Home Interview Exclusive Talk : Pump Speed Pump Speed : “ปรีดา ตันเต็มทรัพย์” เบื้องหลังความสำเร็จและมาตรฐานระดับโลกของ Thailand Super Series

Pump Speed : “ปรีดา ตันเต็มทรัพย์” เบื้องหลังความสำเร็จและมาตรฐานระดับโลกของ Thailand Super Series

ช่วง Pump Speed จากรายการ World Of Speed ที่จะพาคุณผู้ชมทุกท่านไปพูดคุยแบบ Exclusive กับแขกรับเชิญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งเสมอไป เทปนี้พูดคุยกับตัวจริงแห่งวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย “คุณปรีดา ตันเต็มทรัพย์” จากอดีตนักแข่งรถฝีมือดี สู่บทบาท “ผู้จัดการแข่งขัน” กับตำแหน่ง รองประธานจัดการแข่งขัน The Super Series และ Thailand Super Series (TSS) รายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับสูงสุดของไทยและยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน!

การให้เกียรติมาเยือนสนาม World Of Speed ในครั้งนี้ คุณปรีดา จะมาเล่าถึงเบื้องหลังความสำเร็จของการจัดการแข่งขัน TSS และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการความเร็วไทยให้ผงาดสู่มาตรฐานสากล!

เส้นทางจาก “นักแข่งรถ” ผันตัวสู่เก้าอี้ “ผู้จัดการแข่งขัน”

คุณปรีดาเล่าย้อนถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทจากนักแข่งมาเป็นผู้จัด เรื่องราวเริ่มขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม 2012 เมื่อผู้จัดเดิมตัดสินใจยุติบทบาทผู้จัด ประกอบกับในเวลานั้นเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านสเปกรถ การแข่งขันครั้งก่อนหน้าเพิ่งลงทุนครั้งใหญ่กับรถแข่งไป จึงไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เพราะการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต รถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์กีฬาที่มีราคาสูงมาก ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้ในท้ายที่สุด คุณสนธยา คุณปลื้ม จึงได้มาทาบทามให้เขารับไม้ต่อในฐานะผู้จัดการแข่งขัน แม้จะยังไม่เคยมีประสบการณ์เบื้องหลังมาก่อนเลยก็ตาม

การพักจากการเป็นนักแข่งของ “ปรีดา ตันเต็มทรัพย์” เพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการแข่งขัน จึงไม่ใช่เรื่องง่าย! เพราะที่ผ่านมาเขาเป็นเพียงคนที่แค่เตรียมรถและลงแข่งเท่านั้น เขาไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการจัดการแข่งขันเลย ไม่ว่าจะเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังก็ตาม!

ในช่วงแรกที่เขาก้าวขาเข้าสู่วงการเบื้องหลัง คุณสนธยาได้ลงทุนส่งให้เขาไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการแข่งขันและนำมาปรับใช้ให้มีมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับมาตรฐานของสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) ช่วงเริ่มต้นอาจจะเป็นการเลียนแบบมา ทว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยตัวนักแข่งหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทย ไม่ได้มีความพร้อมมากขนาดที่จะปรับเปลี่ยนกันได้ทันที ที่สำคัญ มอเตอร์สปอร์ตไทยในขณะนั้นยังมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุน อุปกรณ์ความปลอดภัยตามมาตรฐาน FIA ทุกอย่างมีราคาสูงและมีอายุการใช้งานจำกัด เช่น ชุดแข่ง ชุดกันไฟ ถุงมือ ถุงคลุมศีรษะ หมวกกันน็อก รองเท้า หรืออุปกรณ์ป้องกันคอ (HANS) แม้สภาพจะยังดีแค่ไหน แต่ถ้าหมดอายุก็ต้องเปลี่ยนทันที เพราะมันไม่ปลอดภัยที่จะนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตอีกต่อไป

