Home Interview Exclusive Talk : Pump Speed Pump Speed : สังเวียนผ้าใบสู่โลกความเร็ว เหตุเกิดจากความชอบ F1! ของ “อองตวน ปินโต”

Pump Speed : สังเวียนผ้าใบสู่โลกความเร็ว เหตุเกิดจากความชอบ F1! ของ “อองตวน ปินโต”

ช่วง Pump Speed จากรายการ World Of Speed ที่จะพาคุณผู้ชมทุกท่านไปพูดคุยแบบ Exclusive กับแขกรับเชิญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งเสมอไป เทปนี้พูดคุยกับนักมวยหนุ่มหัวใจ Motorsport “อองตวน ปินโต” ที่หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อนี้ในฐานะเครื่องหมายการค้าของนักสู้ผู้เจนจัดบนสังเวียนผ้าใบและตัวตนในโลกหมัดมวย ทว่าวันนี้บทบาทของเขาเปลี่ยนไป! เมื่อเขาตัดสินใจก้าวออกจาก Safe Zone ของตัวเอง แล้วทะยานเข้าสู่โลกแห่งความเร็วอย่าง Formula 1 (F1) ซึ่งการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ทีมงานเราบุกไปถึง Headquarter ของ Final Pit ของเจ้าตัว พื้นที่สำหรับชุมชนคนรักความเร็วในประเทศไทย!

แฟนคลับ F1 ตัวยง แต่ติดอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเพราะภาพลักษณ์ของการเป็นนักมวย

อองตวนยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่นชอบรถและหลงใหลในความเร็ว นั่นทำให้เขาคลุกคลีและดูการแข่งขัน F1 มานานกว่า 10 ปี แต่ที่ผ่านมาเขาเลือกที่จะเก็บความหลงใหลนี้ไว้ในพื้นที่ส่วนตัว เนื่องจากคนจำภาพของเขาในฐานะนักมวย การที่จะลุกขึ้นมาทำคอนเทนต์อื่นที่ไม่ตรงกับภาพจำมันดูแปลกและเสี่ยงเกินไป ที่สำคัญ เขามองว่าเรื่องราวในโลก F1 นั้นมีความเฉพาะกลุ่มสูงมาก ความกังวลดังกล่าวทำให้เขาติดอยู่ในเซฟโซนมาหลายปี

จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา เขาตัดสินใจก้าวข้ามออกจากพื้นที่ปลอดภัย ทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ Formula 1 (F1) ผ่านรายการ “Final Pit” บนโซเชียลมีเดีย โดยเริ่มการแชร์เรื่องราวของ F1 ในฐานะของแฟนคลับ ไม่ใช่ในฐานะกูรูหรือผู้เชี่ยวชาญ ให้กับกลุ่มคนที่มีความชอบเหมือน ๆ กัน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้กลับดีเกินคาด เขาพบว่าคอมมูนิตี้ของคนที่ชื่นชอบ F1 ในไทยไม่ใช่กลุ่มเล็ก ๆ อย่างที่คิด แถมยังใหญ่ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว มีคนที่อยากจะร่วมพูดคุยเกี่ยวกับโลกของ F1 ในทุกสัปดาห์ นั่นทำให้รายการ Final Pit เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว และค่อย ๆ เติบโตขึ้นตามลำดับ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเขาหลังจากที่ก้าวเข้ามาทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ F1 คือสัดส่วนของแฟนคลับที่เป็นผู้หญิง เขาตั้งข้อสังเกตว่ากีฬาส่วนใหญ่ แฟนคลับมักจะเป็นผู้ชายที่ราว ๆ 80% แต่สำหรับกีฬา F1 มีแฟนคลับที่เป็นผู้หญิงสูงถึงเกือบ 50% ซึ่งอาจเป็นเพราะเสน่ห์ของกีฬา เสน่ห์ของตัวนักแข่ง และการทำการตลาดของ Liberty Media ที่เปลี่ยนโฉมหน้าของ F1 ไปอย่างสิ้นเชิง

นอกเหนือจากการทำคอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์ เขายังต่อยอดเป็นงานอีเวนต์แบบ on stage เป็นครั้งคราว โดยดีไซน์ออกมาเป็น Paddock ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อสานฝันให้กับแฟน ๆ F1 ที่อยากมีประสบการณ์เข้าชมพื้นที่ Paddock เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสซื้อตั๋วราคาหลายแสนเข้า Paddock ของ F1 ที่ต่างประเทศ จึงจัด Final Pit On Stage ในรูปแบบของ VIP Lounge ให้แฟน ๆ ได้ร่วมสนุกและเก็บประสบการณ์ในพื้นที่นี้ร่วมกัน อีกทั้งยังสามารถชวนเพื่อนกลุ่มใหญ่มาร่วมกิจกรรมไปด้วยกันได้ ต่างจากการจ่ายเงินไป Paddock เอง ที่อาจจะไปสัมผัสประสบการณ์ส่วนตัวได้ แต่ไม่อาจพากลุ่มเพื่อนไปสนุกสนานด้วยกัน ด้วยแพ็กเกจมีราคาแพง

มอเตอร์สปอร์ตมีหลายประเภท แต่ทำไมต้อง Formula 1?

สำหรับอองตวน F1 คือที่สุดของมอเตอร์สปอร์ต! คือ The best of the best และยังเป็นที่สุดของเทคโนโลยีในการท้าทายขีดจำกัดของมนุษย์ รวมถึงกีฬาที่มีเสน่ห์ด้วยความเป็น Prototype กล่าวคือ รถที่ลงแข่งขันในสนามคือรถที่เรายังไม่อาจรู้ได้ว่าสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ เพราะการแข่งขันคือการทดสอบ แต่นักแข่งต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับรถที่อาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ 100% นี่คือความเจ๋งในมุมมองของเขา และทำให้เขาอินกับมันขนาดที่ต้องตามดูสดในทุกสนาม ไม่ว่าจะดึกดื่นหรือเช้ามืดแค่ไหนก็ตาม การลุ้นกับการแข่งขันแบบเรียลไทม์เป็นสิ่งที่รายการไฮไลต์ไม่มีทางทดแทนได้!

ในมุมของนักเชียร์ อองตวนออกตัวว่าเขาไม่ได้ติดตามนักแข่งคนไหนหรือชาติไหนเป็นพิเศษ เขาเน้นความสนุกในภาพรวมมากกว่า ที่สำคัญ ความได้เปรียบเสียเปรียบของนักแข่งแต่ละทีมก็ยังแล้วแต่ปี แล้วแต่สนามด้วย นี่คือความสนุกของ F1 ในมุมมองของเขา ที่สถานการณ์จะพลิกผันไปในแต่ละฤดูกาลและแต่ละสนาม เมื่อเปลี่ยนไป สถานการณ์ของนักแข่งก็จะเปลี่ยนด้วยเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเป็นนักเชียร์ประเภท “เชียร์มวยรอง” ซึ่งถ้าสถานการณ์เปลี่ยน หลายครั้งที่มวยรองตีตื้นขึ้นมานำ เขาก็อาจเปลี่ยนใจไปเชียร์นักแข่งคนอื่นได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าให้เลือกนักแข่งที่เขาให้ความสนใจ เขาชื่นชมความกระหายชัยชนะของ Max Verstappen หลงรักพรสวรรค์ของ Charles Leclerc และความเก๋าของ George Russell ที่มักจะโผล่ขึ้นมาอยู่บนโพเดียมได้อย่างเหนือความคาดหมาย หรือถ้ามีนักแข่งชาวไทยอย่าง Alex Albon บ่อยครั้งก็มีแอบเชียร์อยู่เหมือนกัน ด้วยอยากเห็นศักยภาพคนไทยในระดับโลก

