องมีโรงพยาบาลสนามเกิดขึ้น มีคนตายเยอะ คือเป็นช่วงที่วิกฤติที่สุดเลยค่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกค้าคนแรกที่โทรมา เขาบอกว่าอยากจะจ้างให้พาคุณพ่อออกจากโรงพยาบาลสนามกลับมาส่งที่บ้าน ซึ่งนี่ก็ไม่ตรงกับที่คิดไว้ละ แต่ก็เอาวะ! ลองดู ช่วงแรกก็เลยปรับตัวค่ะ ทำเป็นบริการ Welcome Home พาคุณกลับบ้าน ไปหาคนที่คุณรักและบ้านที่คุณคิดถึง ยังไม่ได้เริ่มบริการพาไปหาหมอค่ะ ช่วงเดือนแรกจะเป็นบริการพาคนหายโควิด-19 กลับบ้าน

พอผ่านเดือนที่หนึ่งเดือนที่สองไป ช่วงนั้นวัคซีนกำลังเข้ามาพอดี ก็เลยมีไอเดียใหม่ว่าจะรับจ้างพาผู้สูงอายุไปฉีดวัคซีนที่สถานีบางซื่อหรือที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นช่วงที่จะต้องลงทะเบียนแล้วก็รอวัคซีนจากภาครัฐค่ะ

พาคนหายโควิด-19 กลับบ้าน ต่างจากพาคนป่วยปกติกลับบ้านอย่างไรบ้าง

มันยุ่งยากตรงที่ผู้ป่วยโควิด-19 ถึงแม้หายป่วยจนออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังมีซากเชื้อแล้วก็จะยังถูกกักบริเวณอยู่ค่ะ แล้วตอนนั้นคือไม่มีคนกล้านั่งรถแท็กซี่ รถสาธารณะ แต่ถ้าจะจ้างรถพยาบาลก็จะแพงมาก เป็นหมื่น จริง ๆ รถพยาบาลก็ไม่ค่อยมีด้วย มันเป็นช่วงที่มีกลุ่มต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสถานการณ์โควิด-19 ค่ะ แล้วมันก็ต้องรอคิว สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือ มันไม่ยากค่ะ แต่มันเสี่ยง! มันเป็นช่วงที่คนเป็นโควิด-19 ตายค่อนข้างเยอะ ที่จะมีประกาศรายวันว่าวันนี้ตายกี่คน ติดเชื้อใหม่กี่คน เราก็เลยต้องทำให้มันสะอาด ปลอดภัย และรับได้แค่ 1 คนเท่านั้น

พอเสร็จแล้ว เราต้องกลับบ้านอาบน้ำทันที ทำความสะอาดรถทั้งภายในภายนอก แล้วเราก็จะมีกฎต่าง ๆ ค่ะ ไม่เปิดประตูให้ ต้องหยิบของเอง ต้องนั่งข้างหลัง ต้องเปิดหน้าต่าง แล้วตอนนั้นจอยต้องใส่ชุด PPE ไปรับลูกค้า เพราะว่ากลัวติดโควิด-19 เหมือนกัน เป็นช่วงที่อุปกรณ์ทุกอย่างแพงมาก แอลกอฮอล์แกลลอนละเป็นพัน แต่เราต้องป้องกันตัวเอง ลูกค้าหายจากโควิด-19 แล้วก็จริง แต่ยังแพร่เชื้อได้อยู่ ถ้าเรารับเชื้อมาแล้วก็เอาไปแพร่เชื้อให้ลูกค้าต่ออีกคนมันก็อันตราย จริง ๆ คนที่เขาติดและหายจากโควิด-19 มา เขาจะมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งการที่เราไปรับลูกค้าคนนี้แล้วก็ไปรับอีกคนหนึ่ง จริง ๆ มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาใช่ไหมคะ แต่ความเสี่ยงมันคือตัวเราเองนี่แหละค่ะ