เมื่อมีมาตรฐาน FIA เข้ามาเกี่ยวข้อง กลายเป็นความจำเป็นที่จะต้องลงทุนเพื่อความปลอดภัย ทุกอย่างต้องเกินความจำเป็นไว้ก่อนเพื่อไม่ให้ขาดเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ต้องใช้ประโยชน์จากมันจริง ๆ การลงทุนด้านอุปกรณ์ความปลอดภัยจึงเปรียบเหมือนกับการซื้อประกันภัย ที่ไม่มีใครคาดหวังอยากจะใช้แต่ต้องมีไว้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ามอเตอร์สปอร์ตเป็นกีฬาที่อันตราย ทั้งความเร็ว การติดไฟ น้ำมันเชื้อเพลิง หรือการปะทะ การชน หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นมาอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยชีวิตของนักแข่ง ยกตัวอย่างอุบัติเหตุไฟไหม้รถของนักแข่งชาวฝรั่งเศส Romain Grosjean ที่รอดชีวิตมาได้ด้วยอุปกรณ์หล่านี้ อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ใช่ตัวนักแข่งที่จ่าย ผู้ที่จ่ายคือเจ้าของการแข่งขัน จึงต้องค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนแต่ละอย่างไปทีละน้อย

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จากคนที่เคยสนใจเพียงเตรียมรถและลงแข่ง กลายเป็นคนที่ต้องดูแลทั้งโครงสร้างการแข่งขัน กฎระเบียบ ความปลอดภัย และมาตรฐานระดับนานาชาติ การเปลี่ยนผ่านในครั้งนั้นทำให้เขาต้องเริ่มต้นศึกษาระบบของ Fédération Internationale de l’Automobile (FIA) และค่อย ๆ นำมาปรับใช้กับรายการ Thailand Super Series แม้ในปัจจุบัน คุณปรีดาจะนั่งในตำแหน่งผู้จัดการแข่งขันอย่างเต็มตัว ทว่าก็ไม่ได้ลาขาดจากที่นั่งหลังพวงมาลัย ยังคงลงแข่งขันบ้างตามโอกาส

ส่วนการจัดหมวดหมู่ของ TSS นั้น ปัจจุบันรายการได้แยกหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ โดยรายการ TSS The Super Series จะเน้นไปที่กลุ่มรถสปอร์ต GT ซึ่งได้รับการรับรองจาก ร.ย.ส.ท. และมีสถานะเป็นมาตรฐานสากลระดับ International Silver ของ FIA ส่วนรุ่นอื่น ๆ นอกเหนือจากรถแข่ง GT เช่น Touring Car, Pickup และ Eco Car จะถูกจัดให้อยู่ภายใต้การแข่งขัน B-Quik Thailand Super Series

ความเข้มข้นของกฎ “ยืดหยุ่น แต่ไม่หย่อนยาน”

เมื่อครั้งจะเริ่มจัดการแข่งขันในปี 2013 กฎเหล็กข้อแรกที่นำมาบังคับใช้คือ นักแข่งทุกคนต้องมี “ใบอนุญาตขับแข่ง” (License) ที่ออกโดย ร.ย.ส.ท. (ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา) ภายใต้มาตรฐาน FIA เพื่อเป็นเครื่องมือในการบังคับใช้บทลงโทษให้เป็นรูปธรรมและจริงจัง มีความเข้มข้นสูง หากทำผิด ผู้จัดสามารถออกใบสั่งปรับได้จริง โดยเงินค่าปรับทั้งหมดจะนำส่งเข้า ร.ย.ส.ท. อย่างโปร่งใสในทุกกรณี

อย่างไรก็ดี กฎสามารถ “ยืดหยุ่น แต่ไม่หย่อนยาน” พูดง่าย ๆ ก็คือ TSS ไม่ได้ปรับรุนแรงแบบในต่างประเทศ แต่เลือกใช้ระบบค่าปรับแบบรอดำเนินการ (Pending) เข้ามาช่วยผ่อนปรน ตัวอย่างเช่น หากค่าปรับอยู่ที่ 10,000 บาท อาจให้ชำระก่อน 2,500 บาท และแขวนยอด 7,500 บาทเอาไว้ หากในปีนั้นนักแข่งคนเดิมทำผิดเรื่องเดิมซ้ำอีก จึงจะโดนปรับยอดที่เหลือ

ซึ่งการผันตัวจากคนในวงการขึ้นมาคุมกฎเพื่อนนักแข่งด้วยกัน ทำให้เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันและถูกมองว่าบ้าอำนาจ แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดที่จะสร้างบรรทัดฐานที่เท่าเทียม ไม่นำความเป็นเพื่อนมาเป็นข้อยกเว้น เพราะหากหย่อนยานกับเพื่อน ก็ย่อมไม่มีความชอบธรรมไปปรับทีมอื่น และกลายเป็นการเลือกปฏิบัติไป จึงต้องบังคับใช้กับทุกคนให้เหมือนกันหมด เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มันคือการเปลี่ยนแปลงเชิงทัศนคติ หลังจากผ่านบทพิสูจน์มากว่า 14 ปี ปัจจุบันทุกคนเข้าใจในโมเดลนี้ เข้าใจถึงการมีระบบระเบียบที่ชัดเจน และส่งผลให้นักแข่งไทยมีมาตรฐานพอที่จะไปลงสนามในต่างประเทศได้อย่างมืออาชีพ

