ในช่วงเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แวดวงกีฬาบ้านเรามีประเด็นร้อนเรื่อง “สัญญา” ระหว่างนักกีฬากับผู้จัดรายการแข่งขัน แม้ล่าสุดสถานการณ์ดูจะคลี่คลายลงด้วยดีสำหรับทั้งสองฝ่าย แต่ดรามานี้จะยุติบริบูรณ์จริง หรือจะยังมีแรงกระเพื่อมตามมาเป็นระลอก คงต้องติดตามต่อ
ประเด็นสัญญาครั้งนี้พาไปสู่ข้อถกเถียงนอกสังเวียนอีกเรื่อง นั่นคือคนจำนวนไม่น้อยจรดปลายปากกาเซ็นเอกสารทั้งที่ไม่ได้อ่านรายละเอียดครบถ้วน แน่นอน หากเกิดข้อพิพาทขึ้นมา ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายและหลักฐาน
แต่บทความนี้อยากชวนมอง “คำประกาศ” อีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่ใช่สัญญา ไม่ต้องมีการเซ็นรับรอง หากเป็น ประกาศแจ้งสิทธิ ที่หลายคนเดินผ่านอยู่เสมอโดยไม่เคยหยุดอ่านอย่างจริงจัง แม้ตัวประกาศเองไม่ใช่กฎหมายที่ก่อสิทธิฟ้องโดยตรง แต่มีน้ำหนักเป็นมาตรฐานอ้างอิง และใช้อ้างประกอบการตีความร่วมกับกฎหมายและมาตรฐานวิชาชีพที่เกี่ยวข้องได้
คำประกาศนั้นคือ “คำประกาศสิทธิผู้ป่วย”
เวลาไปสถานพยาบาล ไม่ว่าจะโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน หรือแม้แต่คลินิก ทั้งคลินิกตรวจโรคทั่วไป คลินิกทันตกรรม คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกแพทย์แผนจีน ฯลฯ หลายคนอาจไม่เคยสังเกต ว่าตามสถานพยาบาลเหล่านี้มักมีประกาศฉบับหนึ่งติดอยู่ในจุดที่มองเห็นได้ชัด เพื่อให้ผู้ป่วยรับรู้สิทธิของตนเอง และเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการให้บริการที่ช่วยคุ้มครองทั้งผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และตัวสถานพยาบาล ลดความคลุมเครือในการรักษา และลดความเสี่ยงต่อข้อพิพาท ดังนั้น คำประกาศสิทธิผู้ป่วยจึงมีความสำคัญทั้งในมิติสิทธิ มาตรฐานวิชาชีพ และการบริหารความเสี่ยง
แต่คำถามคือ…มีผู้ป่วยสักกี่คนที่เคยหยุดยืนอ่าน “สิทธิของตัวเอง” จริง ๆ
คําประกาศสิทธิผู้ป่วย คืออะไร
คำประกาศสิทธิผู้ป่วย คือ หลักการหรือข้อประกาศที่บอกว่า “ผู้ป่วยมีสิทธิอะไรบ้าง” เมื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงพยาบาล คลินิก หรือสถานพยาบาล ถ้าให้พูดให้เข้าใจง่าย ๆ มันก็คือ กติกาความสัมพันธ์ ระหว่าง “ผู้รับบริการ” (ผู้ป่วย/ญาติ) กับ “ผู้ให้บริการ” (บุคลากรทางการแพทย์/โรงพยาบาล) เพื่อให้การรักษาพยาบาลดำเนินไปอย่างมีมาตรฐาน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และลดความขัดแย้ง โดยคำประกาศนี้จะคุ้มครองศักดิ์ศรี สิทธิ และอำนาจตัดสินใจของผู้ป่วย ระหว่างเข้ารับการรักษา ขณะเดียวกันก็ช่วยปกป้องสถานพยาบาลด้วย ในเชิงกฎหมาย มาตรฐานวิชาชีพ และการบริหารความเสี่ยง
ในช่วงแรก “คำประกาศสิทธิผู้ป่วย” มีด้วยกัน 10 ข้อ โดยเกิดจากการร่วมมือกันของกลุ่มสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ 5 สภาในขณะนั้น ได้แก่ แพทยสภา, สภาการพยาบาล, สภาเภสัชกรรม, ทันตแพทยสภา และคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ เพื่อสร้างมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระบวนการด้านสุขภาพ
