มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า เวลามีใครคนหนึ่งจากไป คนที่อยู่ข้างหลังหรือคนที่ไปงานศพ มักจะสรรหาข้อดีของผู้วายชนม์มาสรรเสริญ แม้ลึก ๆ จะรู้ดีว่าบางเรื่องเป็นเพียงความพยายามเพื่อให้การจากลาเป็นการจากลาด้วยดีไม่มีอะไรต้องติดค้างอยู่ในใจ นั่นคือการตายครั้งที่หนึ่ง
การตายครั้งที่สองจะเกิดขึ้น เมื่อความทรงจำที่มีต่อผู้จากไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายถูกลบเลือนไปจากความทรงจำ โดยมีเวลาเป็นกระบวนการเสื่อมสลายร่องรอยความทรงจำ ทำให้ลืมเรื่องราวในอดีต และทำให้คนที่เคยปรากฏตัวอยู่ในใจหายไปโดยสมบูรณ์
นวนิยายจากญี่ปุ่นที่ชื่อว่า “Kamisama no Ura no Kao” เขียนโดย ฟูจิซากิ โช มีชื่อแปลเป็นไทยว่า “ณ งานศพของคนดีย์” โดยนักแปลที่มีชื่อว่า “น้ำพุ” เป็นงานเขียนที่เอาเรื่องของความตายและงานศพมาเป็นศูนย์กลางหลักของเรื่อง พร้อมกับวิธีเล่าเรื่องแบบราโชมอน ที่ผู้ให้การแต่ละคนมีความสัมพันธ์กับผู้วายชนม์
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มีการนำเอาคำพูดที่ว่า “คนเราตายสองครั้ง” มาใช้ในการเล่าเรื่องด้วยเช่นกัน แต่การตายสองครั้งของ สึโบอิ เซโซ อดีตครูใหญ่ที่อุทิศตนเองเพื่อลูกศิษย์ เจ้าของอะพาร์ตเมนต์ที่คอยให้ความช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนดีที่รักลูกเมียในสายตาเพื่อนบ้าน ผู้คนมากมายมาเคารพศพ
แต่ในช่วงเวลาที่ผู้ร่วมงานรับประทานอาหารที่เจ้าภาพจัดเลี้ยง พวกเขากลับกระซิบกระซาบเรื่องราวของคนตาย จนทำให้เรื่องราวของ สึโบอิ เซโซ ถูกขุดขึ้นมาจากหลุม เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าสมมติฐานหรือการคาดเดาของคนที่ยังอยู่นั้นถูกหรือผิด ทำให้เขาไม่ได้ตายครั้งที่สองอย่างสงบ
แนวทางการเล่าเรื่องของ ฟูจิซากิ โช ใน “ณ งานศพของคนดีย์” นั้น เป็นภาพสะท้อนสังคมปัจจุบันที่ชอบคาดเดาไปเอง จับแพะชนแกะ จนทำให้เรื่องจริงกลายเป็นเรื่องไม่จริง เรื่องไม่จริงกลายเป็นเรื่องจริง
ยิ่งตอนท้ายเรื่องที่มีการหักมุมนั้น หากคนที่อ่านเป็นสาวกพวก “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด” อาจรู้สึกเหมือนถูกตบจนหน้าชา เพราะเนื้อหาที่เฉลยนั้น ทำให้เห็นว่าวิธีการเชื่อมโยงในรูปแบบทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดไปจนถึงอคติทางใจนั้น สามารถทำให้คนเราเชื่อสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง มากกว่าสิ่งที่เกิดจริงมีการพิสูจน์ทราบไปแล้ว
อยากให้ลองไปหามาอ่านกันค่ะ สำหรับนวนิยาย “ณ งานศพของคนดีย์” ดูจะพอเหมาะพอเจาะกับสังคมในยุคปัจจุบันอยู่ไม่น้อย
เหนืออื่นใด หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นว่า “สิ่งที่คนเรากลัวมากกว่าความตาย คือการจากไปโดยไม่เหลืออยู่ในความทรงจำของใครเลย” คนประเภทนี้มีให้เห็นไม่น้อยค่ะ โดยเฉพาะนักการเมือง
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า