ช่วง Pump Speed จากรายการ World Of Speed ที่จะพาคุณผู้ชมทุกท่านไปพูดคุยแบบ Exclusive กับแขกรับเชิญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งเสมอไป ในเทปนี้พาไปเยือนสำนักงานใหญ่ YAMAHA Thailand Racing Team ทีมแข่งโรงงานของยามาฮ่าประเทศไทย จับเข่าคุยกับ “พี่ป็อป-วีระพงษ์ ธนากิจจานนท์” ทีมบอสไทยยามาฮ่า ชายผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการพาทีมแข่งไทยเข้าสู่ World Superbike แบบเต็มฤดูกาลเป็นครั้งแรก ถึงการทำงานริมขอบแทร็กในฐานะผู้อำนวยการทีมแข่ง ภารกิจผลักดันนักแข่งและทีมยามาฮ่าสู่เวที Moto3 รวมถึงความฝันวัยเด็กที่ “อยากเป็นนักแข่ง”
บทบาทในฐานะผู้อำนวยการทีมแข่ง YAMAHA Thailand Racing Team
พี่ป็อปเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นการมารับตำแหน่งนี้ เริ่มต้นมาจากการทำงานที่ดูแลฝั่งธุรกิจบิ๊กไบค์ และวางแผนผลิตภัณฑ์ของยามาฮ่ามาเกือบ 30 ปี อีกทั้งยังมีรุ่นพี่ในบริษัทที่สนิทกันอยู่ฝั่งมอเตอร์สปอร์ต แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มาบริหารทีมแข่ง ด้วยความที่ยามาฮ่าเป็นรถจักรยานยนต์เลยไม่เคยมีเรื่องการแข่งในหัว ถึงอย่างนั้น ด้วยความที่ชื่นชอบการแข่งรถเป็นทุนเดิม เมื่อผู้บริหารให้โจทย์ในการพัฒนาทีมและพาทีมแข่งไทยไปสู่การแข่งขันระดับโลกอย่าง World Superbike (WorldSBK) แบบเต็มฤดูกาล จึงรับมาทำด้วยแพชชั่นที่มีและความท้าทาย
เมื่อถูกถามว่าในปัจจุบัน เริ่มชินกับคำเรียกว่า “ทีมบอส” หรือ “บิ๊กบอส” แล้วหรือยัง พี่ป็อปยอมรับว่าเริ่มคุ้นชินแล้ว แต่แรก ๆ นั้นไม่เลย ส่วนตัวพี่ป็อปนั้นมองว่ามันเป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในวงการของคนที่อยู่จุดนี้ และเมื่อเทียบกับการถูกเรียกว่า Jürgen Pop (เลียนแบบชื่อของอดีตผู้จัดการทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล ทีมโปรดของพี่ป็อป) พี่ป็อปตอบแบบติดตลกว่า ถ้าแบบนั้นก็ชอบให้เรียกว่า “บิ๊กบอส” มากกว่า
นอกจากนี้ พี่ป็อปยังได้ชี้แจงเกี่ยวกับนโยบาย Team Order ที่ก็ต้องยอมรับว่าในทุกวันนี้มันมีผลกับเรื่องของธุรกิจด้วย แต่สำหรับทีมยามาฮ่านั้น จะไม่มีการสั่ง Team Order ตั้งแต่ต้นฤดูกาล เพื่อเปิดโอกาสให้นักแข่งทุกคนได้สู้อย่างเต็มที่ แต่อาจจะมีการเริ่มใช้ Team Order ในช่วงท้ายฤดูกาล หากเห็นคะแนนสะสมชัดเจนแล้วว่านักแข่งคนใดมีลุ้นแชมป์ และคนใดมีโอกาสน้อยมากจนแทบไม่มีโอกาสเลย ถึงจะมีการสั่งให้ช่วยสนับสนุนกันตามความเหมาะสม ทั้งหมดก็จะประเมินตามสถานการณ์ไป
