ช่วง Pump Speed จากรายการ World Of Speed ที่จะพาคุณผู้ชมทุกท่านไปพูดคุยแบบ Exclusive กับแขกรับเชิญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งเสมอไป ในเทปนี้บุกเยือนอาณาจักรเมืองทองธานี ณ ร้านกาแฟ 6 Zero Garage & Roaster พูดคุยกับผู้บริหารอิมแพ็ค เมืองทองธานี ทายาทรุ่นที่ 2 แห่งตระกูลกาญจนพาสน์ “พอลล์ กาญจนพาสน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้เป็นเจ้าของบัญชี Impact Staff 001
บทบาทในโลกออนไลน์
จุดเริ่มต้นในการทำคอนเทนต์ลงบนโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ภายใต้ชื่อบัญชี Impact Staff 001 เกิดขึ้นหลังจากที่ได้พูดคุยกับทีมงานในการทำ CEO Branding เพื่อช่วยโปรโมตและพัฒนาแบรนด์อิมแพ็ค (IMPACT) ผ่าน CEO โดยรูปแบบของคอนเทนต์ จะเป็นการติดตามชีวิตของผู้บริหารที่เรียกตนเองว่า “พนักงานอิมแพ็ค 001” ผู้ที่จะพาทุกคนไปสํารวจอิมแพ็ค เมืองทองธานี
สำหรับกระบวนการทำงาน จนถึงปัจจุบันเริ่มทำมาได้ประมาณ 3 เดือนแล้ว จะมีการถ่ายคลิปสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งก็จะได้ออกมาประมาณ 2-3 คอนเทนต์ จากนั้นทีมงานจะนำเนื้อหาไปตัดต่อเพื่อแบ่งเป็น 5-6 คอนเทนต์ เพื่อให้มีคลิปสำหรับโพสต์ลงโซเชียลมีเดียได้ทุกวัน ส่วนผลตอบรับนั้น คุณพอลล์แซวตัวเองอย่างขำ ๆ ว่า มีแต่คนบอกว่าดี เนื่องจากตนเองนั้นเป็นผู้บริหาร ทีมงานจึงเกรงใจ อะไรที่ไม่ดีก็จะไม่บอกให้รู้อยู่แล้ว
สไตล์ของคอนเทนต์ในช่อง Impact Staff 001 นั้น เน้นความเป็นธรรมชาติของผู้บริหารและทีมงาน ด้วยการหาเรื่องลูกน้องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เน้นถ่ายทำช่วงใกล้พักเที่ยงเพื่อไป “ดักจับผิด” หรือหยอกล้อกับพนักงานที่แอบออกไปเดินชอปปิงหรือซื้อของกินภายในงานอีเวนต์ก่อนเวลาพักกลางวัน ซึ่งพนักงานแต่ละคนจะไม่มีบทเรียนจากการโดนจับในครั้งก่อน ๆ จึงยังคงแอบอู้งานไปเดินเล่นภายในงานต่าง ๆ ที่เข้ามาเช่าพื้นที่จัดอีเวนต์อยู่เป็นประจำ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องย้ำว่านี่เป็นเพียงสไตล์ของคอนเทนต์ที่ทำแบบขำขันเท่านั้น ไม่ได้มีการตำหนิหรือลงโทษพนักงานจริงจังแต่อย่างใด โดยคุณพอลล์อธิบายอย่างอารมณ์ดีว่า ธุรกิจอิมแพ็คเป็นงานบริการ ทีมงานมักจะไม่สามารถกินข้าวหรือเลิกงานได้ตรงเวลาแบบออฟฟิศทั่วไปได้อยู่แล้ว การทำงานจึงมีความยืดหยุ่นสูง สิ่งที่เห็นเลยเป็นเพียงคอนเทนต์ที่ทำขึ้นมาให้ดูสนุก ๆ แบบหัวหน้าคอยดักจับผิดลูกน้องที่อู้งาน ซึ่งคนดูชอบดูอะไรแบบนี้ ก็เลยยังคงตามจับผิดทีมงานของตนเองต่อไป