ไม่มีคู่แข่งในประเทศ เพราะเป้าหมายคือไป “ระดับโลก”

“ไม่เคยมองรายการอื่นในประเทศเป็นคู่แข่ง ยากไปแข่งกับผู้จัดต่างประเทศ” นี่คือวิสัยทัศน์และเป้าหมายของคุณปรีดา ในฐานะผู้จัดการแข่งขัน

หลาย ๆ คนอาจทราบอยู่แล้วว่า TSS เป็นผู้ที่นำระบบ BoP หรือ Balance of Performance มาใช้ในประเทศไทย เพื่อให้รถทุกคันในแต่ละรุ่นมีความเสมอภาคและสามารถแข่งกันได้อย่างสูสี โดยทางคุณสนธยา ก็ชี้แนะว่าให้เปิดกว้างให้รายการอื่น ๆ นำกฎกติกาของ TSS ไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อลดภาระของทีมช่างและนักแข่ง ที่จะสามารถนำรถแข่งสเปกนี้ไปลงสู้ศึกรายการอื่นได้ทันทีในกติกาเดียวกันโดยไม่ต้องแก้ไขตัวรถใหม่ และอยากให้กฎนี้ใช้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยในภาพรวม นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ TSS ไม่เคยมองรายการอื่นเป็นคู่แข่ง

สำหรับระบบ BoP ทาง TSS ได้ทุ่มทุนมหาศาลเพื่อสร้างระบบการปรับความสมดุลของรถแข่ง เพื่อให้รถทุกยี่ห้อแข่งขันกันได้อย่างสูสี โดยจ้างวิศวกรและจับมือเป็นพันธมิตรกับองค์กรระดับโลกอย่าง SRO (Stéphane Ratel Organisation) ซึ่งมีความร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2025 ในการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาคำนวณความสมดุลของรถแต่ละยี่ห้อ พร้อมนำเข้าอุปกรณ์ตรวจสอบความแม่นยำสูง เช่น เลเซอร์ 4 จุดสำหรับวัดความสูง ที่ได้รับอนุญาตมาอย่างถูกต้อง โดยหนึ่งในองค์ประกอบหลักของความร่วมมือ คือการนำ BoP ในแบบฉบับของ SRO มาใช้ในรุ่น GT3 และ GT4 เพื่อช่วยควบคุมสมรรถนะของรถแต่ละคันให้มีความสมดุล เพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่ยุติธรรมและยกระดับความน่าเชื่อถือของรายการในระดับสากล

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ทาง SRO เป็นผู้จัดแข่งขัน 20 รายการทั่วโลก มีการจัดการแข่งขันแทบทุกสัปดาห์ ทำให้มีรายละเอียด performance ของรถแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นค่อนข้างครบถ้วน อีกทั้งเครื่องมือสำหรับกติกา BoP เหล่านี้ยังต้องผ่านการสอบเทียบและมีใบรับรองทุกปี เพื่อให้สามารถโต้แย้งกับบรรดาผู้จัดการทีมแข่งต่างชาติที่แม่นยำในกฎกติกาได้ และหากค่ายรถใดต้องการประท้วงเรื่อง BoP ก็ต้องใช้รถที่มีสมรรถภาพเครื่องยนต์สมบูรณ์ 100% เท่านั้นมาอ้างอิง ทำให้ปัจจุบัน การเจรจาต่อรองเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบของรถในกติกา BoP จะเป็นเรื่องระหว่างผู้ผลิตรถยนต์กับทาง SRO โดยตรง

สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต สู่ศูนย์กลางมอเตอร์สปอร์ตที่ทั่วโลกจับตา