อีกเสน่ห์ของการแข่ง F1 ในมุมของอองตวน คือความไม่สมบูรณ์และความอันตรายของกีฬา หากย้อนไปเมื่อประมาณ 10-30 ปีก่อน F1 ยังมีความปลอดภัยน้อยกว่านี้ นักแข่งสามารถเกิดอุบัติเหตุได้เสมอ ทว่าในมุมของคนดูกลับเป็นเรื่องชวนให้ลุ้นและทำให้การแข่งขันสนุก ปัจจุบัน แม้อะไรหลาย ๆ อย่างใน F1 จะเปลี่ยนไป แต่ F1 ในวันนี้สนุกที่สุดแล้ว เพราะเขาไม่ได้ดูเกมการแข่งขันที่ศักยภาพของคนคนเดียว แต่มองศักยภาพของทีมโดยรวม และในปีนี้ เขายังชวนติดตามการเปลี่ยนแปลงของ F1 ในรอบ 20 ปี ที่มีการใช้ระบบไฟฟ้า การแข่งขันในปีนี้น่าจะสนุกขึ้นอีกมาก เมื่อนักแข่งทุกคนเริ่มต้นจากศูนย์เท่ากัน ไม่ว่าจะนักแข่งประสบการณ์สูงหรือนักแข่งหน้าใหม่ก็มีค่าเท่ากัน เพราะมันคือระบบใหม่

เมื่อถามถึงอนาคตและบทบาทที่อยากทำใน F1 หาก F1 มาจัดที่ไทย ถ้าเลือกได้อยากเขาเป็น Team Principal (ผู้จัดการทีม) เพราะดูเท่ แต่ตามศักยภาพจริง เขามองว่าเขาน่าจะเป็นได้เพียง Pit Lane Reporter (ผู้สื่อข่าวข้างสนาม) แบบ Martin Brundle ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ แล้ว ตัวเขามีประสบการณ์การเป็นผู้ดำเนินรายการและเป็นพิธีกรมาบ้าง หากใส่กิมมิกความเป็นนักมวยลงไปด้วย เขาคิดว่านี่น่าจะเป็นจุดขายของเขาที่ทาง F1 น่าจะสนใจ หรือจะให้เป็นนักวิเตราะห์ก็น่าสนใจเช่นกัน

จากคนดูสู่คนขับ จากความชื่นชอบสู่การเรียนและการทดสอบในสนาม

หากใครติดตามช่องทางโซเชียลมีเดียของอองตวน น่าจะเคยเห็นภาพของเขาในชุดนักแข่งรถและการปรากฏตัวที่สนามฝึกซ้อม นั่นทำให้หลายคนมองว่านี่คือการ “เตรียมตัวจะลงแข่ง” เขายอมรับว่า ณ วันนี้อาจจะยังไม่ถึงจุดนั้น แต่จุดเริ่มต้นของทุก ๆ กีฬา คือการไปฝึก! เขาเริ่มจึงเข้าคอร์สเรียนที่ TSS Racing Academy เพื่อปูพื้นฐานการเป็นนักแข่งอย่างจริงจัง โดยเขาให้ข้อคิดว่าการขับรถแข่งสำหรับเขา มันไม่มีสิ่งที่ไม่รู้หรือไม่เข้าใจ แต่เขามองว่ามันเป็นสิ่งที่ “ต้องลองสัมผัสจริงด้วยตัวเอง” มากกว่า ต้องเรียนรู้การสัมผัสรถ การหาจุดเบรก และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย เพราะการนั่งอยู่หลังพวงมาลัยบนรถแข่ง ความรู้สึกมันตรงกันข้ามกับการขับขี่บนท้องถนน บนถนนจริงเขาเป็นคนขับรถช้าและรักษากฎจราจรอย่างมาก แต่ในสนามแข่ง เขาจะมีจิตวิญญาณนักสู้อยู่เต็มเปี่ยม มีความกระหายชัยชนะ การได้ลงสนามแข่งรถ จึงเป็นโอกาสและความสนุกในการเรียนรู้เส้นทางใหม่ของเขา

ในปัจจุบัน อองตวนยังอยู่ในช่วงเรียนรู้การขับรถแข่งและทดสอบรถ โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้พื้นฐานและความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง และเขาย้ำเสมอว่าเขาจะไม่ “ข้ามสเต็ป” เด็ดขาด เพราะตัวเขาเองก็เป็นนักมวยมาก่อน การที่นักกีฬาจะเก่งได้ต้องทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนัก เขาเลยต้องการให้เวลากับตัวเอง เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเองและเพื่อนร่วมสนาม สำหรับเขา การแข่งรถมันอันตรายกว่าการชกมวย ด้วยมวยเขาสามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่แข่งรถมันมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เขาควบคุมไม่ได้ทั้งหมด ถ้าลงแข่งทั้งที่ไม่พร้อม ไม่ใช่แค่ตัวเขาที่ไม่ปลอดภัย คนอื่น ๆ ก็จะไม่ปลอดภัยเช่นกัน หนำซ้ำยังรู้สึกเป็นภาระคนอื่นด้วย เลยมักใช้เวลาซ้อมอยู่ที่สนามพีระเซอร์กิตตั้งแต่ช่วงเที่ยงจนถึงเวลาที่สนามปิด เพื่อให้เกียรติกีฬานี้และฝึกฝนให้พร้อมที่สุด