ที่มาที่ไปของการทำ “Impact Speed Park” สนามโกคาร์ทมาตรฐาน
จากบทบาทเดิมของอิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นธุรกิจให้เช่าพื้นที่เพื่อจัดอีเวนต์ต่าง ๆ แต่ปัจจุบัน มีการต่อยอดให้พื้นที่ที่มีอยู่อย่างกว้างขวาง กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำหรับนักแข่ง ด้วยการสร้าง Impact Speed Park ขึ้นมา ซึ่งในปี 2569 นี้ สนามโกคาร์ทแห่งนี้ได้เปิดดำเนินการมา 11 ปีแล้ว คุณพอลล์ได้บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของการเริ่มต้นทำสนาม ว่ามาจากการที่เคยได้พูดคุยกับนักแข่งรถคนหนึ่งที่เปรยขึ้นมาว่า “ในไทยไม่มีสนามโกคาร์ทดี ๆ เหลืออยู่เลย หลังจากที่สนามแดนเนรมิตปิดตัวไป ขณะเดียวกัน พื้นที่ของเมืองทองนั้นใหญ่โต แถมยังมีที่จอดรถ น่าจะทำสนามโกคาร์ทขึ้นมา”
สำหรับไอเดียเริ่มต้นในการทำสนาม มีการพูดคุยกันว่าจะนำยางรถยนต์มาวางกั้นเป็นช่อง ๆ บนลานจอดรถ เท่านี้ก็น่าจะเป็นสนามโกคาร์ทได้แล้ว แต่ตัวคุณพอลล์เองมองว่าไหน ๆ ก็คิดจะทำแล้ว ควรจะทำให้ออกมาดี ๆ เลยดีกว่า บวกกับการเห็นช่องว่างในตลาด จึงตั้งใจลงทุนทำสนามโกคาร์ทให้ได้มาตรฐานและออกมาดีที่สุด
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สนามโกคาร์ท Impact Speed Park จึงได้กลายเป็นพื้นที่สำหรับสร้างคุณค่าและนักแข่งหน้าใหม่ให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยไม่น้อย เมื่อสนามแห่งนี้เคยต้อนรับนักแข่งระดับโลกจากรายการ Formula 1 (F1) ทั้ง Kimi Räikkönen และ Alex Albon มาแล้ว นำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวงการจากการเป็นเจ้าของสถานที่
ทว่าในฐานะผู้ที่ปลุกปั้นสนามแห่งนี้และมองในอีกมุม สิ่งที่น่าภูมิใจยิ่งกว่าคือ นักแข่งชาวไทยหลายคนที่โลดแล่นอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตปัจจุบัน เริ่มต้นฝึกฝนและเติบโตมาจากสนามโกคาร์ทแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ไทโย-ไทโย ฟลีเก้น”, “เตเต้-ศุภกิตต์ เจนจิตรานันท์”, “ต้าร์-อนันต์ธร ตั้งเนียรนาทชัย” หรือ “เจม-นันทวุฒิ ภิรมย์ภักดี” และเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่วงการ หลังจากที่พวกเขาเริ่มต้นจาก Impact Speed Park
เมื่อถามถึงโอกาสที่ Impact Speed Park จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโกคาร์ทชิงแชมป์โลกว่าพอจะเป็นไปได้หรือไม่ ในเมื่อรถคาร์ทเองก็มีการจัดการแข่งขันระดับชิงแชมป์โลก และนักแข่งไทย “เอ็นโซ่-สุภาวีระ ธารวณิชกุล” ก็เป็นแชมป์โลก คุณพอลล์ตอบว่า “ไม่ปฏิเสธ” หากมีโอกาสและมีพันธมิตรร่วมจัด ก็ยินดีที่จะเตรียมตัวในส่วนที่สามารถทำได้ และพร้อมจะเนรมิตพื้นที่ลานจอดรถเพื่อรองรับการแข่งขันระดับสากล และยังทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนให้เหล่าผู้จัดที่สนใจ สามารถติดต่อเข้ามาได้เลย
ส่วนการจัดงาน Impact Speed Fest ที่ได้ต้นแบบมาจาก Goodwood ที่อังกฤษนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่เราจะเห็นรถระดับ Formula 1 ในยุคเก่า ๆ เช่น เครื่อง V8 เครื่อง V10 มาวิ่งในงาน Impact Speed Fest คุณพอลล์ก็ยอมรับว่าต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่าจะต้องมีให้ได้ หากไม่มีเป้าหมายก็คงไม่มีวันได้เห็น แต่การจะสตาร์ตรถแบบนี้สักครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่าย ในปีนี้ทำได้เพียงนำรถ F1 มาจอดได้ทั้งหมด 2 คัน เป็น Red Bull 1 คัน และ Toro Rosso 1 คัน ซึ่งหากมีโอกาสเมื่อไรก็พร้อมที่คว้าไว้ทันที เพื่อให้ในวันหนึ่ง Impact Speed Fest จะมีรถ F1 มาวิ่งโชว์ และพูดขำ ๆ ว่าอาจจะมีรถถังมาวิ่งโชว์ด้วยก็ได้
ระดับความหลงใหลในรถยนต์ เต็ม 10 ไปเลย!
ในเรื่องความบ้ารถนั้น คุณพอลล์ยอมรับว่าระดับความคลั่งไคล้รถยนต์ของตนเอง หากเต็ม 10 ก็ให้สูงเต็ม 10 เลย เนื่องจากตนเองเติบโตและสะสมความชอบเรื่องรถมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้คลั่งไคล้มากเท่าทุกวันนี้ เมื่อก่อนอาจจะแค่หยิบนิตยสารรถยนต์มาเปิดดูเปิดอ่าน และเพราะยังเด็กเกินไปจึงไม่รู้ว่ารถรุ่นไหนแบบไหน ทว่าช่วงที่โตขึ้นมา เริ่มขับรถเป็น เริ่มมีใบขับขี่ ความชอบนี้ก็เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น โดยรุ่นรถที่เห็นแล้วรู้สึกตื่นเต้นก็จะมี Honda CR-Z กับ Ford Carpri
ส่วนรถที่จอดอยู่ในร้านกาแฟ 6 Zero Garage & Roaster ซึ่งเป็นพื้นที่แฮงก์เอาต์และคอมมูนิตี้สำหรับคนรักรถ ที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นสถานที่รวมตัวคนที่ชื่นชอบความเร็วและรถยนต์คลาสสิก เป็นรถที่หาซื้อมาเองทั้งหมดด้วยความชอบ และค่อย ๆ สะสมมาเรื่อย ๆ ไม่ใช้รถที่ตกทอดมา ซึ่งแต่ละคันมีเรื่องราวและคุณค่าทางจิตใจแตกต่างกันออกไป มีหลายแบรนด์หลายรุ่น เพียงแต่เมื่อก่อนจะเน้นรถยุโรปอย่าง Porsche เป็นหลัก แต่หลัง ๆ ได้สัมผัสเรื่อง JDM มากขึ้น เลยหันมาเน้นที่ JDM แทน
ประสบการณ์ในสนามแข่งของนักแข่งชื่อ “พอลล์”
นอกจากจะป็นผู้บริหารแล้ว คุณพอลล์ยังลงแข่งขันในรายการแข่งรถอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะของ Thailand Super Series รายการ Eighty-Six Challenge ซึ่งก็มีประสบการณ์สนุก ๆ อยู่ไม่น้อย แต่ที่ต่างออกไปคือทัศนคติ จากที่เมื่อก่อนเคยคิดว่าตนเองต้องขับ GT3 ต้องขับ Porsche หรือขับ Ferrari เท่านั้น แต่หลัง ๆ เริ่มค้นพบว่าไม่ว่าจะขับรถรุ่นไหนแบรนด์ไหนก็มีความสุขได้เหมือนกัน ทุกวันนี้ให้ขับ City ก็ยังได้ เพราะถ้ารถถูกเซ็ตได้ดีในระดับหนึ่งอย่างไรก็ขับได้สนุก และทำให้นักขับก็อยากจะลอง อยากมีโอกาสสัมผัส สมมติที่สนามบุรีรัมย์ อยากรู้ว่าการวิ่งเข้าโค้งสี่ ด้วยความเร็วเกิน 200 กม./ชม. ความรู้สึกจะเป็นอย่างไร หรือเข้าโค้งด้วยความเร็ว 180 กม./ชม. กับรถที่เล็กกว่า จะหวาดเสียวแค่ไหน ก็สนุกได้ทุกแบบ
และเมื่อถูกถามถึงความเชื่อหลังพวงมาลัย ว่าสำหรับนักแข่งที่ชื่อ “พอลล์ กาญจนพาสน์” ก่อนลงสนามแข่งจะทำอะไร คุณพอลล์ตอบว่าตนเองชอบสวดมนต์ก่อนสตาร์ตรถ แม้จะรู้ตัวเองดีว่าตนเองไม่ใช่นักแข่งที่ฝีมือดีหรือผลงานดีแบบนักแข่งอาชีพ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็อยากจะขับขี่ปลอดภัยไว้ก่อนก็เท่านั้น
ส่วนในอนาคต นอกจากเรื่องที่จะยังลงแข่งขันในรายการ Eighty-Six Challenge แล้ว คุณพอลล์ยังมีแผนที่จะไปซื้อรถกระบะของ Toyota มาทำเป็นรถดริฟต์ เป้าหมายคืออยากหัดดริฟต์เล่น ๆ ไม่ใช่ลงแข่ง อยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร แต่ถ้าได้ทำเป็นรถดริฟต์ขึ้นมาจริง ๆ ก็มีแผนต่อว่าจะให้คนอื่นนำรถนี้ไปลงแข่งดริฟต์ ทั้งสนามในบ้านเราหรือที่ต่างประเทศก็ได้ แต่ต้องดูสถานการณ์ต่อไป เพราะโดยส่วนตัวอยากเห็นคนที่อาจจะไม่ได้มีโอกาสมากนัก มีโอกาสได้ไปทำอะไรที่เขามีความสามารถ ฉะนั้น จึงอยากให้รอดูว่าในอนาคต อาจจะได้เห็นโลโก้ของอิมแพ็คไปอยู่บนรถกระบะ รถดริฟต์ หรือทีมแข่งดริฟต์ของคนไทยที่ขับลงสนามแข่งก็ได้ คุณพอลล์จึงเปรยว่าถ้าอย่างนั้น สัปดาหห์หน้าจะไปซื้อรถแล้ว!
ใครจะคิดกันว่าผู้บริหารโครงการเมืองทองธานี ผู้ซึ่งดูแลทั้งศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม IMPACT เมืองทองธานี โครงการที่อยู่อาศัย ทั้งคอนโดมิเนียมและทาวน์โฮม พื้นที่ค้าปลีกในเมืองทองธานี และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เบื้องหลังจะเป็นชายที่บ้ารถแบบเต็มสปีดขนาดนี้ ซึ่งความหลงใหลในรถของเขา ก็ถูกนำมาต่อยอดสู่การสร้างสนามมอเตอร์สปอร์ตที่เป็นมากกว่าสนามแข่งอย่าง Impact Speed Park พื้นที่ปลุกปั้นนักแข่งหน้าใหม่ของวงการมอเตอร์สปอร์ต ทั้งยังเตรียมโปรเจกต์พิเศษสุดอลังการสำหรับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยด้วย โปรเจกต์นี้จะเดินหน้าต่อในทิศทางใด ต้องติดตามกันต่อไป!




























