Home Work & Living Living “ประชาคมอาเซียน” กับบทบาทในฐานะองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค

“ประชาคมอาเซียน” กับบทบาทในฐานะองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค

เป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ที่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) โดยมีเป้าหมายเพื่อรวมกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ที่มีดินแดนอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยสามเสาหลัก อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องที่ใครหลายคนอาจจะลืม ๆ ไปแล้วว่าไทยเป็นสมาชิกของประชาคมนี้อยู่ หรือจริง ๆ อาจมีบางคนที่ไม่เคยทราบมาก่อนเลยก็ได้ว่าไทยเราเข้าร่วมในประชาคมอาเซียน ซึ่งมีชาติสมาชิกในประชาคมอีก 9 ชาติ เพราะที่ผ่านมา บทบาทของประชาคมอาเซียนนั้น มีผลประโยชน์ที่ส่งผลต่อการรับรู้และสัมผัสได้ของประชาชนในระดับชาวบ้านค่อนข้างน้อยมากทีเดียว

ว่าด้วยเรื่องราวของอาเซียน

เท้าความถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่จะมีการจัดตั้งประชาคมอาเซียนขึ้นอย่างเป็นทางการสักเล็กน้อย ประชาคมอาเซียน เกิดจากการรวมตัวของ 10 ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกพัฒนามาจากการเป็นสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations: ASEAN) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) ในช่วงแรกมี 5 ประเทศสมาชิก ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย กระทั่งต่อมาได้มีประเทศสมาชิกอื่น ๆ เข้าร่วมเพิ่มเติม ได้แก่ บรูไน (พ.ศ. 2527), เวียดนาม (พ.ศ. 2538), ลาวและพม่า (พ.ศ. 2540) และกัมพูชา (พ.ศ. 2542)

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน เป็นองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและความมั่นคงทางการเมือง การเจริญเติบโตทางการค้าและทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการพัฒนาทางสังคมของประเทศสมาชิก

อาเซียนมีพัฒนาการต่อเนื่องมาเป็นลำดับ โดยเริ่มต้นจากความร่วมมือด้านความมั่นคงเป็นส่วนใหญ่ แต่หลังจากภูมิภาคอาเซียนมีความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้น จึงเปลี่ยนความสนใจมาเน้นที่เรื่องเศรษฐกิจ และเป็นที่มาของการจัดตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (ASEAN Economic Community: AEC) หนึ่งในสามเสาหลักของประชาคมอาเซียน ในปีพ.ศ. 2560 ขนาดเศรษฐกิจของอาเซียนรวมกันใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลก มีประชากรประมาณ 663.8 ล้านคน ในปีพ.ศ. 2564 อาเซียนมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) รวมกันกว่า 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 115 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.5 ของ GDP โลก (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย)

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2568 ทำให้คำว่า “อาเซียน” ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากอีกครั้ง จนหลายคนเริ่มนึกขึ้นได้ว่าทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซียน ซึ่งนอกจากการเจรจาแบบทวิภาคีระหว่าง 2 ประเทศแล้ว ก็น่าจะใช้ประโยชน์จากกลไกอาเซียนเป็นอีกหนึ่งหนทางในการเจรจาได้ ดังเช่นการเจรจาหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ผู้นำไทยและผู้นำกัมพูชา บินไปพบและเจรจากันที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียนคนปัจจุบัน เป็นคนกลาง

แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้อะไรมาก่อนเกี่ยวกับอาเซียน ก็คงจะนึกสงสัยว่าทำไมมาเลเซียเข้ามาเกี่ยวอะไรด้วย ทำไมถึงต้องเข้ามามีบทบาทในความขัดแย้งของไทย-กัมพูชา ด้วย หรือทำไมต้องไปคุยกันที่มาเลเซีย ทำไมต้องให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นคนกลาง มีนัยยะแอบแฝงอะไรหรือไม่ รวมถึงองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างอาเซียนนี้ มีขอบเขตอะไรบ้าง

3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน

ประชาคมอาเซียน ในฐานะองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค มีขอบเขตความร่วมมือที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน โดยหลัก ๆ จะแบ่งเป็น 3 เสาหลัก (Three Pillars) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่ชัดเจน คือ

1. ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community – APSC)

ความมั่นคง และเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนจึงเป็นเสาหลักความร่วมมือหนึ่งในสามเสาหลักที่เน้นการรวมตัวของอาเซียนเพื่อสร้างความมั่นใจ เสถียรภาพ และสันติภาพ ในภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนในอาเซียนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และปราศจากภัยคุกคามด้านการทหาร และภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ฯลฯ ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียนมีเป้าหมาย 3 ประการ คือ