ในประเทศไทย การเผยแพร่คำประกาศสิทธิของผู้ป่วยในสถานพยาบาลได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการประกาศ “สิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย” ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2558 ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานบริการ คุณภาพสถานพยาบาล และแนวทางกำกับดูแลที่มุ่งให้ผู้รับบริการเข้าถึงสิทธิของตนเองอย่างชัดเจน ในทางปฏิบัติ โรงพยาบาลจำนวนมากทั้งรัฐและเอกชนจึงติดคำประกาศนี้ไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย เพื่อให้ผู้รับบริการรับทราบสิทธิของตน เช่น สิทธิในการได้รับข้อมูลที่เพียงพอ สิทธิในการตัดสินใจรักษา และข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วยในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่บุคลากรทางการแพทย์
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปอีก “คำประกาศสิทธิผู้ป่วย” จะทำหน้าที่ 3 สิ่งนี้พร้อมกันด้วย
- เป็น “หลักประกันสิทธิ” คือการยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนที่เดินเข้าสถานพยาบาล มีศักดิ์ศรีและสิทธิพื้นฐานเท่าเทียมกัน คือมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาที่ปลอดภัยและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
- เป็น “หลักประกันด้านข้อมูล” โดยหัวใจสำคัญของประกาศนี้คือเรื่อง “ข้อมูล”
- ฝั่งผู้ให้บริการ (โรงพยาบาล/บุคลากรทางการแพทย์) ต้องบอกความจริงว่าผู้ป่วยเป็นอะไร รักษาอย่างไร มีความเสี่ยงแค่ไหน
- ฝั่งผู้รับบริการ (ผู้ป่วย/ญาติ) มีสิทธิได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดนั้นอย่างชัดเจน เพื่อนำมาใช้ตัดสินใจว่า “จะรักษาหรือไม่” ไม่ใช่ให้หมอตัดสินใจแทนฝ่ายเดียวเหมือนเมื่อก่อน
- เป็น “กติกาที่สอดคล้องกับหลักสิทธิผู้ป่วยที่ยอมรับในระดับสากล” ปัจจุบันคำประกาศนี้ประกอบด้วย สิทธิของผู้ป่วย 9 ข้อ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เรื่องความเท่าเทียม การปกปิดความลับ ไปจนถึงการขอความเห็นที่สอง เพื่อให้โรงพยาบาลในไทยมีมาตรฐานการดูแลคนไข้ในระดับสากล
เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระบวนการ และตระหนักถึงความสำคัญของการให้ความร่วมมือกับผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ แพทยสภา, สภาการพยาบาล, สภาเภสัชกรรม, ทันตแพทยสภา, สภากายภาพบำบัด, สภาเทคนิคการแพทย์ และคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ จึงได้ร่วมกันออก “ประกาศรับรองสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย” ฉบับปัจจุบันที่ประกาศ ณ วันที่ 12 ส.ค. 2558 ตามเว็บไซต์ของแพทยสภา มี สิทธิของผู้ป่วย 9 ข้อ พ่วงด้วย ข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย 7 ข้อ
ส่วนที่ 1: สิทธิผู้ป่วย 9 ข้อ
- สิทธิพื้นฐาน: ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะได้รับบริการสาธารณสุขและการดูแลด้านสุขภาพตามมาตรฐานวิชาชีพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