TSS ไม่เคยหยุดยั้งในการพัฒนา โดยเฉพาะที่สนามบางแสน สตรีต เซอร์กิต ที่ได้รับการรับรอง FIA เกรด 3 มาตั้งแต่ปี 2017 ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สนามนี้เคยต้อนรับรายการพันธมิตรระดับโลกมาแล้วมากมาย ทั้ง Porsche Carrera Cup, TCR Asia, Toyota One Make Race รวมถึงตื่นตาตื่นใจล่าสุดอย่างรถสูตรล้อเปิด Formula 4 ที่มาทำการแข่งขันที่บางแสนเป็นครั้งแรก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อในอีกระดับของสนามบางแสน สตรีต เซอร์กิต

เพื่อยกระดับการตัดสินและความปลอดภัย TSS ได้พัฒนาให้สนามบางแสน สตรีต เซอร์กิต เป็นสนามเกรด 3 ลำดับแรก ๆ ที่นำกำแพงซึมซับแรงกระแทกไฮเทคอย่าง TecPro และระบบธงดิจิทัล (Digital Flag) จาก DZE มาใช้ พร้อมด้วยอุปกรณ์ตรวจสอบทางเทคนิคที่เทียบเท่าทีมแข่งระดับโลก เพื่อให้การบังคับใช้กฎมีความน่าเชื่อถือสูงสุด รวมถึงดึงตัวบุคลากรระดับหัวกะทิในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกมาร่วมงาน เช่น James Taylor (Race Director จากศึก V8 Supercars ออสเตรเลีย) ทำงานอย่างเข้มข้นร่วมกับคุณชัยศักดิ์ พุทธารี คณะกรรมการชาวไทยจาก ร.ย.ส.ท. เพื่อความแม่นยำและเป็นกลางในการตัดสิน

เป้าหมายระดับโลกของ TSS ในปัจจุบัน

ปัจจุบัน TSS ยิงสัญญาณถ่ายทอดสดไปทั่วโลกใน 4 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน และเยอรมัน โดยในศึก Bangsaen Grand Prix ซึ่งมักจัดขึ้นในสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม ในปี 2025 ที่ผ่านมา มียอดผู้เข้าชมในพื้นที่ (ซึ่งตรวจจับจากสัญญาณมือถือ) สูงถึงกว่า 284,000 คนในช่วงระยะเวลา 5 วัน มีนักแข่งเข้าร่วมมากถึง 27 สัญชาติ รวมถึงการมาเยือนของนักแข่งแชมป์ระดับโลก นักข่าวมอเตอร์สปอร์ตชื่อดังในยุโรป และเหล่าผู้ชมจากทั่วโลก นั่นให้ผู้ก่อตั้งองค์กร SRO อย่าง Stéphane Ratel ยิ่งมั่นใจว่าสนามแห่งนี้ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป แต่เป็นศูนย์รวมของคนรักมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก

และแม้จะเป็นสนามที่เปิดให้ผู้ชมเข้าชมได้ฟรี แต่ TSS ยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ชมเป็นอันดับ 1 ตามเจตนารมณ์ของ FIA ผู้จัดจึงลงทุนติดตั้งแผงกั้นความปลอดภัย มาตรฐานระดับเดียวกับ Formula 1 อย่าง Geobrugg Fencing (จีโอบรุกก์) เป็นระยะทางยาว 300 เมตรในจุดโค้งอันตรายและมีผู้ชมหนาแน่น เพื่อให้แฟน ๆ ความเร็วได้รับอรรถรสจากขบวนรถซูเปอร์คาร์และรถแข่งทุกรุ่นของ TSS อย่างใกล้ชิดและปลอดภัยที่สุด

วงการแข่งรถกับเรื่องดราม่า!

หากจะพูดถึงดราม่าในวงการแข่งรถบ้านเรา นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งคุณปรีดาต้องเผชิญอยู่เป็นประจำ แต่ในมุมของเขา ดราม่ามันคือเรื่องท้าทาย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องราวเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง แม้ทุกวันนี้เขาจะมองว่ามันเป็นเรื่องขำขัน แต่เขาก็ยอมรับว่าเมื่อก่อนเคยเครียดกับมันมากเหมือนกัน แต่ในฐานะผู้จัดการแข่งขัน เขาเลือกที่จะไม่หนีปัญหา เพราะเขารู้ดีว่าหนีไปปัญหาก็ยังค้างคาอยู่ ที่สำคัญ เรื่องแบบนี้มันหนีไม่พ้น และในเมื่อหนีไม่พ้น ก็ต้องสู้มัน! “สู้ด้วยความจริง”

