สำหรับเราแล้ว เราเองเป็นคนที่เสพคอนเทนต์ความบันเทิงของเกาหลีใต้เป็นประจำ อาจจะไม่ถึงขั้นที่ต้องหาดูซีรีส์ทุกเรื่อง หรือดูรายการวาไรตี้ทุกรายการ แต่จะรู้และอัปเดตความเป็นไปต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากติดตามพวกเพจหรือเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับเทือก ๆ นี้หลายสิบเพจ ถ้าใครเห็นโปรไฟล์ในเฟซบุ๊กเลยอาจจะคิดไปได้ว่ามนุษย์ผู้นี้เสพติดเกาหลีหนักมาก คือติดก็จริงแหละ แต่ไม่ได้ถึงขั้นนั้น ถ้าคอนเทนต์ไทยมีอะไรน่าสนใจ ก็เปิดดูนะ ไม่ได้แบนไปเลย
เพราะฉะนั้น หากจะบอกทุกวันนี้เราค่อนข้างคุ้นเคยกับคอนเทนต์ของเกาหลีมากกว่าคอนเทนต์ไทยก็คงจะไม่ผิดนัก สำหรับละคร ซีรีส์ หรือรายการต่าง ๆ ของไทย หลายเรื่องหลายรายการ แค่เห็นตัวโปรโมทสั้น ๆ ก็รู้สึกว่าไม่น่าสนใจเท่าที่ควร ก็เลยไม่ค่อยเปิดดูรายการอะไรแบบนี้ของไทย ต่ำ ๆ ก็ประมาณ 3 ปีแล้ว แต่เวลาที่มีเรื่องที่น่าดู คอลัมน์นี้ก็ขายซีรีส์ไทยอยู่บ่อยเหมือนกันนะจะบอกให้ ขายหรืออวยเป็นเรื่อง ๆ ไป
ถึงอย่างนั้น เวลาที่ดูแต่ซีรีส์เกาหลี ก็ยังแอบหวังว่าจะมีคอนเทนต์ดี ๆ น่าสนใจของไทยผลิตออกมาสู้บ้างเหมือนกัน ผู้สร้างคอนเทนต์หลาย ๆ คนคงกำลังพยายามปรับตัว เพื่อให้ผลงานไทยเป็นสาธารณะและมีความเป็นสากลมากขึ้น การทำคอนเทนต์ลงแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix ก็น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี
Bangkok Breaking มหานครเมือง (ห) ลวง เป็นออริจินัลซีรีส์ไทยเรื่องล่าสุดที่ลง Netflix ต่อจากเรื่องเคว้ง ตอนที่อ่านเรื่องย่อ บวกกับเห็นว่าได้นักแสดงนำระดับเวียร์ ศุกลวัฒน์ และออม สุชาร์ เลยค่อนข้างคาดหวังว่าจะได้ชื่นชมซีรีส์เด็ด ๆ ของบ้านเราในแพลตฟอร์มระดับโลกนี้บ้าง หลังจากที่ลงออนแอร์ เราก็ไม่ได้เปิดดูเลยทันทีหรอก จึงเห็นพวกเพจหรือเว็บไซต์ดังที่รีวิวไว้แล้วผ่านตามากมาย นั่นกลับทำให้ความคาดหวังลดลงไปเยอะเลยทีเดียว
เพราะรีวิวจากเพจหรือเว็บไซต์เหล่านั้น มันมีทิศทางไปในทางเดียวกันหมด ว่าซีรีส์เรื่องนี้ยังไปไม่ถึงฝั่งที่เป็นสากลได้ เหตุผลหลัก ๆ คือ มันยังยึดติดกับ “ความเป็นละครไทย” มากอยู่ดี ที่สำคัญคือ การพูดถึงประเด็นด้านมืดของสังคมเมืองหลวง “กรุงเทพมหานคร” มันดูเหมือนจะดี แต่สุดท้ายก็บางเบา ตื้นเขินเกินไป หลายคนจึงมองว่าถ้าคิดที่จะแตะประเด็นแบบนี้จริง ๆ ก็ควรไปให้สุดกว่านี้ แต่ก็มีคนแย้งว่าลงลึกมากไม่ได้หรอก การพูดอะไรแบบนี้ในประเทศนี้มันสุ่มเสี่ยงถูกเชิญไปปรับทัศนคติ! เลยมีเพจหนึ่งที่วิจารณ์ประเด็นนี้ค่อนข้างยับเยินทีเดียว