- ทราบข้อมูลที่เป็นจริง: ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลที่เป็นจริงและเพียงพอเกี่ยวกับการเจ็บป่วย การตรวจ การรักษา ความเสี่ยง และผลดี-ผลเสีย อย่างเพียงพอ “ก่อน” ตัดสินใจยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ตรวจหรือรักษา
- กรณีฉุกเฉิน: ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนทันทีตามความจำเป็น
- รู้จักชื่อ-วิชาชีพ: ผู้ป่วยมีสิทธิทราบชื่อ-นามสกุล และวิชาชีพของผู้ให้การรักษาพยาบาล
- ความเห็นที่สอง: ผู้ป่วยมีสิทธิขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น และมีสิทธิขอเปลี่ยนผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพหรือเปลี่ยนสถานพยาบาลตามเงื่อนไขสิทธิการรักษาของผู้ป่วย
- ความเป็นส่วนตัว: ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับการปกปิดข้อมูลตนเอง ข้อมูลสุขภาพจะถูกเก็บเป็นความลับ (เว้นแต่จะได้รับความยินยอมหรือตามที่กฎหมายกำหนด)
- การวิจัย: ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนในการตัดสินใจเข้าร่วม/ถอนตัว จากการเป็นผู้เข้าร่วมศึกษาวิจัย/ทดลองในมนุษย์
- ข้อมูลเวชระเบียน: ผู้ป่วยมีสิทธิทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอตามขั้นตอน
- สิทธิแทนกัน: บิดา มารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรม สามารถใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่เป็นเด็ก อายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ หรือผู้บกพร่องทางกาย/จิตใจได้ เนื่องจากไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเอง
ส่วนที่ 2: ข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย นอกจากสิทธิแล้ว ในป้ายเดียวกันจะมี “ข้อพึงปฏิบัติ” พ่วงมาด้วยอีก 7 ข้อ คือ
- สอบถามให้เข้าใจถึงข้อมูลและความเสี่ยง ก่อนลงนามให้ความยินยอม/ไม่ยินยอม ในการตรวจหรือรักษา
- ให้ข้อมูลด้านสุขภาพตามจริงอย่างครบถ้วน
- ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
- ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสถานพยาบาล
- สุภาพ ให้เกียรติ ต่อผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ป่วยคนอื่น และผู้มาเยี่ยม และไม่กระทำสิ่งที่รบกวนผู้อื่น
- แจ้งสิทธิการรักษาพยาบาลของตนพร้อมหลักฐาน
- ผู้ป่วยพึงทราบข้อเท็จจริงทางการแพทย์ (ซึ่งมีอีก 9 ข้อย่อย เป็นประเด็นเกี่ยวกับการแพทย์)
ในฐานะผู้เข้ารับบริการในสถานพยาบาล จำเป็นต้องอ่านไหม
ต้องยอมรับว่าหลายคนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าตนเองมีสิทธินี้ และไม่เคยสังเกตด้วยว่าตามสถานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน หรือแม้แต่คลินิก มีประกาศนี้ใส่กรอบติดไว้ บางคนอาจจะเคยเห็นและมองผ่านไปมาอยู่เสมอโดยไม่เคยคิดจะเดินเข้าไปอ่าน ทว่าในฐานะผู้ป่วย หรือก็คือผู้เข้ารับบริการในสถานพยาบาล การอ่านและรับรู้คำประกาศสิทธิผู้ป่วยจะเป็นเหมือน “เกราะคุ้มกัน” และ “คู่มือการใช้งาน” ระบบสาธารณสุขที่คนทุกคนควรทราบ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ
1. เพื่อรักษาอำนาจในการตัดสินใจของตนเอง