Joy Ride มีบริการอะไรบ้าง แล้วคิดค่าบริการอย่างไร

Joy Ride มีบริการพาไปหาหมอ ที่จอยจะเรียกว่า Ambulove Plus คือพาไปหาหมอ ดูแลทุกขั้นตอน รับสิทธิ์ ตรวจสอบสิทธิ์ พูดง่าย ๆ ก็คือแอบอ้างเป็นหลานหรือเป็นลูกของลูกค้าเลยค่ะ ซึ่งเราก็ต้องบอกหมอว่าเป็นหลาน หรือเป็นเพื่อนลูก ต้องทำเหมือนเป็นญาติของเจ้าของไข้พาไป รับยา จนเสร็จ ไปรับจากที่บ้านแล้วก็กลับไปส่งที่บ้าน แต่บางเคส คนป่วยเขาอาจจะอยู่ศูนย์ผู้สูงอายุแล้วนั่งรถพยาบาลมา เราก็จะไปรอรับที่โรงพยาบาลต่อ เหมือนกับเป็นญาติ ทำเหมือนเราเป็นหลานของคุณป้าคนนี้ที่ลูกสาวเขาวานให้มาดูแลแทน แบบนั้นค่ะ

นอกเหนือจาก Ambulove Plus ก็จะมี Ambulove Round Trip เป็นการพาไปฟอกไต ทำกายภาพ ฉายแสง คือบางทีเขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรมาก เขาแค่ต้องการให้เราไปส่ง ส่งเสร็จแล้วก็รอเพื่อพากลับบ้าน แต่ว่าการฟอกไตมันก็คือ 3 วัน/ครั้ง หรือฉายแสงมะเร็ง ก็อาจเป็นฉายแสงทุกวันตอนเย็น เป็นเวลา 20-30 วัน ก็ใช้เวลาน้อยกว่า แล้วระหว่างรอ เราก็จะนั่งคุยเป็นเพื่อนให้เขารู้สึกสบายใจ อันนี้ก็จะเป็นอีกบริการที่เกี่ยวกับพาไปหาหมอค่ะ

นอกเหนือจากนั้นก็จะมี Joy Go Round เป็นการพาไปไหว้พระ ทำบุญ นั่งสมาธิ พาไปติดต่อที่ดิน พาไปกินข้าว พาไปงานแต่งงาน ยกน้ำชา พาไปดูดวง พาไปลอยอังคาร พาไปงานศพ อะไรแบบนี้ค่ะ แล้วก็ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุ จอยยังมีลูกค้าที่เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งก็อาจจะเป็น single mom หรือว่าคุณพ่อไม่ว่าง ก็จะมีตั้งแต่คนท้อง คนเพิ่งคลอดลูก แม่และเด็ก จนกระทั่งพาไปทำกิฟต์ก็มี คนที่เขายังไม่มีลูก เราก็พาไปทำกิฟต์ เก็บไข่ ก็เคยทำค่ะ

ในช่วงแรก ๆ เราพยายามทำทุกอย่างให้ลูกค้าค่ะ เนื่องจากบริการพาผู้สูงอายุไปหาหมอ คนที่ติดตามส่วนมากจะเป็นลูกสาว แล้วบ่อยครั้งก็เป็นลูกสาวที่เป็นสาวโสด เราก็มีรับจ้างเป็นเพื่อนเที่ยว พาไปเที่ยว พาไปมู รับจ้างพาไปศัลยกรรมก็มี บางทีไปทำตาทำจมูก เดี๋ยวจะขับรถกลับบ้านไม่ได้เราก็ไปเป็นเพื่อน ก็จะมีหลากหลาย แต่ว่าส่วนมาก 80-90 เปอร์เซ็นต์ก็จะเกี่ยวกับผู้สูงอายุ แล้วก็พาไปหมอนี่แหละค่ะ

ในส่วนของค่าบริการ เราคิดเป็นชั่วโมงค่ะ ชั่วโมงละ 500 บาท เป็นราคาที่คิดมาดีแล้ว เพราะว่าถ้าคิดเป็นระยะทางเราจะผิดกฎหมาย เราไม่ได้เป็นแท็กซี่ ก็เลยคิดค่าบริการเป็นชั่วโมงแทน แล้วที่สำคัญ เราไม่ได้เป็น care giver เราไม่ได้เป็นพยาบาล ฉะนั้น ถ้าเกิดว่าเกี่ยวกับการฉีดอาหาร เปลี่ยนผ้าอ้อม เปลี่ยนสายหน้าท้อง เปลี่ยนสายฉี่ เราจะทำไม่เป็น และเราจะไม่ทำเด็ดขาด เพราะเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เขาจะมีคนที่เรียนจบด้านนี้มาโดยเฉพาะ แต่เราเป็นเหมือนลูกหลานสาย entertain มากกว่า แล้วก็มีราคาที่คิดเป็นแพ็กเกจ อย่างเช่น 3 ชั่วโมง 1,500 บาท จอยก็จะแถมให้อีก 1 ชั่วโมง แล้วก็แถมบริการรับส่งฟรี 10 กิโลเมตร ประมาณนี้ค่ะ

กลุ่มลูกค้าของ Joy Ride มีใครบ้าง

จะมีกลุ่มที่ดูแลพาไปหาหมอ คอยติดตามผล ดูแลตามนัด ไปนั่งฟังผลตรวจ กับกลุ่มที่ทำกายภาพ ฉายแสง ฟอกไต อย่างที่พูดไปในตอนแรกค่ะ ซึ่งการดูก็ไม่ได้ต่างกันมาก ก็ดูแลเอาใจสุดฤทธิ์อยู่แล้ว (หัวเราะ) เพียงแต่ว่าเราจะดูจากลูกค้ามากกว่าว่าเขาต้องการความช่วยเหลือมากน้อยแค่ไหน คือมันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือถ้าเขาทำได้แล้วเขาโอเค ก็จะให้เขาทำ คือคนแก่ไม่ได้เป็นคนพิการค่ะ หรือแม้กระทั่งคนพิการ เรายังไม่จำเป็นต้องไปช่วยเขาทุกอย่างเลย ช่วยเขาให้เขาได้ช่วยตัวเองได้มากกว่าค่ะ มันเป็นเรื่องความช่วยเหลือทางจิตใจ เช่น รับฟังเขามีปัญหาอะไร ไม่ตัดสินเขา ไม่เอาไปเมาต์ต่อถ้าคุณแม่เล่าว่าลูกสะใภ้ไม่ค่อยดูแล เราก็อย่าไปใส่ไฟให้เขาทะเลาะกันมากขึ้น เราก็แค่รับฟังแค่นั้นเองค่ะ

Joy Ride กำหนดเงื่อนไขของผู้ป่วยที่จะรับเคสไหม

จริง ๆ จอยรับทั้งหมดค่ะ เพียงแต่ตอนนี้การทำงานตรงนี้มันต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยของลูกค้ามากที่สุด ฉะนั้น ลูกค้าบางคนที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ถ้าเขาบอกว่าก็แค่ให้ขึ้นรถมา เดี๋ยวช่วย ๆ กันพยุง ช่วยกันอุ้มแขนยกขา จอยจะบอกว่าไม่ได้ เพราะมันคือความเสี่ยงค่ะ จอยแนะนำให้นั่งรถพยาบาลมา แล้วเดี๋ยวจอยไปรอรับที่โรงพยาบาล หรือกรณีผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์แล้วทีมงานต้องพาไปโรงพยาบาล ซึ่งถ้าไม่มีที่จอดรถ แล้วเราต้องส่งเขาก่อนเพื่อวนรถหาที่จอด อันนี้ก็ไม่ได้นะคะ ต้องมีทีมงาน 2 คน จอยแนะนำให้คนหนึ่งไปรับนะคะ แล้วอีกคนรอรับต่อที่โรงพยาบาล เพราะเราไม่สามารถทิ้งให้เขาอยู่คนเดียวได้