  • สร้างประชาคมให้มีค่านิยมร่วมกันในเรื่องของการเคารพความหลากหลายของแนวคิด และส่งเสริมให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของนโยบาย และกิจกรรมภายใต้เสาการเมืองและความมั่นคง
  • ให้อาเซียนสามารถเผชิญกับภัยคุกคามความมั่นคงในรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ และส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์
  • ให้อาเซียนมีปฎิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และสร้างสรรค์กับประชาคมโลก โดยอาเซียนมีบทบาทเป็นผู้นำในภูมิภาค และจะช่วยส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค นอกจากการมีเสถียรภาพทางการเมืองของภูมิภาคแล้ว ผลลัพธ์ประการสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ก็คือ การที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะมีกลไกและเครื่องมือที่ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งด้านการเมืองระหว่างรัฐสมาชิกกับรัฐสมาชิกด้วยกันเอง ซึ่งจะต้องแก้ไขโดยสันติวิธี หรือปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง เช่น การก่อการร้าย การลักลอบค้ายาเสพติด ปัญหาโจรสลัด และอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นต้น

2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC)

ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศที่มีการแข่งขันสูงส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับตัวเองเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงการรวมกลุ่มการค้ากันของประเทศต่าง ๆ อาทิ สหภาพยุโรป และเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบให้จัดตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน” ภายในปี 2558 มีประสงค์ที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้ โดย

  • มุ่งที่จะจัดตั้งให้อาเซียนเป็นตลาดเดียว และเป็นฐานการผลิตร่วมกัน
  • มุ่งให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้า การบริการ การลงทุน แรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิก โดยเสรี
  • ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV) เพื่อลดช่องว่างของระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิกอาเซียน และช่วยให้ประเทศสมาชิกเหล่านี้ เข้าร่วมในกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน ส่งเสริมให้อาเซียนสามารถรวมตัวเข้ากับประชาคมโลกได้อย่างไม่อยู่ในภาวะที่เสียเปรียบ และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน
  • ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคม กรอบความร่วมมือด้านกฎหมาย การพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือ ประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขยายปริมาณการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศที่สาม สร้างอำนาจการต่อรองและศักยภาพในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจโลก เพิ่มสวัสดิการและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนของประเทศสมาชิกอาเซียน

3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC)

มีเป้าหมายให้อาเซียนเป็น ประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียน โดยมีแผนปฏิบัติการด้านสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ระบุอยู่ในแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์ ซึ่งประกอบด้วยความร่วมมือใน 6 ด้าน ได้แก่

  • การพัฒนามนุษย์ ส่งเสริมการศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถของประชากรอาเซียน
  • การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม พัฒนานโยบายและโครงการที่ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางสังคม สุขภาพ และสวัสดิการสำหรับประชาชนทุกคน
  • สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และความเท่าเทียมกันในสังคม
  • ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน ส่งเสริมความเข้าใจร่วมกันในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และคุณค่าของภูมิภาค เพื่อสร้างอัตลักษณ์อาเซียนที่เข้มแข็ง
  • การลดช่องว่างทางการพัฒนา สนับสนุนโครงการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศสมาชิก

นี่คือคำตอบว่า “มาเลเซีย” เกี่ยวข้องอะไรในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

การที่มาเลเซียเสนอตัวเข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของไทยและกัมพูชา แท้จริงแล้วมันคือกลไกของประชาคมอาเซียนตามกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) หมวด 8 การระงับข้อพิพาท ตามเสาหลักด้านประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community – APSC) ที่ส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกมีปฏิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น โดยเฉพาะหากเกิดความขัดแย้งด้านการเมืองระหว่างรัฐสมาชิกกับรัฐสมาชิกด้วยกันเอง จะต้องแก้ไขโดยสันติวิธี ซึ่งก็คือการตั้งโต๊ะเจรจา ส่งเสริมการพูดคุย ปรึกษาหารือ และกลไกการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ โดยเคารพในเอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และอัตลักษณ์แห่งชาติของรัฐสมาชิก

การเป็นคนกลางของผู้นำมาเลเซีย เป็นหน้าที่ในฐานะประธานอาเซียนคนปัจจุบัน ซึ่งประธานอาเซียนเป็นตําแหน่งสูงสุดของอาเซียน เกิดขึ้นโดยผู้นําประเทศในกลุ่มอาเซียนต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นวาระละ 1 ปีสลับกันไปเรื่อย ๆ บทบาทของมาเลเซียในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามใช้เวทีอาเซียนเพื่อแสดงจุดยืนว่าอาเซียนควรเป็น “ผู้รักษาสันติภาพในภูมิภาค” การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในภูมิภาคด้วยกลไกของตนเอง โดยมุ่งเน้นการใช้แนวทางสันติวิธี การเจรจา และการสร้างความไว้วางใจ เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติและส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาคโดยรวมให้มีความมั่นคง ให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุข