หลังจากที่ปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยกระดับความรุนแรงเป็นการปะทะกันเมื่อเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม จนถึงวันนี้ แม้จะมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นที่เรียบร้อย เสียงปืน เสียงระเบิดในพื้นที่การดวลอาวุธเงียบลง แต่สงครามที่เกิดขึ้นบนออนไลน์ยังคงดำเนินต่อไป ดังที่ผู้อ่านหลาย ๆ ท่านน่าจะได้เห็นการปะทะกันทั้งทางคารมและข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อย่างดุเดือด ของชาวเน็ตคู่สงคราม 2 สัญชาติ ไทย-กัมพูชา และอาจมีชาวบ้านป้าข้างบ้านเป็นชาวเน็ตสัญชาติอื่น ๆ เข้ามาร่วมวงด้วยประปราย
สงครามบนโลกออนไลน์ที่เราสามารถพบเจอได้ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีตั้งแต่ข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนต่าง ๆ มากมาย รวมถึงโพสต์ในลักษณะของการยั่วยุอารมณ์ การกล่าวโทษ และการด่าทอกันไปมาระหว่างชาวเน็ต 2 สัญชาติ ผ่านทางแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เมื่อเราพบเห็นข้อมูลในลักษณะดังกล่าว บางคนอาจมองว่าก็เป็นเพียงการนำเสนอข่าวทั่ว ๆ ไปเพื่อให้เกิดการรับรู้ และก็คงเป็นเรื่องปกติของการปะทะอารมณ์กันของชาวเน็ตที่มีความคิดความเห็นแตกต่างกัน ยิ่งมีปัญหาระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง การด่ากันไปมาก็ยิ่งเป็นเรื่องที่สุดแสนจะธรรมดา แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่เราเห็นอยู่นี้เป็นการทำ สงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) ที่น่ากลัวกว่าที่คิด
สงครามข้อมูลข่าวสาร คืออะไร
สงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) คือการใช้ข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์หรือยุทธวิธี เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่ต่อสู้ หรือเพื่อสร้างผลกระทบต่อความคิด การตัดสินใจ และพฤติกรรมของเป้าหมาย โดยอาจเป็นรัฐบาล องค์กร หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พูดง่าย ๆ ก็คือ มันคือการใช้ ข้อมูล หรือ สารสนเทศ เป็นเครื่องมือและ “อาวุธ” ในการต่อสู้ เพื่อให้ได้เปรียบในด้านการทหาร การเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่ในสังคม โดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธจริงเลยด้วยซ้ำ
นี่แหละคือความน่ากลัวของสงครามข่าวสาร เพราะมันคือการทำสงครามที่ดำเนินกาด้วยเจตนาในการจัดการ ปล่อย บิดเบือน หรือทำลายข้อมูล เพื่อให้ศัตรูเสียเปรียบ และฝ่ายตนได้เปรียบ ทั้งในด้านจิตใจ ความคิด ความเชื่อ หรือการตัดสินใจ ผลลัพธ์อาจเทียบเท่ากับสงครามที่มีการต่อสู้กันจริง ๆ ทั้งที่ไม่มีการใช้อาวุธจริงอะไรเลยนอกจากข้อมูล และเครื่องมือในการเขียน (บริบทปัจจุบันคือการใช้เทคโนโลยีสร้าง) ข้อมูลนั้น ๆ ขึ้นมา
การทำสงครามข้อมูลข่าวสารไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่มนุษย์ยังใช้ดินสอหรือปากกาในการเขียนข่าวขึ้นมา หลายคนอาจจะเคยได้ยินสำนวนภาษอังกฤษที่ว่า “The pen is mightier than the sword“ แปลตรงตัวได้ว่า “ปากกาทรงพลังยิ่งกว่าดาบ” สำนวนนี้มีที่มาจากบทละครเวทีเรื่อง Richelieu; Or the Conspiracy ของ Edward Bulwer-Lytton นักประพันธ์ชาวอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1839 ซึ่งแม้ว่า Edward Bulwer-Lytton จะเป็นผู้ที่ทำให้สำนวนนี้โด่งดัง แต่แนวคิดเบื้องหลังสำนวนนี้ก็มีมานานแล้วในประวัติศาสตร์ โดยสะท้อนถึงพลังของคำพูดและความรู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ล้ำลึกกว่าพลังทางการทหาร
สำนวนนี้มีความหมายที่ลึกซึ้ง เนื่องจาก “ปากกา” และ “ดาบ” ไม่ได้มีความหมายตรงตัว แต่เป็นการใช้โวหารภาพพจน์แบบอุปมาและนามนัย โดยใช้ “ปากกา” แทนความคิดที่สื่อออกมาเป็นตัวหนังสือ หรือเปรียบเหมือนข้อมูลข่าวสารที่มีอิทธิพลในการโน้มน้าใจ ส่วน “ดาบ” แทนอาวุธที่ใช้ในสนามรบ หรือเปรียบเหมือนการทำสงครามด้วยกำลังทหาร ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า การเขียนสามารถเปลี่ยนความคิดเห็นของคนได้ในวงกว้าง และมีอิทธิพลที่จะทำร้ายคนได้มากกว่าความรุนแรงหรือสงคราม เพราะตัวหนังสือและความคิดนั้นเป็นอมตะ ในขณะที่แผลอันเกิดจากอาวุธนั้นสามารถรักษาให้หายได้ และไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหน แต่สงครามมันก็มีวันสิ้นสุดลงในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในยุคดิจิทัลเช่นทุกวันนี้ สงครามข้อมูลข่าวสารถูกวิวัฒนาการขึ้นมาจากสื่อสิ่งพิมพ์หรือใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อ ดังนั้น “ปากกา” จะหมายความรวมไปถึง “แป้นพิมพ์” “หน้าจอ” และ “โซเชียลมีเดีย” ที่ใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน (disinformation) หรือข่าวปลอม (fake news) ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายและสั่นคลอนสังคมได้เช่นกัน สะท้อนถึงพลังและความรุนแรงของมันในอีกด้านหนึ่ง ในขณะที่ “ดาบ” ก็ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารต่าง ๆ ที่มีอำนาจทำลายล้างในทางกายภาพ
สิ่งคือสิ่งที่น่ากลัวในทุกวันนี้ เพราะ อำนาจจะอยู่มือของผู้ที่สามารถควบคุมข้อมูล สื่อ และเรื่องเล่าได้ ว่าต้องการให้ชาวโลกรับรู้อะไร ไม่ใช่แค่ผู้ที่ถืออาวุธหนักและมีชัยชนะในสมรภูมิจริง ดังนั้น สงครามข่าวสาร จึงเป็นหนึ่งในอาวุธทรงพลังที่สุดในยุคปัจจุบัน มีอิทธิพลในการสื่อสารที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างลึกซึ้งและยั่งยืนเสียยิ่งกว่าการใช้ความรุนแรงในทางกายภาพ
การทำสงครามข่าวสารในความขัดแย้งไทย-กัมพูชาครั้งนี้
ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาครั้งล่าสุดนี้ เราจะเห็นว่า “โซเชียลมีเดีย” คืออาวุธที่น่ากลัวและมีอำนาจทำลายล้างยิ่งกว่าอาวุธหนักที่ใช้กันในกองทัพเสียอีก จากข้อเท็จจริงที่เห็นก็คือ สมรรถนะทางการทหารของกัมพูชาที่เมื่อเทียบกับไทยแล้ว อย่างไรก็ไม่มีทางเอาชนะได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ “ทำไมกัมพูชาไม่ยอมหยุด” และในขณะเดียวกัน ทางฝั่งกัมพูชากลับมีการระดมสรรพกำลังสแกมเมอร์ที่มีในศูนย์กลางสแกมเมอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้เปลี่ยนบทบาทจากมิจฉาชีพมาเป็นนักรบไซเบอร์ ลงสนามทำสงครามข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มกำลัง
ข้อมูลจากอาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกา ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการข่าวข้นคนข่าว ช่อง NationTV คืนวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2568 ระบุว่าการปะทะบริเวณชายแดนครั้งนี้ “โซเชียลมีเดีย” ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำสงครามข่าวสารอย่างหนักหน่วง จากภาพที่ค่อนข้างแน่ชัด ว่าในระยะยาว กองทัพกัมพูชาไม่มีทางเอาชนะกองทัพไทยที่มีสมรรถนะทางการทหารเหนือกว่าแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ ซึ่งถ้าวิเคราะห์ดี ๆ เราก็จะพอมองออกว่าในเมื่อเอาชนะทางการทหารไม่ได้ กัมพูชาก็ต้องพยายามเอาชนะ “ในเรื่องอื่น” มากกว่า
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อพิจารณาจากทิศทางการทำสงครามข้อมูลข่าวสารของทางกัมพูชาแล้ว นี่แหละคือสิ่งที่ทางกัมพูชากำลังเดินเกมเพื่อเอาชนะ โดยที่ทางกัมพูชาจะนำหน้าไทยเราอยู่ก้าวหนึ่งตลอดในการสื่อสารข่าวต่าง ๆ โดยพวกเขาใช้ “ภาพลักษณ์การต่อสู้ทางการทหารที่ด้อยกว่า (ภาพความพยายามต่อสู้เพื่ออธิปไตยของประเทศแบบสู้เท่าที่สู้ไหว) และภาพความเสียหาย” เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า “กัมพูชาคือเหยื่อที่ถูกรังแก” โดยประเทศไทย เพื่อดึงประเทศมหาอำนาจที่เหนือกว่าไทยมาหนุนหลัง รวมถึงให้องค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมในสมการไม่ทางใดทางหนึ่ง
ดังจะเห็นจากข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ทางการกัมพูชาพยายามสื่อสารออกมา (ไม่นับข่าวปั่นจากสื่อและชาวเน็ตกัมพูชา) ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะนำเสนอภาพความเหลื่อมล้ำว่าโดนโจมตีจากไทย ประเทศที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารที่ดีกว่า มีเศรษฐกิจที่มั่นคงกว่า แต่ก็ยังจะมารังแกกัมพูชาแบบทำเกินกว่าเหตุ มีการโจมตีชาวบ้าน และโบราณสถาน (เอาภาพที่เกิดในไทยไปใช้ด้วย) พยายามประณาม และประจานสิ่งที่ประเทศไทยทำว่าร้ายกาจและรุนแรงต่อประเทศเล็ก ๆ ที่สมรรถนะทางการทหารด้อยกว่า แต่ก็ยังมีศักยภาพมากพอในการการพยายามสู้อย่างสุดความสามารถเพื่อขจัดภัยคุกคาม
ส่วนข่าวปั่นประสาทจากทางฝั่งของสื่อและที่ชาวเน็ตกัมพูชาเล่นกัน มักจะเป็นภาพความยิ่งใหญ่ของกองทัพกัมพูชา ศักยภาพทางการทหารที่เก่งกล้าสามารถเกินจริง เช่น สามารถยิงเครื่องบินขับไล่ F16 ของไทยทิ้งได้เป็นว่าเล่น เชื่อว่าอันดับระดับโลกของกองทัพกัมพูชานั้นอยู่สูงกว่ากองทัพไทย อ้างว่าสามารถโจมตีฐานทัพหรือคลังอาวุธของไทยได้สำเร็จ อ้างว่าสามารถเข้ายึดพื้นที่พิพาทนั้นนี้ได้แล้วหลังจากการปะทะ อ้างว่าได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากมหาอำนาจ อ้างว่ากองทัพกัมพูชามีอาวุธลับที่น่ากลัว หรือเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน และเตรียมนำออกมาใช้ แม้กระทั่งปล่อยข่าวว่าผู้นำกองทัพคนสำคัญของไทยเสียชีวิตระหว่างเหตุปะทะก็มี ฯลฯ
แม้ว่ามันอาจจะดูเป็นมุกขำขันของชาวเน็ตไทย แต่ชาวเน็ตฝั่งกัมพูชานั้นมีคนเชื่อข่าวปลอมในลักษณะนี้จริง ๆ เพราะแท้จริงแล้วเจตนาในการปล่อยข่าวปลอมลักษณะนี้ ทำไปเพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจหรือบิดเบือนข้อมูลศักยภาพของกองทัพ ปลุกระดมความเป็นชาตินิยมแบบสุดโต่งว่าเราจะไม่แพ้ กระตุ้นความฮึกเหิมให้เพื่อนร่วมชาติช่วยกันแชร์ข่าวออกไปเยอะ ๆ เพื่อยั่วยุให้ชาวเน็ตไทยตามเข้าไปคอมเมนต์ จากนั้นจะได้มีการปะทะคารมกัน ดึงคนไทยไปแขวนให้ทัวร์มาลง และทำสื่อปลอม ๆ ล้อเลียนหรือด่าคนไทยเพื่อความสนุกปากและสะใจส่วนตัว
สงครามข้อมูลข่าวสารที่ทางกัมพูชาทำ ค่อนข้างเป็นไปได้อย่างสวยงาม ในขณะที่ไทยเราต้องตามหลังไล่แก้ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนที่ทางฝั่งกัมพูชานำเสนอออกมาแบบวันต่อวัน มีน้อยมากที่เราชิงนำเสนอก่อน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ากัมพูชาวางแผนในเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำ ที่ล้วนแล้วแต่มีประวัติโชกโชนในการทำโฆษณาชวนเชื่อ พวกเขาเชี่ยวชาญในการสร้างประเด็น แล้วนำเสนอผ่านเวทีโซเชียลมีเดีย เพราะพวกเขารู้ดีเกี่ยวกับลักษณะธรรมชาติของผู้บริโภคข่าวจากโซเชียลมีเดีย คนส่วนใหญ่จะสนใจรายละเอียดและข้อเท็จจริงน้อยมาก (เน้นเสพข่าวแค่เพียงรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น) พวกเขาจึงเน้นการนำเสนอข่าวให้เร็ว เสนอก่อน เพื่อให้คนได้รับข้อมูลชุดนี้ก่อน เพิ่มโอกาสที่จะเชื่อ
ชัยชนะของการปะทะกันในครั้งนี้ ไม่ได้วัดกันแค่กำลังรบในสนามรบ แต่วัดกันที่ความสามารถในการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร เพื่อช่วงชิงความชอบธรรมในสายตานานาชาติ แน่นอนว่าในสายตาคนไทย เรารับรู้มาโดยตลอดว่าข่าวของกัมพูชามีแต่ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน แต่ในสายตาของชาวโลกที่เขาติดตามความขัดแย้งในอีกซีกโลก เขาไม่ได้รับรู้ว่าพื้นเพของประเทศไหนมีนิสัยอะไรยังไง และเขาไม่มีทางรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงแบบ 100% เขารับรู้ได้แค่จากการเสพข่าวที่ถูกนำเสนอ นี่จึงเป็นการเดินเกมของทางกัมพูชาที่สร้างสถานการณ์ให้โลกเห็นว่ากัมพูชาเป็นผู้ถูกรุกราน โดยไม่สนใจว่าจะสื่อสารข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือน เน้นนำเสนอภาพการถูกกระทำออกไปก็พอ
กัมพูชาต้องการอะไร
เป็นภาพที่ชัดเจนว่าทางกัมพูชาต้องการ “รับบทเป็นเหยื่อที่โดนไทยรุกราน และผู้นำของกัมพูชาคือฮีโร่ที่ต่อต้านผู้รุกราน” ภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารที่คนไทยภาคภูมิใจ แต่เมื่อเราใช้ตอบโต้ทางกัมพูชา ความเหนือชั้นกว่าอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ไทยดูเหมือนผู้รุกรานที่ทำเกินกว่าเหตุ จนสูญเสียความชอบธรรมในสายตาของชาวโลก เพราะข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนจากทางกัมพูชา ทำให้โลกรับรู้แบบนั้น ภาพความเหลื่อมล้ำสามารถใส่ความไทยได้ว่าทำเกินกว่าเหตุและล้ำเส้น ทั้งที่อาวุธหนักที่กองทัพไทยงัดมาใช้ เราใช้เพราะถูกกัมพูชาบีบ (จากการยิงมั่วและโจมตีพลเรือน) ทว่า…ในสายตาชาวโลก เขาอาจจะไม่ได้สนใจ “จุดเริ่มต้น” มากขนาดนั้นก็ได้
นอกจากนี้ สิ่งที่ทางกัมพูชาค่อนข้างเร็วกว่าเรา คือการที่เขาใช้ปฏิบัติการข่าวสารเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา เข้าไปตั้งโพสต์ หรือคอมเมนต์ตามเพจสื่อต่างประเทศที่นำเสนอข่าวการปะทะ ปลอมตัวเป็นคนชาตินั้น ๆ ใช้ภาษานั้น ๆ เขียนด่าฝั่งไทย และอวยข้างกัมพูชา เพื่อให้เห็นว่าคนประเทศอื่นเข้าข้างกัมพูชาหมด หรือการที่มีการแปลข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษานำเสนอต่อสาธารณชน โดยหยิบยกเอาสิ่งที่ไทยเหนือกว่าไปใส่สีตีไข่เพิ่มให้ดูเหมือนว่าเราทำเกินกว่าเหตุ แล้วป่าวประกาศฟ้องโลกในลักษณะของการประณามและประจานฝั่งไทย เน้นย้ำภาพการถูกรังแกให้ชัดเจน ส่วนไทยที่ต้องคอยมาแก้ข่าว ก็จะถูกใส่ความกลับมาว่าเป็นการแก้ตัว
การทุ่มทรัพยากรไปกับการทำสงครามข้อมูลข่าวสารผ่านทางออนไลน์แบบที่กัมพูชาทำอยู่นี้ ถือได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์การทำสงครามยุคใหม่ที่ทำควบคู่ไปกับสงครามในสมรภูมิจริง เพราะเทคโนโลยีและสมาร์ตโฟน “อยู่ในมือของทุกคน” พวกเขาหวังผลให้ชัยชนะบนสื่อออนไลน์ไม่ใช่แค่ชนะในโลกเสมือนบนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่เป็นชัยชนะบนสมรภูมิจริงด้วย สงครามยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่การรบในสนามรบ แต่สื่อออนไลน์กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ช่วงชิงความได้เปรียบและความชอบธรรมจากผู้เสพข่าวจำนวนมหาศาลที่ต่างคนต่างความคิด และไม่ใช่ทุกคนที่จะเสพข่าวอย่างมีวิจารณญาณ
ข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดีย น่ากลัวแค่ไหน
การใช้ประโยชน์จากสมาร์ตโฟน เทคโนโลยี และโซเชียลมีเดียในการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะเผยแพร่ข่าวปลอมและข่าวบิดเบือน เพราะข้อมูลเท็จในโซเลียลมีเดียนั้นเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว แถมยังเข้าถึงผู้คนได้จำนวนมากในเวลาเดียวกัน รายงานของ MIT สถาบันการศึกษาและวิจัยที่มีชื่
เมื่อสมาร์ตโฟนทำงานร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลอื่น ๆ โดยเฉพาะ “โซเชียลมีเดีย” ที่สามารถเผยแพร่ข่าวไปสู่ผู้เสพข่าวทั่วโลกได้ในพริบตาด้วยปุ่มเดียว มันคือพลังที่เป็นได้ทั้งเครื่องมือสื่อสารและอาวุธ คอนเทนต์ที่บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสี ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้คน ดังนั้น สมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียจึงทำให้ขอบเขตของการทำสงครามเปลี่ยนไปจากเดิม และไม่แปลกที่กัมพูชาจะจึงเปิดแนวรบบนโซเชียลมีเดียเพื่อให้ร้ายไทย และเรียกคะแนนสงสารจากนานาชาติ เป็นเกมที่วางหมากไว้เหนือกว่า ในการสร้างภาพให้ชาวโลกเห็นว่าไทยคือผู้รุกราน
ดังนั้น แม้จะเป็นข้อมูลเท็จ แต่หากนำไปเผยแพร่อย่างมีประสิทธิภาพโดยมืออาชีพ ก็สามารถสร้างประโยชน์และความได้เปรียบให้กับฝ่ายที่สร้างข่าวได้อย่างต่อเนื่อง
อย่าตกเป็นเหยื่อ “สงครามข้อมูลข่าวสาร”
สงครามข้อมูลข่าวสาร มีหลายกลยุทธ์ ทั้งโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนข้อมูล ให้ข่าวลวง ทำปฏิบัติการจิตวิทยา แม้กระทั่งมีการโจมตีทางไซเบอร์ โดยหลัก ๆ จะมีการเผยแพร่ข้อมูลจำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น และต่อเนื่องจากหลากหลายช่องทาง โดยไม่สนใจความจริงหรือความสอดคล้องใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเป้าหมายของการทำสงครามข้อมูลข่าวสารก็คือ
- เพื่อสร้างความสับสน เมื่อมีข้อมูลที่ขัดแย้งกันมากมาย จะทำให้ผู้รับสารไม่สามารถแยกแยะความจริงออกจากความเท็จได้ และเริ่มลังเลว่าจะเชื่อข่าวจากฝ่ายไหนดี รวมถึงมีความไม่มั่นคงทางอารมณ์
- เพื่อครอบงำและเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้ผู้รับสารมุ่งความสนใจไปที่ข้อมูลข่าวสารที่กำลังถูกนำเสนอ แทนที่จะเป็นประเด็นที่แท้จริง
- เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อผู้รับสารลังเล ไม่รู้อะไรเรื่องจริง อะไรเรื่องโกหก ก็อาจจะเลือกเชื่อผิดฝั่ง ไม่เชื่อข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
- เพื่อบ่อนทำลายขวัญกำลังใจ ข่าวลือ ข่าวร้าย หรือข้อมูลที่ทำให้กำลังพลและประชาชนรู้สึกสิ้นหวัง เช่น ข่าวการพ่ายแพ้ของฝั่งตัวเอง ชัยชนะของฝั่งศัตรู ข่าวการทอดทิ้ง หรือข่าวการเสียชีวิตของผู้นำ สามารถบั่นทอนขวัญกำลังใจของทั้งทหารในสนามรบ ทำให้ประสิทธิภาพในการต่อสู้ถดถอยลง และทำให้ประชาชนที่รอฟังข่าวอยู่เบื้องหลังตื่นตระหนก เกิดความไม่มั่นคงทางอารมณ์ ท้อแท้ หดหู่ สิ้นหวัง
- เพื่อสร้างความแตกแยก เพราะข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน สามารถสร้างความสงสัย ความไม่ไว้วางใจ และความแตกแยกในสังคมได้ ทำให้คนในชาติหันมาต่อต้านกันเอง แทนที่จะรวมใจกันสู้กับศัตรู และอาจสร้างความไม่เชื่อใจต่อรัฐบาล กองทัพ หรือสื่อกระแสหลัก ผู้คนหันมาต่อต้าน ไม่ให้ความร่วมมือบองอย่างในภาวะสงคราม และอาจไปไกลได้ถึงขั้นปลุกปั่นให้เกิดการก่อความไม่สงบ ทำให้รัฐบาลต้องรับมือกับภัยคุกคามจากทั้งภายนอกและภายใน
- เพื่อสร้างภาพลักษณ์บิดเบือน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจใช้สงครามข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดี มีเหตุผล และชอบธรรม ขณะเดียวกันก็สร้างภาพลักษณ์ของฝ่ายตรงข้ามให้เป็นผู้ร้าย อาชญากรสงคราม หรือไม่น่าเชื่อถือ
- เพื่อควบคุมการเล่าเรื่อง การปั่นกระแสข้อมูลให้สังคมเชื่อในสิ่งที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการ จะทำให้สาธารณชนหลงกล มองสถานการณ์ไปในทิศทางที่ต้องการ ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนและรัฐบาล
- เพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์ ในระยะยาว สงครามข้อมูลข่าวสารที่ถูกป้อนข้อมูลกรอกหู หรือพยายามล้างสมอง สามารถบิดเบือนความทรงจำร่วมของสังคมเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสาเหตุของสงครามหรือความชอบธรรมของการกระทำต่าง ๆ ในรุ่นลูก รุ่นหลาน รุ่นเหลน
- เพื่อสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติ การใช้สงครามข้อมูลข่าวสารในรูปแบบของการโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber Warfare) เช่น การแฮกข้อมูลเพื่อขโมยความลับทางทหารหรือข้อมูลอ่อนไหว สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติได้ เนื่องจากข้อมูลรั่วไหลและปฏิบัติการลับ
- เพื่อสร้างบรรยากาศของความเครียดและความวิตกกังวล การรับรู้ข่าวสารที่รุนแรง ข่าวปลอม หรือข้อมูลที่น่าตกใจอย่างต่อเนื่อง สามารถทำให้ประชาชนเกิดความเครียด ความวิตกกังวล และความกลัวอย่างรุนแรง
หัวใจของการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร จะให้ความสำคัญกับ “ความเร็ว” มากกว่า “ความถูกต้อง” เพราะการเป็นคนแรกที่สร้างเรื่องราวขึ้นมา สามารถดึงดูดความสนใจหรือตอบสนองทางอารมณ์ต่อเหตุการณ์ได้ดีกว่า แม้ว่าข้อเท็จจริงจะยังไม่ปรากฏหรือยังไม่ครบถ้วนก็ตาม เน้นการทำซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยไม่หยุด จนเกิดเป็น “ความจริงลวงตา” จากนั้นก็ใช้ประโยชน์จากห้องเสียงสะท้อนในโซเชียลมีเดีย ที่ผู้รับสารจะเลือกเสพเฉพาะข้อมูลที่ตนเองอคติ และเชื่อไปแบบนั้น ตอกย้ำเรื่องเล่าเท็จ และทำให้ผู้คนเปิดรับข้อเท็จจริงอื่นน้อยลง






