หัวใจสำคัญของสิทธิผู้ป่วยคือ “เรามีสิทธิ์เลือก” การอ่านประกาศนี้จะทำให้เราทราบว่า เรามีสิทธิ์อะไรบ้างก่อนที่จะตรวจโรคหรือเข้ารับการรักษา สามารถขอทราบผลดี-ผลเสียของการรักษา หรือทางเลือกอื่น ๆ ก่อนเซ็นยินยอมรับการรักษา รวมถึงมีสิทธิ์เลือกที่จะปฏิเสธการรักษาได้ หากพิจารณาแล้วว่าไม่ตรงกับความต้องการ โดยแพทย์ต้องแจ้งผลกระทบที่จะตามมาให้ทราบด้วย หากเราปฏิเสธการรักษา
2. เพื่อความปลอดภัยและการสื่อสารที่ถูกต้อง
ในประกาศ มีหัวข้อ “ข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย” อยู่ด้วย ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้สำคัญไม่แพ้กัน มันช่วยย้ำเตือนว่าเราต้องให้ข้อมูลสุขภาพตามจริง เช่น ประวัติแพ้ยา ประวัติการรักษาก่อนหน้า หรือการกินสมุนไพร เพราะหากปกปิดข้อมูลนั้น ผลเสียอาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราในการรักษาได้ และทำให้เรารู้ว่าควรสอบถามใคร เมื่อเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับยาหรือขั้นตอนการรักษา
3. เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว
หนึ่งในสิทธิของผู้ป่วย บอกว่าเรามีสิทธิได้รับการปกปิดข้อมูลตนเอง การที่ข้อมูลสุขภาพของเราเป็นความลับ จะทำให้เรารู้สึกอุ่นใจในการปรึกษาแพทย์ และสามารถทัดทานได้หากมีการนำข้อมูลหรือภาพถ่ายของเราไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือสาธารณะโดยที่เราไม่ได้ยินยอม
4. เพื่อใช้ตรวจสอบเมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำ
หากเกิดกรณีที่ได้รับการบริการที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกเลือกปฏิบัติ การรับรู้สิทธิแต่แรกจะช่วยให้เราสามารถโต้แย้งหรือเรียกร้องขอความเป็นธรรมได้อย่างถูกต้องตามช่องทางที่ควรจะเป็น
เพราะฉะนั้น เมื่อเข้ารับบริการในสถานพยาบาลและเห็นประกาศนี้ ควรเดินเข้าไปอ่าน (แต่ไม่ใช่ต้องท่องจำทุกตัวอักษร) เพื่อให้รู้และทำความเข้าใจใน 3 ส่วนหลักของประกาศ คือ สิทธิในการได้รับข้อมูล เราต้องรู้ว่าเราเป็นอะไร และจะถูกทำอะไรบ้างในการรักษา สิทธิในความเป็นส่วนตัว ข้อมูลส่วนตัวของเราต้องปลอดภัย และหน้าที่ของเรา ที่เราต้องให้ความร่วมมือและให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้การรักษาสัมฤทธิผล เป็นประโยชน์สูงสุดของตัวเราเอง
สถานพยาบาล กับสถานะ “พันธมิตรในการรักษา”
คำประกาศสิทธิผู้ป่วย ยกระดับให้ผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์เป็น “พันธมิตรที่มีส่วนร่วมในการรักษา” ในทางกฎหมายและการบริหารจัดการ ป้ายนี้ทำหน้าที่เป็นกรอบสิทธิ มาตรฐานอ้างอิง และอาจถูกใช้อ้างประกอบในข้อพิพาทบางกรณี ระหว่างสถานพยาบาลกับผู้รับบริการ โดยช่วยคุ้มครองสถานพยาบาลจากระบบสิทธิที่ชัดเจน ในแง่มุมต่าง ๆ ดังนี้
1. ใช้เป็นหลักฐานว่า “ได้แจ้งให้ทราบแล้ว”
หลักกฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์ให้ความสำคัญกับการได้รับข้อมูลก่อนตัดสินใจ การมีประกาศนี้ติดไว้อย่างชัดเจน ช่วยยืนยันว่าสถานพยาบาลได้ทำหน้าที่พื้นฐานในการแจ้งสิทธิให้ผู้ป่วยทราบแล้ว หากเกิดการฟ้องร้องว่า “ไม่เคยรู้เลยว่ามีสิทธิถาม” หรือ “ไม่รู้ว่าปฏิเสธได้” ป้ายนี้จะเป็นหลักฐานขั้นต้นว่าสถานพยาบาลเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส แม้มีการประกาศสิทธิไว้ แต่สถานพยาบาลยังมีหน้าที่สื่อสารสิทธิให้ผู้ป่วยเข้าใจได้จริง เพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวผู้ป่วยเอง ไม่ใช่เพียงติดประกาศไว้เท่านั้น
2. ป้องกันความเข้าใจผิดเรื่อง “การรักษาที่ไม่ได้ดั่งใจ”
ในคำประกาศสิทธิ ในส่วนของข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย ในข้อ 7 “ผู้ป่วยพึงรับทราบข้อเท็จจริงทางการแพทย์” ระบุว่า ผู้ประกอบวิชาชีพที่ปฏิบัติตามมาตรฐานและจริยธรรมย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งช่วยย้ำว่าการรักษาเป็นการดำเนินการตามมาตรฐานวิชาชีพ มิใช่การรับประกันผลลัพธ์ ตรงนี้จะช่วยปกป้องบุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาล ว่ากระบวนการรักษาที่ให้บริการผู้ป่วย คือการทำดีที่สุดตามหลักวิชาการ ไม่ใช่การ “รับประกันว่าจะหาย 100%” รวมถึงช่วยลดความคาดหวังที่เกินจริงของผู้ป่วยด้วยว่าการรักษาพยาบาลย่อมต้องให้ผลสำเร็จแน่นอน
3. เป็นเกราะป้องกันบุคลากรทางการแพทย์
ในคำประกาศสิทธิ ในส่วนของข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย คือการระบุ “หน้าที่ของผู้ป่วย” ในส่วนนี้จะช่วยปกป้องได้ในกรณีที่ ผู้ป่วยปกปิดข้อมูล เช่น หากผู้ป่วยไม่บอกว่าแพ้ยา หรือไปกินยาสมุนไพรแทรกจนเกิดผลข้างเคียงร้ายแรง สถานพยาบาลอาจใช้ข้อนี้เป็นกรอบประกอบการอธิบายข้อเท็จจริงหรือบริบทของการรักษาได้ ว่าความเสียหายเกิดจากการที่ผู้ป่วยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง หรือกรณีที่ ผู้ป่วยมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อย่างการละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือบุคลากร ประกาศนี้เป็นฐานให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าระงับเหตุหรือดำเนินการตามกฎหมายได้ง่ายขึ้น
4. ช่วยในการรับรองมาตรฐาน
โรงพยาบาลที่ต้องการใบรับรองมาตรฐานอย่าง HA (Hospital Accreditation : มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ) หรือ JCI (Joint Commission International : มาตรฐานโรงพยาบาล จากองค์กรรับรองคุณภาพสถานพยาบาลระดับสากล) จำเป็นต้องมีการติดประกาศและพิสูจน์ได้ว่าผู้ป่วยเข้าถึงสิทธิจริง ๆ การมีประกาศที่ชัดเจนจึงช่วยให้สถานพยาบาลผ่านการประเมินและมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล
5. ลดการเผชิญหน้าและข้อพิพาท
เมื่อสิทธิและหน้าที่ถูกกางออกมาให้เห็นทั้งสองฝ่าย ความขัดแย้งระหว่างหมอกับผู้ป่วยมักจะลดลง นี่คือกติกากลางให้ยึดถือ แทนที่จะใช้เพียงอารมณ์ในการโต้เถียง เจ้าหน้าที่สามารถชี้แจงตามประกาศได้ว่า “ตามสิทธิข้อนี้ เรากำลังดำเนินการให้ท่านอยู่…” ทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้ง่ายขึ้น ดังนั้น หน้าที่ของป้ายนี้ในสถานพยาบาลจึงไม่ได้มีไว้เพื่อต่อสู้กับผู้ป่วย แต่มีไว้เพื่อให้ทั้งสองฝ่าย “มองเห็นเส้นแบ่งที่ชัดเจน” ว่าจุดไหนคือสิทธิที่ต้องเคารพ และจุดไหนคือหน้าที่ที่ต้องทำ เมื่อเส้นแบ่งชัด โอกาสที่จะเกิดคดีความหรือความขัดแย้งรุนแรงก็จะน้อยลง






