เพจนั้นมองว่า หากการเล่าหรือนำเสนอแบบมีชั้นเชิงกว่านี้ ทำไมจะพูดให้ลึกไม่ได้ เพราะตัวซีรีส์เองก็อยู่ในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก ไม่ได้ลงฟรีทีวีแบบที่เสี่ยงจะโดนแบนจากทางการ แต่ก็นะ ความกลัวอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่รู้ว่ามีของคนเรามันมีไม่เท่ากัน การที่เขาจะให้มันไปสุดได้แค่นั้นก็คงไม่แปลก
รีวิวของเพจนั้นอ่านเจอตั้งแต่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลยสักตอน แต่ ณ เวลานี้ ดูจบครบ 6 ตอน เลยรู้สึกว่าเพจนั้นออกจะวิจารณ์แรงไปนิด มันบางเบามากก็จริง แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น คือถ้าคิดจะดูแล้วไม่อยากรู้สึกเหมือนค้าง ไปไม่สุดทาง ก็อย่าเพิ่งไปคาดหวัง ว่าซีรีส์จะเล่าอะไรต๊าซ ๆ หรือเฟียสเบอร์แรงแบบที่ซีรีส์เกาหลีเอ่ยถึงทางการบ้านเขา แบบเล่นซะทำเนียบรัฐบาลเกาหลีสั่นสะเทือน อะไรมากขนาดนั้นก็พอ
Bangkok Breaking เป็นเรื่องราวของ “วันชัย” หนุ่มบ้านนอกที่ตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตามคำแนะนำของพี่ชาย ที่มีงานอย่างหนึ่งจะให้เขาช่วยทำ ส่วนตัวเขาเองไม่ได้เจอพี่ชายมานานแล้ว ก็เลยอยากจะมาอยู่กับพี่ชายเพื่อหาเงินส่งกลับบ้าน แต่แล้วชีวิตในเมืองหลวงที่วันชัยวาดฝันก็ต้องพังทลายลงตั้งแต่คืนแรกที่เท้าเหยียบกรุงเทพฯ เมื่อเขาดันเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด ที่แย่ไปกว่านั้น เขาสูญเสียพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันมานานไป โดยที่ไม่ได้คุยอะไรกันสักคำ เขาสงสัยว่าเหตุการณ์นั้น พี่ชายเขาจากไปทั้งที่เป็นแพะรับบาป จึงถูกสังคมตั้งคำถามมากมาย
หลังจากนั้นอีกไม่นาน เขาก็พบว่าภายใต้แสงสีของเมืองหลวงนี้ มีความลับเลวร้ายซ่อนอยู่ เรื่องเลวร้ายกว่าที่คิด เขาจึงต้องเข้ามาเป็นหนึ่งในอาสาสมัครกู้ภัยอย่างไม่ได้ตั้งใจมากนัก เพื่อต้องทำบางอย่างทั้งที่ไม่อยากทำ ระหว่างนั้น เขาได้ร่วมมือกับ “แคต” นักข่าวสาวไฟแรงสุดห่ามและบ้าระห่ำ เพื่อเปิดโปงความจริงที่ถูกปกปิดจากพวกผู้มีอิทธิพล เปิดโปงโฉมหน้าซาตานในคราบนักบุญ และเปิดโปงมูลนิธิกู้ภัย องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่บอกว่าอาสาทำประโยชน์เพื่อสังคมนั้นเป็นเรื่อหลอกลวงสิ้นดี
แค่เปิดเรื่องมาก็เจอโศกนาฏกรรมใหญ่ชนิดที่ว่าเวอร์วังสมกับลง Netflix และเป็นปมใหญ่ของเรื่องจริง ๆ คนตาย 12 ศพ บาดเจ็บอีก 30 คน มีฉากรถคว่ำรถหงาย ไฟไหม้วอดวาย ถือเป็นความสูญเสียใหญ่ในซีรีส์ระดับนี้เลย ซึ่งต้องบอกว่าที่เราตัดสินใจดูซีรีส์เรื่องนี้ ก็เพราะฉากนี้แหละ เพราะมีโอกาสได้เจอกองถ่ายนี้ระหว่างถ่ายทำ เห็นกับตาว่าเล่นใหญ่จัดเต็มมาก เลยอยากรู้ว่าพอลงฉายจริง ๆ จะขนาดไหน ก็อยากจะอุดหนุนของไทย อยากให้กำลังใจผู้สร้างว่าถึงจะยังไม่ได้เท่าที่คนคาดหวัง ก็ดีที่ยังกล้าเริ่ม และสุดท้าย อยากหาดูอ้ายเวียร์สภาพมอมแมมเต็มกลืนแบบนี้ ฮี่ ๆ
“อยู่เมืองนี้ อย่ารู้เยอะ”
ที่ไหนที่มีความลับมาก ๆ หรือคนไหนที่มีความลับเยอะ ๆ เป็นเรื่องที่กวนใจและรบกวนชีวิตความเป็นอยู่ของเขาเป็นอย่างมาก หลัก ๆ ของคนทำผิด คนทำไม่ดี ไม่ต้องการให้ใครมาล่วงรู้ความลับ น่าเสียดายที่ Bangkok Breaking ใช้คำนี้โปรยซีรีส์ไว้ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้ถูกหยิบมานำเสนออย่างตรงไปตรงมา หรือลงไปขยี้มันเท่าที่ควร (คงจะคาดหวังมากไป) อีกทั้งการพยายามจะคลี่คลายปมที่ยัด ๆ มา ก็ไม่ได้จบเคลียร์เท่าไรด้วย จบเหมือนรอสร้างภาคต่อมากกว่า
แน่นอนว่าการโปรยมาแบบนั้น ยิ่งทำให้เราคาดหวังว่าที่ว่า “อย่ารู้เยอะ” เนี่ยมันจะถูกตีแผ่ออกมาชนิดที่ว่าดาร์กได้ใจ ตบเข่าฉาดแค่ไหน แต่พอได้ดูจริง ๆ การตีแผ่ด้านมืดของกรุงเทพฯ หรือสังคมไทย มันแตะแค่ผิวเผินจับ ๆ อยู่แค่เปลือกนอก ปัญหาต่าง ๆ ที่นำเสนอก็ตื้นเขินเกินไป ชนิดที่ว่าหลายคนคงจะรู้ด้านมืดของกรุงเทพฯ ดีกว่าที่ซีรีส์นำเสนออีก เรื่องมันถูกเล่าเป็นเส้นตรง ไม่ต้องคาดเดาหรือลุ้นอะไร คนไม่ดีก็โผล่ออกมาชัด ๆ แบบนั้นล่ะ
เมื่อวันพฤหัสบดี มีโอกาสได้คุยกับ “พี่ปั๊ม” เจ้าของคอลัมน์ รถเราไม่เก่าเลย ที่พูดถึงซีรีส์เรื่องนี้ในคอลัมน์เช่นกัน เพียงแต่พี่เขานำเสนอในเรื่องของการใช้รถใช้ถนนของรถกู้ภัยมากกว่า เราสองคนแอบวิจารณ์ซีรีส์เรื่องนี้กันนิดหน่อย (เพราะต้องทำงานอื่น) พี่เขาบอกว่าเรื่องมันเล่าง่ายไป ง่ายจนดูออกหมดตั้งแต่เริ่มเรื่อง นี่ยังหยอกพี่เขาไปเลยว่า ที่เรารู้สึกว่าเรื่องมันง่ายไป ไม่ใช่เพราะว่าเราเองรู้ด้านมืดของสังคมมากกว่าที่ซีรีส์นำเสนอซะอีกหรอกเหรอ? ฮ่า ๆ
พอโปรยไว้แบบชวนติดตามขนาดนี้ แต่สุดท้ายซีรีส์ก็พาเราไปไม่ถึง การคลายปมปัญหาภายในเรื่องรวบรัดและเรียบง่ายเกินไป สำหรับการแฉผู้ที่มีอิทธิพลขนาดนั้น หลายอย่างไม่เป็นธรรมชาติ แต่จงใจใส่เข้าไปเพื่อให้มีเรื่องเล่า จึงไม่ค่อยตื่นเต้นหรือชักชวนให้คนดูอยากจะสืบหาความจริงเท่าที่ควรจะเป็น มันเลยยิ่งชัดเจนถึงปัญหาของละครไทยหรือหนังไทย ว่าทำไมจึงล้มเหลว ทั้งที่โปรดักชั่นดี งานภาพสวย ฝีมือการแสดงของนักแสดงหลายคนก็ทำได้ค่อนข้างดี (แต่บางคนก็ขาด ๆ ล้น ๆ ไม่ธรรมชาติ) เลยไม่ช่วยให้ซีรีส์เรื่องนี่น่าประทับใจเท่าที่ควร
คือดูก็ดูได้แหละ มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่อย่าคาดหวังสูง พอผิดหวัง จะทำให้ซีรีส์เรื่องนี้แย่ลงทันที การเลือกจั่วหัวมาแบบนั้น มันมาพร้อมความคาดหวังว่าซีรีส์จะตีแผ่หรือจิกกัดความลับอันมืดดำของกรุงเทพฯ หรือเมืองไทยแบบแสบ ๆ คัน ๆ ดูแล้วว้าว แต่พอดูจริงมันไม่มีอะไรเลย บางเรื่องจงใจยัดเข้ามาจนดูแล้วไม่อิน ยิ่งใครเสพซีรีส์เกาหลีที่พล็อตหนัก ๆ แบบนี้มาเยอะ จะรู้สึกว่างานแบบนี้ทำดูกันเองในบ้านเราก็ได้ ไม่ต้องลง Netflix หรอก
สายตาที่มองมูลนิธิกู้ภัยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จริง ๆ แล้ว ถึงมันจะตื้นเขินไปหน่อย แต่ชอบนะที่กล้าหยิบเอาเรื่องของกู้ภัยมาเล่น ดูนำเสนออีกมุมดี จากที่ปกติเราจะเห็นองค์กรนี้ในมุมคนดี ทำประโยชน์เพื่อสังคม มานำเสนออีกแบบนึง ซึ่งทางองค์กรก็คงไม่ต้องรู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้คนมององค์กรดูแย่หรอกนะ คนดูเขามีวิจารณญาณ และที่สำคัญ เขาก็รู้ว่าจริง ๆ แล้ว หลาย ๆ ที่เป็นอย่างไร เขาแค่ไม่ได้พูดจนเป็นข่าวเท่านั้นเอง
ถามว่าเราเคยมององค์กรนี้ในด้านบวกสุด ๆ มาตลอดเลยเหรอ ก็ไม่นะ เข้าใจตรงที่บอกว่าทุกที่มีคนไม่ดีเหมือนกันหมดแหละ เราเอางมีญาติห่าง ๆ เป็นอาสากู้ภัยเหมือนกัน ก็เลยพอจะมีโอกาสได้รู้พวกเรื่องวงในแย่ ๆ มาบ้าง (แต่ไม่เลวร้ายเท่านี้แน่) หรือดูข่าว ได้เห็นนู่นนั่นนี่ด้านลบเกี่ยวกับวงการกู้ภัยก็มากอยู่แล้ว ไม่ได้องค์กรนี้แบบโลกสวยหรอก
แต่หลังจากนี้ไป สายตาเราที่เคยมองการทำงานของอาสากู้ภัยก็จะไม่เหมือนเดิมอยู่ดี ที่เห็นในซีรีส์ จะพบว่าคนเรามันก็เลวได้ขนาดนั้นเลยอะนะ ทำให้จากที่เคยมองการทำงานของวงการกู้ภัยด้วยสายตาของความชื่นชม สายตาที่รู้สึกประทับใจในความเสียสละของอาสากู้ภัย หลังจากดูซีรีส์เรื่องนี้จบ ก็คงจะมีด้านแย่ ๆ ขององค์กรนี้แว่บเข้ามาเยอะหน่อย ต้องแยกแยะให้ดี และต้องคิดไว้เสมอว่าคนดียังมีอยู่บนโลก
ทุกคนรู้แหละว่าทุกที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดี รู้ว่าต้องแยกแยะให้ได้ แต่พอมันเป็นองค์กรหรือมูลนิธิเพื่อสังคมแล้ว เราก็คงอดที่จะสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือ เรื่องความสุจริตไม่ได้ คงจะระแวงต่อการทำงานขององค์นี้ไปอีกพักใหญ่เลย คงจะเห็นภาพด้านลบโผล่ออกมาในมโนเป็นระยะ ๆ และเกิดอคติได้ง่ายทีเดียว
ลึก ๆ แล้ว ตัวตนของเราก็ยังคงอยู่
ความเบสิกของการวางคาแรคเตอร์ตัวละครหลัก หากต้องทำอะไรที่มันผิดที่ผิดทางแบบไม่ได้ตั้งใจ หรือจำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอด มันจะมีฉากที่เล่าถึงช่วงที่ตัวละครรู้สึกขัดแย้งในใจตัวละครเอง อารมณ์แบบไม่ได้อยากทำแต่จำเป็นต้องทำ หรือถ้าไม่ทำคนรอบตัว คนที่รัก หรือตัวเองจะเดือดร้อน (ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมเล่าแบบนี้) ซึ่งในมุมนี้ ไม่ว่าจะละครไทยหรือเกาหลีก็มีเหมือนกันหมด ถือเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่เป็นตำนานมาก ซึ่งมันก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดอะไร
เพราะเอาเข้าจริง นี่ก็เป็นความเรียลอย่างหนึ่งในชีวิตคนเรานะ หลาย ๆ เรื่อง เป็นเรื่องที่เราไม่ได้ตั้งใจหรืออยากจะทำหรอก แต่สถานการณ์จำเป็นหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้ามันบีบบังคับให้เราต้องทำ ต้องเลือกกระโจนเข้าไปทำ เมื่อเปรียบเทียบสิ่งที่ตัวละครหลักในซีรีส์เรื่องนี้ต้องทำอะไรบางอย่างเพราะสถานการณ์บังคับ หรือบีบคั้นว่าต้องทำเพื่อความอยู่รอด มันจะตรงกับเนื้อเรื่องส่วนหนึ่งของ Squid Game ซีรีส์ที่นำเสนอไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้ว่ารายละเอียดไม่เหมือนกันก็จริง แต่จะเห็นช่วงเวลาที่ตัวละครต้องมานั่งทบทวนตัวเองแน่นอน
ความเรียลของมนุษย์ คือการที่เราต่างก็เป็นคนเทา ๆ ทั้งนั้น ไม่มีใครดีสุดขั้วชั่วสุดโต่ง สถานการณ์ความจำเป็นในชีวิตจะค่อย ๆ เพิ่มดีกรีความโหดร้ายขึ้น เพื่อให้เราต้องตัดสินใจทำมันจนได้ ไม่ทำก็ตาย เลือกเอา นั่นเท่ากับว่ามันก็จะค่อย ๆ เผยตัวตนด้านมืดของคนออกมาทีละน้อยแม้ว่าจะไม่เต็มใจ ทีนี้คือด้านมืดของคนเนี่ย มันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหนมากกว่า จะถลำลึกกว่าเดิม หรือด้านสว่างอีกด้านจะค่อย ๆ ลากตัวเราออกมา
จิตสำนึกและความรู้สึกผิดชอบชั่วดี! จะเป็นตัวที่พยายามลากเราออกมาจากเหตุการณ์แบบนั้น ซึ่งคนแต่ละคนมีไม่เท่ากันหรอก เรื่องจิตสำนึกหรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ว่า เมื่อมันมีไม่เท่ากัน บางคนก็เลยตามเลยไปแบบที่ไม่เต็มใจนั่นแหละ แต่บางคนก็จะหาวิธีพาตัวเองพ้นจากจุดนั้น ตัวตนจริง ๆ ที่ถูกทับถมไปลึกเหลือเกินจะยังคงอยู่ และพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นคนเลวโดยเนื้อแท้ เพราะการที่ต้องอยู่กับความรู้สึกผิด มันจะทำให้ทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่
มาถึงจุดนี้ ก็คงขอให้กำลังคนทำหนัง ทำละคร ทำอะไรก็ตามที่ต้องการจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมความบันเทิงไทย อยากให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วคนไทยก็อยากเสพคอนเทนต์ไทย อยากอุดหนุน และอยากเห็นคอนเทนต์ไทยโด่งดังในระดับโลกแบบที่เคยมีมาบ้างในอดีต แต่การลงสนามนี้ต้องรู้ด้วยว่าคู่ต่อสู้ที่เขาอยู่ในวงการมานานเขามีอะไรดี มีดีถึงขั้นที่ว่าทำให้คนรุ่นใหม่หลายคนเลิกดูละครไทยไปเลย ถ้าจับจุดได้ ความพยายามจะพัฒนาก็จะมาเอง และเมื่อนั้นโอกาสเติบโตและก้าวหน้าก็จะตามมาเช่นกัน
ถือว่าเป็นทิศทางที่ดี ที่คอนเทนต์ไทยยังพยายามจะนำเสนออะไรที่นอกเหนือจากการแย่งผัวแย่งเมีย หรือละครน้ำเน่าตบตีสุดจะทนแบบนั้นมาได้บ้าง ก็คงต้องใช้เวลาสักหน่อย เผื่อว่าอะไรที่เคยไปแตะ ๆ ไว้ จะลงได้ลึกกว่าเดิม และสามารถนำเสนอสู่สายตาชาวโลกได้แบบที่คนไทยก็ไม่มีข้อกังขา ✌





