ซึ่งอาวุธสำคัญที่เขาใช้สู้ปัญหาก็คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์! ปัจจุบันมีให้เลือกใช้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย วิดีโอ หรือกฎกติกาที่บัญญัติไว้ สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือที่ชัดเจนที่สุด โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าหลายครั้งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น คนที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือผู้จัดการทีม มันชี้ให้เห็นถึงการทำงานที่บกพร่อง บางครั้งเหมือนไม่ได้อ่านกติกาให้ถี่ถ้วนจนทำให้นักแข่งเสียโอกาส อย่างไรก็ตาม เรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์ นอกจากนี้ สไตล์การทำงานของเขาก็ยังชัดเจนมาก คือเขาจะเผชิญหน้ากับปัญหาทันที เพราะไม่อยากตื่นมาวันจันทร์แล้วต้องมานั่งกังวลว่า “รู้อย่างนี้…” เขาจึงพยายามคลี่คลายทุกอย่างให้จบเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้ายังแก้ไม่ได้ก็ต้องพูดคุย และมีเส้นตายในการหาหลักฐานมาหักล้างดราม่านั้น ๆ

กติกา BoP ปัญหาโลกแตกว่า “รถช้า” หรือ “คนช้า”

อีกเรื่องที่มักจะเป็นประเด็นดราม่าอยู่เสมอ ก็คือเรื่องของการตั้ง BoP (Balance of Performance) ที่หลายคนมองว่ามันไม่ยุติธรรมอย่างแท้จริง ในเรื่องนี้ ทาง SRO เองก็เผชิญกับปัญหาเช่นกัน แม้ว่าจะฐานข้อมูลดิบมหาศาลจากการจัดแข่งขันกว่า 20 รายการทั่วโลก ซึ่งสมมติรายการหนึ่งวิ่ง 6 ครั้ง ก็เท่ากับมีข้อมูลอัปเดตถึง 120 ครั้งต่อปี! ทำให้ในทุก ๆ สัปดาห์ ทาง SRO ก็จะมีข้อมูลอัปเดตจากสนามต่าง ๆ มากมาย

อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เงื่อนไขของรถแข่งรุ่นใหญ่อย่าง GT3 และ GT4 ทาง TSS ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปปรับเปลี่ยน BoP ของทาง SRO เลยแม้แต่นิดเดียว เรียกได้ว่าต้นทางให้มาอย่างไรเราก็ส่งต่ออย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสูงของรถ, ปากใบพัด (Restrictor), น้ำหนัก หรือแรงบูสต์ (Boost) นั่นทำให้เวลาที่มีทีมแข่งมาร้องเรียน เราก็ทำได้แค่รับฟัง แต่ไม่สามารถปรับอะไรให้ได้ ซึ่งหากทางทีมมองว่าไม่ยุติธรรม เราก็จะแนะนำให้ทางทีมแข่งรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งให้ทางผู้ผลิตรถ ไปโต้แย้งกับทาง SRO โดยตรง เพราะถ้าข้อมูลมันชี้ชัด ทางผู้ผลิตรถก็ย่อมไม่ยอมเสียเปรียบแน่นอน

ทว่าอีกปัจจัยสำคัญที่หลายคนมักมองข้ามคือ “Ranking ของนักแข่ง” เราใช้ระบบแฮนดิแคป (Handicap) คล้ายกับกอล์ฟ เช่น นักแข่งระดับ Bronze กับ Silver เวลาเข้าพิตเปลี่ยนตัว นักแข่งระดับ Bronze จะได้เวลาชดเชยที่มากกว่านักแข่งระดับ Silver (นักแข่งระดับ Silver ต้องจอดนานกว่า) เพื่อให้เกิดความสูสีในการแข่ง อย่างถ้าแข่งที่สนามช้าง บุรีรัมย์จะถูกบวกเวลา 26 วินาที แต่ถ้าที่สนามบางแสน จะโดนบวก 30 วินาที