กีฬาแข่งรถ ในมุมของคนดูกับคนขับมันเป็นคนละเรื่อง สิ่งสำคัญที่แตกต่างกันมาก ๆ คือความปลอดภัย การดู F1 ในยุคนี้ หลายคนอาจเห็นว่ามันมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง นั่นทำให้หลายคนเข้าใจว่าการไปฝึกขับรถแข่งในสนามมันปลอดภัย นี่ก็จริงเพียงส่วนเดียว เพราะจริง ๆ มันยังมีความอันตรายอยู่มาก และคนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันอันตรายขนาดไหน อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และข้อเท็จจริงอีกอย่างที่ต้องยอมรับก็คือสนามฝึกซ้อมที่เรามีอยู่ได้มาตรฐานก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ระดับเดียวกับ F1 มันยังมีจุดที่อันตรายอยู่มากพอสมควร

เรียนขับรถแข่งไม่ใช่แค่คอนเทนต์ เพราะ “ถ้าจะลงแข่ง ต้องไปเพื่อชนะ”

การเรียนขับรถแข่ง หลายคนอาจมองว่ามันคือคอนเทนต์ สำหรับวันนี้มันมีทั้งสองอย่าง ทั้งจริงจังและคอนเทนต์ ในส่วนของคอนเทนต์นั้นมันต้องมีอยู่แล้ว หากคิดจะเดินหน้าในกีฬาอะไรก็ตาม โปรดักชันต้องมา สปอนเซอร์ก็มี แต่ในอีกด้านเขาก็จริงจังกับมันมาก ในเมื่อคิดจะลองทำแล้วก็ต้องทำให้ดี ไม่อยากลงสนามโดยที่ยังไม่เก่ง ไม่อยากแข่งแล้วแพ้ เพราะฉะนั้น “ถ้าจะลงแข่ง จะไม่ใช่แค่เพื่อเข้าร่วม แต่ต้องไปเพื่อชนะและขึ้นโพเดียมเท่านั้น” แม้จะยังไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ว่าจะพร้อมเมื่อไร เขาขอเวลาเรียนรู้และฝึกฝน ขอเดินไปตามขั้นตอน ไม่ข้ามสเต็ป เขารู้ตัวว่าตัวเองเป็นพวกกระหายชัยชนะ แต่จุดนี้มันต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยให้มากเช่นกัน

กีฬาทุกกีฬา สำหรับอองตวนแล้วมันไม่ใช่แค่การเข้าร่วม มันต้องไปต่อให้สุด ตอนนี้เขากำลังดูความเป็นไปได้ ถ้าลงแข่ง เป้าหมายของเขาคือเขาหวังชนะ หวังขึ้นโพเดียม หวังเป็นที่หนึ่ง เท่านั้น จะไม่มีแค่ลองทำไปงั้น ๆ ทำได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แค่ได้คอนเทนต์ก็จบ สำหรับเขา ถ้าใช้คำว่าแข่ง มันต้องพยายามชนะ “เมื่อไรที่เห็นผมแข่ง จะไม่มีแค่ไปเข้าร่วม ถ้าไปคืออยากชนะ!”

ด้วยพื้นฐานที่เป็นนักกีฬาและนักสู้มาก่อน การแข่งขันของ “อองตวน ปินโต” จะไม่มีทางเป็นแค่คอนเทนต์อย่างแน่นอน ถ้าลงสนาม ต้องตั้งเป้าเพื่อชนะ ขอเป็นกำลังใจให้กับเขา ในวันใดวันหนึ่งที่เขาลงสนามในฐานะ “นักแข่งหน้าใหม่”!