อะไรคือ Racing DNA และตัวตนของ Yamaha
ด้วยความที่อยู่กับยามาฮ่ามานานและมีโอกาสได้คลุกคลีอยู่กับทีมงานหลายทีม รวมถึงประสบการณ์ที่เคยทำอยู่ฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์ พี่ป็อปจึงรู้ว่ารถจักรยานยนต์ของยามาฮ่าแทบทุกรุ่น (ไม่นับรุ่นเรโทรและรุ่นแฟชั่น) จะถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายความเป็นสปอร์ตและมีความเป็นเรซซิ่งแฝงอยู่เสมอ ทั้งฟีลลิ่งการเลี้ยวและการตอบสนองของเครื่องยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เอกลักษณ์สีน้ำเงินอย่าง Racing Blue ที่เริ่มโปรโมตอย่างเข้มข้นในยุค Valentino Rossi ช่วยตอกย้ำภาพจำ Racing DNA ให้กับแบรนด์ยามาฮ่าได้ค่อนข้างชัดมากขึ้น
ซึ่งถ้าให้เลือกรถ 1 รุ่น ใน R-Series พี่ป็อปขอเลือก Yamaha YZF-R6 เป็นรุ่นสปอร์ตในตำนานที่ชอบที่สุด เพราะขนาดและกำลังเครื่องยนต์ลงตัว กำลังพอดีมือ ขับขี่สนุก สำหรับคนที่ไม่ใช่นักแข่งมืออาชีพ
ความฝันการเป็น “นักแข่ง” และประสบการณ์ลงขับขี่บนสนามระดับโลก
ด้วยความที่ชื่นชอบการแข่งรถมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่ไปทำกิจกรรม ในหัวจะคอยหาโอกาสลงสนามตลอดว่า “มี Track Day ไหม” พี่ป็อปจึงได้เล่าเหตุการณ์ตอนที่เดินทางไปจัดกิจกรรม ณ สนาม Mandalika ที่ประเทศอินโดนีเซีย ในเวลานั้นทางยามาฮ่าของอินโดนีเซียกำลังจัดกิจกรรมอยู่พอดี เลยฉวยโอกาสช่วง Track Day ที่มีรถที่เตรียมไปพร้อมอยู่แล้ว ค่าลงสนามก็ไม่แพง นำ Yamaha R3 ลงขี่ในสนามแข่งระดับ MotoGP ซึ่งมีลักษณะเลย์เอาต์เรียบ และมีไลน์การขี่ที่แตกต่างจากสนามบุรีรัมย์หรือเซปัง พีป็อปยังเล่าอีกว่าจริง ๆ มี R6 และ R9 ที่นำไปด้วย และตั้งใจจะลองขี่ทั้งหมด แต่ติดคุย เลยเหลือเพียง R3 ให้ลองรุ่นเดียว
ดังนั้น หากให้เลือกทำหน้าที่อื่นในทีมได้ 1 สัปดาห์ พี่ป็อปก็อยากจะลงไปเป็น “นักแข่ง” เพราะเป็นความฝันมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าในปัจจุบันจะมีตำแหน่งงานค้ำคออยู่ แต่ก็ยังแอบคิดอยากหาโอกาสลงสนามเพื่อแข่งในรายการต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งถ้ามีโอกาสมาเมื่อไรก็พร้อมคว้าไว้ทันที ส่วนเรื่องพริตตี้ถือร่ม พีป็อปตอบแบบติดตลกว่าน่าจะมีคนจองตำแหน่งนี้หลายคน โดยเฉพาะเหล่าคู่กรณี เพื่อที่จะได้ถือร่มให้แบบที่ไม่บังแดดเลย (หัวเราะ)
ความลุ้นและเครียดในสนามแข่ง