สิ่งสำคัญที่คุณปรีดาอยากให้ลองมองก็คือ หากรถรุ่นเดียวกัน สเปกเดียวกัน แต่คันอื่นขับได้เร็วกว่า นักแข่งอาจต้องมองย้อนกลับมามองที่ทักษะและศักยภาพของตัวเองมากกว่าที่จะโทษระบบ BoP ว่าไม่ยุติธรรม เพราะทุกอย่างเหมือนกันหมด ใช้ยางคอนโทรลเหมือนกัน น้ำมันเชื้อเพลิงก็ถูกตรวจสอบเหมือนกัน แต่ถ้าคุณยังช้ากว่าคนอื่นใน Ranking เดียวกัน นั่นอาจหมายความว่านักแข่งอาจจะต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า “รถช้า หรือ คนช้า” เพราะนักแข่งจำนวนไม่น้อยมักจะมีอีโก้สูง ไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองขับช้า แต่ FIA เขาจะวัดมาตรฐานจากนักแข่งระดับ Bronze ที่ขับได้เร็วที่สุดมาเป็นเกณฑ์ตั้งต้น ดังนั้น นักแข่ง Bronze ที่ขับได้ช้า ก็มีหน้าที่ต้องซ้อมให้หนักขึ้นเพื่อดึงศักยภาพตัวเองให้เท่าเทียมกับ Ranking ไม่ใช่เอะอะโทษระบบ

ลองประเมินดูจากกลุ่มนักแข่ง Bronze ระดับหัวแถวของไทย เช่น คุณเต๊อะ-วุฒิกร, คุณต๊อด-ปิติ, คุณจ๊ะ-วรวุฒิ และคุณวัว-ณัฐวุฒิ ถ้า 4 ท่านนี้ไปขับรถคันเดียวกับคุณแล้วเขาทำเวลาได้เร็วกว่า คุณจะมาโทษว่า BoP ไม่ยุติธรรมได้อย่างไร? และเมื่อต้องไปเจอกับนักแข่งระดับโปร (Silver) อย่าง คุณบูม-กันตธีร์, คุณแบงก์-กันตศักดิ์, คุณท็อป-ธนาตย์ หรือคุณแซนดี้ สตูวิค ที่ต้องต่อเวลาให้ Bronze 26 วินาที เขาต่อเวลาให้นักแข่ง Bronze ที่ “เร็วที่สุด” ไม่ใช่ต่อให้ Bronze ที่ “ช้าที่สุด”

ทัศนะต่อโอกาสการจัด F1 ในไทย

ถ้า F1 จะเกิดขึ้นในประเทศไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือ “คนที่มีส่วนร่วมต้องมีความโปร่งใส” และต้องทำให้โปรเจกต์นี้เป็นเหมือน “วาระแห่งชาติ” ที่มีความต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนไปตามขั้วการเมือง ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล โปรเจกต์นี้ต้องเดินต่อเพื่อความคุ้มค่า ถ้าเป็นไปในลักษณะนี้ได้ก็ถือว่าเหมาะสม

แต่ถ้าคิดจะจัดเป็นเพียงอีเวนต์ชั่วคราว คุณปรีดามองว่าเป็นการสูญเสียทรัพยากรอย่างมาก โดยเฉพาะงบประมาณ เพราะทาง Formula 1 อยากให้การจัดแข่งขันในกรุงเทพฯ เป็นแบบ Night Race เหมือนที่สิงคโปร์ เพื่อให้ช่วงเวลาสอดคล้องกับฐานผู้ชมทั่วโลก และด้วยระยะทางสนามที่วางไว้คือ 5.7 กิโลเมตร ทว่าการสร้างสนามมันไม่ใช่ทำแค่ฝั่งเดียว สองข้างต้องคูณสองเป็น 11.4 กิโลเมตร นี่ยังไม่รวมพื้นที่ Run-off ที่อาจยาวรวมกันไปถึง 13 กิโลเมตร การสร้างสนาม ค่าใช้จ่ายมันมหาศาล การก่อสร้างพื้นผิวสนามราคาเมตรละ 25,000 บาท แค่ 4 เมตรก็หนึ่งแสนแล้ว และนี่ยังไม่รวมระบบกำแพงซึมซับแรงกระแทก (TecPro) และระบบไฟสัญญาณธงดิจิทัล (DZE) เสียด้วยซ้ำ

“ผมอยากให้มันเกิด แต่ถ้ามันเกิดไม่ถูกวิธี มันจะเป็นการสูญเสียทรัพยากร โดยเฉพาะด้านการเงินมหาศาลมาก ดังนั้น มันต้องมีความมืออาชีพในการบริหารจัดการ มันต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และต้องมีความโปร่งใส”

ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวและทัศนะจากอีกหนึ่งตัวจริงในวงการมอเตอร์สปอร์ตประเทศไทย “ปรีดา ตันเต็มทรัพย์”