แต่ว่ากรณีที่จะไม่รับเลย ก็คืออะไรที่มันหมิ่นเหม่ต่ออาชญากรรม หรือสิ่งที่ผิดศีลธรรมค่ะ เช่น เป็นผู้สูงอายุผู้ชาย แล้วมาบอกกับเราว่าขอทีมงานผู้หญิง ต้องอายุเท่านี้ จะขอหุ่นแบบนี้ อะไรแบบนี้เราก็ต้องระวัง เพราะเราต้องดูแลทีมงานของเราด้วยค่ะ มันก็เคยมีที่ขอคุยกับจอยแล้วขอให้ไปกินข้าวเป็นเพื่อนก่อนครั้งหนึ่งจะได้รู้ว่าถูกใจหรือเปล่า อะไรแบบนี้ มันก็มี

สำหรับผู้ป่วยติดเตียง ถ้าเขามี care giver มาเป็น buddy เราสามารถรับได้ค่ะ เราก็พาไปหาหมอได้ โดยทำเหมือนเป็นญาติตามคอนเซปต์ลูกรับจ้างหลานจำเป็น แต่เนื่องจากว่ามันมีขอบเขตของการทำงาน เส้นแบ่งที่จะมีกลุ่มวิชาชีพ care giver เข้ามาดูแล ฉะนั้น เราจะไม่สามารถทำอะไรข้ามเส้นได้ บางเคสเขามี care giver มา มีพยาบาลมา จอยก็จะไปเหมือนเป็นลูก ไม่ก็ขับรถพาไปแล้วก็ช่วยคุยกับคุณหมอ แบบนี้เราสามารถทำได้ค่ะ เราจะเป็นฟีลลูกหลานสาย entertain มากกว่า เรื่องเปลี่ยนถุงหน้าท้อง ฉีดยา ตัวลูกหลานเอง ถ้าเขาไม่ได้รับการอบรม เขาก็ไม่สามารถทำได้เหมือนกันค่ะ ฉะนั้น เราก็ทำให้ไม่ได้

กระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดในโรงพยาบาลมีความยุ่งยากแค่ไหน

สิ่งสำคัญคือเราเป็นเหมือนสะพาน เป็นจิ๊กซอว์ในการเชื่อมระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลค่ะ จอยจะไม่รับนะคะ ถ้าลูกหลานบอกจอยแค่ว่าให้มารับที่บ้านแล้วพาไปส่งโรงพยาบาล คือไม่บอกอาการอะไรเราเลย เราจะประเมินไม่ได้ค่ะว่าเคสนี้เรารับได้ไหม เราจะถามเพิ่มเติมว่าคุณแม่ใช้วีลแชร์ไหมคะ คุณแม่เดินเองได้ไหมคะ คุณแม่เป็นอัลไซเมอร์หรือมีปัญหาหลงลืมไหมคะ รายละเอียดพวกนี้ สำคัญกับงานของเราหมดเลย

ฉะนั้น การจองของจอยเหมือนไปหาหมอค่ะ ต้องบอกรายละเอียดว่าคนที่เขาให้เราดูแลอยู่ในระดับไหน ต้องใช้ผู้ดูแล กี่คน แล้วรายละเอียดของโรค ใบนัดครั้งที่แล้วเขาต้องบอกค่ะ ถ้าไม่บอกเราจะดูแลต่อไม่ได้ เพราะหน้าที่ของเราคือไปเก็บข้อมูลจากคุณหมอ แล้วก็เอาข้อมูลจากบ้านไปให้คุณหมอด้วย

มันเลยสำคัญมากกับการที่ลูกหลานจะต้องให้ข้อมูลโดยละเอียด ประวัติการรักษาที่ผ่านมา ครั้งที่แล้วเป็นอะไรยังไง เพราะถ้าพ่อแม่เขาไปเองจะไม่สามารถสื่อสารกับหมอได้ เราจะเป็นเหมือนร่างทรงของลูกหลาน เขาจึงต้องให้ข้อมูลโดยละเอียดที่สุดกับเรา รอบนี้ตรวจแล้วค่าน้ำตาลเป็นแบบนี้ หมอบอกครั้งหน้าต้องผ่าตัด เราจะต้องเตรียมพร้อมว่าจะมีออปชันการดูแลยังไงบ้าง ยาที่ใช้มีอะไร มีผลข้างเคียงยังไง ทีมงานจะต้องคิดเสมือนว่าลูกค้าคนนี้เป็นพ่อแม่เรา อันไหนที่เราไม่แน่ใจเราต้องถามหมอเพื่อเอาข้อมูลนั้นกลับไปบอกลูกหลานอีกที

ความยากก็คือ แม่กับพ่อเรา 2 คน ยังชอบไม่เหมือนกันเลย ยังป่วยกันคนละโรค แล้วนี่เป็นพ่อแม่คนอื่น มันต้องใช้ความรับผิดชอบมากกว่าพ่อแม่ตัวเองด้วยซ้ำค่ะ หลาย ๆ คนที่อยากมาฝึกงานมาทำงาน ก็จะเข้ามาแบบว่าอยากทำ ตัวเองมีประสบการณ์เคยดูแลคุณแม่แต่ตอนนี้คุณแม่เสียแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเขามาฝึกงานกับ Joy Ride เขาจะบอกว่าไม่คิดเลยนะว่างานนี้มันจะยากขนาดนี้ ไม่คิดเลยนะว่ามันต้องใส่ใจ มีการเตรียมตัว เตรียมข้อมูลมากขนาดนี้

เพราะงานของเราไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันที่ไปหาหมอ มันเกิดทันทีตั้งแต่ก่อนจะคอนเฟิร์มการจองอีกค่ะว่ารับเคสนี้ได้ไหมเคสไหนเป็นยังไง ทีมงานที่จะไปรับลูกค้าต้องทำการบ้านเกี่ยวกับลูกค้าคนนี้อย่างละเอียด ถ้าไม่เคยดูแล เป็นลูกค้าใหม่ จะต้องมีขั้นตอนในการโทรไปแนะนำตัว โทรไปคุยก่อน วิธีการเข้าหาผู้สูงอายุแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ผู้สูงอายุหลาย ๆ คนก็จะมีกำแพง กลัว กังวล น้อยใจลูกหลาน คิดว่าลูกหลานไม่พาไป เจอคนแปลกหน้าก็จะเคอะเขิน นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องมีวิธีการในการจัดการ

อีกอย่าง การไปโรงพยาบาลรัฐนั้นใช้เวลานาน สิ่งหนึ่งที่ลูกค้าคอมเมนต์กับ Joy Ride นะคะ เขาจะบอกว่าปกติเวลาพาไปเองหมดเวลาทั้งวัน กลับมาบ้านตอนเย็น ออกเช้ากลับเย็น แต่พอเขาจ้างเราไป เขางงมากว่าทำไมเสร็จเร็ว กลับมาแค่เที่ยงเอง คือว่าเราค่อนข้างรู้กระบวนการในโรงพยาบาลค่ะ แล้วบางทีการที่พ่อแม่เหมือนจะแข็งแรงดี ปกติก็นั่งแท็กซี่เองได้ กด Grab เองได้ ก็ไปหาหมอเองได้อยู่นะ แต่พอเป็นคนแก่ เมื่อไปถึงแล้วต้องติดต่อหลาย ๆ แผนก มันจะงงค่ะ แล้วทำให้เขาเสียเวลา เพราะเขาต้องมานั่งงมว่าเขาต้องไปที่ไหนต่อ ซึ่งพอมีคนไปช่วยเหลือดูแล มันทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้นได้ บางทีเคยถึงขั้นให้ลูกค้ากลับไปก่อนเดี๋ยวเรารอรับยาให้ เพราะบางโรงพยาบาล นานตรงรอรับยานี่แหละค่ะ