หากให้เปรียบเทียบความเครียดระหว่างการลุ้นทีมฟุตบอลทีมโปรดอย่างลิเวอร์พูลลงสนาม กับลุ้นทีมแข่งของตนเอง พี่ป็อปยอมรับแบบขำ ๆ ว่าขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ซึ่งในเวลานี้การคุมทีมแข่งเครียดกว่ามาก เพราะมันเป็นทีมของตนเองที่สร้างมากับมือ เรียกได้ว่าลุ้นกันจนเหนื่อย ไม่ว่าผลงานจะดีแค่ไหนก็ตามแต่การแข่งมันสามารถพลิกผันได้เสมอ ด้วยความที่รถแข่งมีความเร็วสูง แม้จะนำห่าง 30-40 วินาทีก็วางใจไม่ได้จนกว่ารถจะเข้าเส้นชัย
เหตุผลก็คือในช่วงโค้งท้าย ๆ ก่อนจบการแข่งขัน นักแข่งมักจะเร่งความเร็วขึ้นมาอีกระดับ เนื่องจากมันเป็นช่วงสุดท้ายของการช่วงชิงตำแหน่ง ซึ่งมีโอกาสเกิดจังหวะ 50/50 และอาจพุ่งสูงได้ถึง 70/30 ที่จะมีการแซงกัน หรืออาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา บวกกับความกดดันของตัวนักแข่งเองด้วย ในช่วงนั้นทีมงานก็จะเริ่มออกอาการนั่งกันไม่ติดแล้ว ขณะที่การเชียร์ฟุตบอล ถ้านำห่างไป 3-4 ประตูและเหลือเวลาอีกไม่มาก ก็ค่อนข้างวางใจได้แล้วว่าทีมโปรดจะชนะในแมตช์นั้น
บทเรียนความสูญเสียจากอุบัติเหตุในสนาม
เป็นเรื่องปกติของการแข่งขันที่อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เวลาที่รถแข่งล้มหรือประสบอุบัติเหตุจนได้รับความเสียหาย ทุกอย่างมันเป็นราคาทั้งหมด ในช่วง 3-4 ปีมานี้โชคดีที่ไม่มีเคสรุนแรงเกิดขึ้น พี่ป็อปจึงเล่าย้อนเหตุการณ์ในอดีตถึงกรณีที่เคยเสียหายหนักที่สุดทั้งรถและงบประมาณ เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เป็นเคสของ “เบียร์-เฉลิมพล ผลไม้” ที่ประสบอุบัติเหตุรถล้มแล้วเกิดไฟไหม้รถแข่งวอดทั้งคัน เหตุการณ์นั้นเป็นห่วงทั้งตัวนักแข่งและสูญเสียงบประมาณก้อนใหญ่ เพราะรถแข่งไม่ใช่รถโปรดักชั่นทั่วไป เฉพาะอุปกรณ์ตกแต่งสเปกแข่งขันอย่างเดียวก็ราคาร่วมหลักล้านบาทแล้ว นี่จึงเป็นเคสที่กระทบงบประมาณของทีมอย่างมาก
กิจกรรมปั่นจักรยานสะสมแคลอรีเพื่อสุขภาพของทีมงาน
พี่ป็อปได้เล่าถึง “กิจกรรมปั่นจักรยาน” ที่เหล่าบรรดาทีมงาน นักแข่ง และผู้บริหาร เข้าร่วมกิจกรรมกันเพื่อหวังผลเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน จุดเริ่มต้นมาจากการทีมงานและนักแข่งเผอิญไปปั่นจักรยานกันและเริ่มมีการชักชวนกัน ทางผู้บริหารเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของบริษัท จึงมีการกำหนดเงื่อนไขสร้างแรงจูงใจ โดยตั้งเป้าหมายเป็นชาเลนจ์ปั่นจักรยานสะสมแคลอรีแข่งกันทุกเดือน มีการจัดอันดับว่าใครเผาผลาญมากที่สุดก็จะมีของรางวัลแจกปลายปี ซึ่งตัวพี่ป็อปนั้นเน้นเข้าร่วมมากกว่าเข้าชิง นั่นทำให้กำลังลุ้นชิงอันดับท้าย ๆ อยู่เหมือนกัน
โครงการต่อยอดสู่แทร็กระดับโลก และเป้าหมายส่งทีมลุย Moto3
พี่ป็อปเปิดเผยว่าโปรเจกต์ธงนำของยามาฮ่าในเวลานี้ คือรายการ R3 bLU cRU Asia-Pacific ซึ่งเป็นรายการที่มีโอกาสจะต่อยอดให้กับเด็กไทยไปสู่การแข่งขันในระดับโลกได้ และยามาฮ่าเองก็ทำมาหลายปีแล้ว ผลคือค่อนข้างประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันก็มีโอกาสใหม่จากกติกา Moto3 และ JuniorGP ที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ R7 บนแชสซีแข่งขัน
โอกาสที่ว่านี้ดีตรงที่มันสอดคล้องกับในแต่ละภูมิภาค เพราะอย่างในเอเชียก็มีโครงการนี้อยู่แล้ว ซึ่งมีรูปแบบการจัดแข่ง มีทีมงาน มีการเดินทาง มีผู้สนับสนุน ฯลฯ หากพูดถึงในมุมของระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ทุกอย่างมีหมดแล้ว เพราะฉะนั้น จึงสามารถพูดได้ว่านี่เป็นหนึ่งในเส้นทางที่จะผลักดันนักแข่งไทยเข้าไปสู่ Moto3 ได้
สำหรับเป้าหมายในการส่งทีมแข่ง Yamaha Thailand Racing Team เข้าร่วม Moto3 พี่ป็อปตอบว่าคือความท้าทายที่เป็นไปได้ แต่อาจจะต้องขึ้นอยู่กับการสนับสนุนด้านงบประมาณและนโยบายจากบริษัทแม่ด้วยว่าจะสนับสนุนทีมแข่งจากเอเชียได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตลาดเอเชียเป็นตลาดใหญ่ของรถจักรยานยนต์ ขณะเดียวกัน โลกยุคใหม่ไม่ได้ดูแค่นักแข่งแต่ดูเรื่องของทีมด้วย ส่วนตัวพี่ป็อปนี่จึงเป็นสิ่งที่อยากทำ แต่ในขั้นแรกที่ต้องทำให้ได้ก่อน คือการส่งนักแข่งไทยไปให้ได้ก่อน เป็นเรื่องที่เป็นไปได้และจับต้องได้ง่ายที่สุด
ส่วนในขั้นต่อไปที่ยังไม่กล้ารับปาก คือการส่งทีมไทยไปใน Moto3 ทั้งนี้ถ้ามีงบประมาณ มีการให้การสนับสนุนก็สามารถทำได้เลย แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องโควตาการถือครองทีมใน Moto3 ของ Dorna หรือ IRTA ที่แน่นอยู่แล้ว แต่ในแง่ของความพร้อม บุคลากร และระบบการทำงานของทีมไทย หรือหากรถแข่งใช้เป็นเครื่องยนต์ R7 บนแชสซีแล้ว ก็เชื่อว่าทีมงานของ Yamaha Thailand Racing Team มีความพร้อมระดับโลก
เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเทปที่ได้พูดคุยแบบพิเศษสุด ๆ กับทีมบอสของ YAMAHA Thailand Racing Team “พี่ป็อป-วีระพงษ์ ธนากิจจานนท์” กับการเจาะลึกการทำงานถึงริมขอบแทร็ก ซึ่งแม้ว่าทีมงาน Pump Speed กับพี่ป็อปจะมีโอกาสได้พบกันบ่อย ๆ ตามสนามแข่ง แต่ก็แทบจะไม่ได้มีเวลามานั่งพูดคุยแบบจับเข่าคุยกันขนาดนี้ คอยติดตามเป็นกำลังใจให้กับบรรดานักแข่งไทยและทีมแข่งยามาฮ่าไทยแลนด์ฯ กันต่อไป ว่าพวกเขาจะพาธงชาติไทยขึ้นสู่โพเดียมและทำให้เพลงชาติไทยดังกระหึ่มสนามในรายการไหนอีกบ้าง!




