แต่ความยากก็คือ เราต้องเช็กกระบวนการของโรงพยาบาลแต่ละที่ เพราะยิ่งพอมีโควิด-19 ก็เริ่มมีเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วย แต่ละโรงพยาบาลก็จะมีกระบวนการต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน บางโรงพยาบาลต้องทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่รับใบนำทาง สแกนไข้ วัดความดัน เราก็ต้องปรับตัวและเช็กข้อมูลของแต่ละโรงพยาบาลว่ามีวิธีการทำงานยังไง ก่อนที่จะไปรับลูกค้า

การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมันสะดวกขึ้นก็จริงสำหรับพวกเรา แต่สำหรับผู้สูงอายุคือเขาทำไม่เป็น แล้วเขาจะงงมากค่ะ บางโรงพยาบาลบอกว่าต้องสแกนอันนี้ เสร็จแล้วมาเอาบัตรคิวและรอตรงนี้ คือมันงงจริง ๆ จอยว่ามันยากสำหรับผู้สูงอายุมาก ๆ เลย มันเป็นเครื่องทุ่นแรงของโรงพยาบาล แต่ก็ไม่ได้ดูเลยว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีลูกหลานพามาเขาก็งง งงแล้วไปถามพยาบาล พยาบาลก็ตวาดใส่ เขาไม่สบายอยู่แล้วยังมาเจอะแบบนี้อีก

แต้จริง ๆ คือจอยก็ไม่อยากจะพูดนะเรื่องพยาบาลตวาด อย่างโรงพยาบาลราชวิถี เขาจะเขียนไว้เลยว่าที่เสียงดังไม่ได้ตวาดนะคะ แต่เพราะเขาจะมีการกั้นพลาสติก หรือผู้สูงอายุเขาหูตึง พยาบาลก็เลยต้องพูดเสียงดัง ๆ เขากลัวคนไข้ไม่ได้ยินค่ะ กับตัวจอยเอง บางครั้งจอยก็เห็นว่าทำไมพยาบาลพูดเสียงดังจังเลย สิ่งที่จอยทำก็คือ จอยไปซื้อน้ำส้มเอาไปให้พี่พยาบาล บอกว่าเป็นกำลังใจให้นะพี่ เหนื่อยใช่ไหม

พอเราทำงานตรงนี้ เราก็จะเห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์เขาทำงานหนักกว่าเรา หนักมาก ๆ ค่ะ เพราะมันไม่บาลานซ์กัน จำนวนคนป่วยกับผู้ให้บริการ แต่เราก็ไม่อยากเห็นเขาตะคอกคนแก่ เราสงสาร ลูกหลานไม่ได้พามาก็แย่อยู่แล้ว ป่วยอีก ยังมาเจอพยาบาลตะคอกอีก น่าสงสารมาก มีคนเคยบอกจอยว่าทีมงานของจอยควรเป็นพยาบาล จอยเลยบอกไปว่าพยาบาลไม่ได้มี service mind ทุกคน อันนี้จอยไม่ได้บอกว่าคนที่จะมาทำ Joy Ride ต้องเป็นพยาบาลหรือ care giver เพราะคนกลุ่มนั้นเขามีวิชาชีพแต่เขาอาจไม่ได้มี service mind ฉะนั้น จอยจะมองหาคนที่มี service mind มากกว่า เพราะทักษะบางอย่าง CPR first aid มันเรียนรู้ทีหลังได้ค่ะ

แต่เราก็เข้าใจว่าวัน ๆ หนึ่ง เขาเจอผู้ป่วยแบบนี้เยอะ เขาอาจจะพูดเสียงดังได้ แต่ว่าภาษากาย น้ำเสียง หน้าตา ท่าทาง แววตา รอยยิ้ม ภาษาร่างกายมันสำคัญมาก บางครั้งผู้สูงอายุ เห็นเขาแก่ ๆ แบบนั้น เขาก็มีความรู้สึกเหมือนกัน เขาก็คนเหมือนกัน การที่เราใช้น้ำเสียงไม่ดี ไม่รู้เจตนาอะไร แต่ภาษากายมันจะบอกชัดว่าเรากำลังรำคาญ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ไม่น่ารักค่ะ แล้วมันจะกลายเป็นว่าถ้าผู้สูงอายุมาโรงพยาบาลเอง ก็จะเป็นภาระด้วยค่ะ เขาจะมองเหมือนเป็นภาระ เป็นตัวปัญหา เพราะว่าไม่มีใครคุยด้วย ไม่มีคนพาไปต่อ จริง ๆ แล้วโรงพยาบาลรัฐ บุรุษพยาบาลก็ไม่ได้พอ บางโรงพยาบาลก็ไม่มีด้วยซ้ำต้องเข็นกันเอง

ฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่เราทำงานนี้แล้วเราจะต้องรู้ก็คือ ผู้สูงอายุ มันคือความเสื่อมถอยของร่างกาย ตาก็ไม่ค่อยดี หูก็ไม่ค่อยได้ยิน ความจำก็ไม่ดี ข้อเข่าก็ไม่ดี สิ่งที่สำคัญมากก็คือ ถ้าเราทำงานด้วยความเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะเป็นแบบนี้ ผู้สูงอายุ 100 คน ต้อง 99 คนแหละที่มองไม่ค่อยเห็น หูไม่ค่อยดี เราก็จะไม่ใช้อารมณ์ มันคือความเห็นอกเห็นใจค่ะ ซึ่งจริง ๆ จอยก็คิดนะว่ามันไม่เห็นต้องมาสอนเลย มันเป็นสิ่งที่ความเป็นคนควรจะมีไม่ใช่เหรอเรื่องความเห็นอกเห็นใจคน

ผู้สูงอายุที่เป็นลูกค้า Joy Ride บางคนแข็งแรงนะ เดินออกกำลังกายทุกวัน แต่เขาเหงาใจ เขาบอกว่าเวลาเราไม่สบายเราก็อยากมีคนดูแล เขาก็เลยโทรมาจองเอง บางทีลูกอยู่เมืองนอก ลูกแต่งงานแล้ว ไม่อยากรบกวนลูก บางคนก็คือไม่มีลูกหลาน เขาก็บอกว่าอยากจะมีคนสักคนที่จับมือเขา แล้วไปนั่งในห้องตรวจ บางคนก็บอกว่าที่ผ่านมามาเองตลอดเลยเพราะว่าเขาทำได้ทุกอย่าง แต่พอมาครั้งนี้หมอถามว่ามีญาติมาด้วยเหรอเขาจะดีใจ “ใช่ค่ะหลานพามา” เขาจะพูดแบบนี้ เพราะมันคือการที่เขาสามารถบอกกับหมอได้ว่า “ฉันก็มีคนที่เป็นห่วงฉันเหมือนกันพาฉันมา ไม่ใช่ปากกัดตีนถีบพาตัวเองมาหาหมอเอง” มันเป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่านะคะ ในการพาผู้สูงอายุไปหาหมอน่ะค่ะ

ติดตามอ่านมาถึงบรรทัดนี้ จะบอกว่าเรื่องราวของ Joy Ride ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ยังไม่จบ ในสัปดาห์หน้า กลับมาติดตามกันต่อในส่วนของการเป็น “ธุรกิจเพื่อสังคม” ของ Joy Ride เมื่อธุรกิจยังจำเป็นต้องมี “กำไร” เพื่อให้ทีมงานทุกคนยังอยู่ต่อได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของผลกำไรนั้นก็ถูกวางแผนไว้แล้วว่าจะถูกนำไปตอบแทนคืนให้กับสังคมอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เรายังต้องหาคำตอบ ก็คือจุดเริ่มต้นของ Joy Ride ที่ทำเพราะ “อยากฮีลใจตัวเอง ให้เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นที่ได้ทำเพื่อคนอื่น” แต่ในวันนี้ Joy Ride ที่ดำเนินการมาได้ 2 ปีกว่าแล้ว คุณจอยได้รับสิ่งนั้นแล้วหรือยัง พบกันใน “บทสัมภาษณ์คนต้นคิด” สัปดาห์หน้า