Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Soundtrack #1 หวั่นไหวในเฟรนด์โซนแบบคน (แอบ) รักเพื่อน

Soundtrack #1 หวั่นไหวในเฟรนด์โซนแบบคน (แอบ) รักเพื่อน

มีใครในที่นี้เป็นเหมือนกันบ้าง “แอบรักข้างเดียว” ที่แค่นึกถึงก็เจ็บแล้ว ถ้าเรารู้สึกเหมือนกัน แปลว่าเราน่าจะเคยมีประสบการณ์ร่วมกันมาจากการแอบรักเขาข้างเดียว ไม่ว่าในตอนนี้จะยังอยู่ในวังวนนั้น หรือตัดขาดมูฟออนออกมาได้แล้ว แต่ทุกครั้งที่นึกถึง มันก็ยังคงเป็นความทรงจำที่ขมขื่นไม่มากก็น้อย ความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะลืมมันไปให้หมดด้วยซ้ำ ให้เหมือนไม่เคยมีอะไรเรื่องนี้เกิดขึ้น แต่เราทำได้แค่อดทนอยู่กับมันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงวันหนึ่งที่เราทำใจได้เอง

ถ้าคนอกหักชอบฟังเพลงอกหัก คนที่ชอบไปแอบรักเขาข้างเดียวเป็นประจำก็คงชอบดูหนัง ดูละคร ดูซีรีส์แนว ๆ แอบรักเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่เรื่องพวกนี้มักจะจบแบบสุขนาฏกรรม พระเอกนางเอกได้รักกันในที่สุด ในขณะที่การแอบรักในชีวิตจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เขาหรือเธอไม่ใช่พระเอกหรือนางเอก เช่นเดียวกันกับที่เราก็ไม่ได้เป็นพระเอกหรือนางเอกในชีวิตจริง มันจึงช่วยมาเติมเต็มสิ่งที่เราไม่มีในชีวิตจริงได้ อันที่จริง เรื่องที่จบแบบไม่สมหวังก็มีแต่น้อยกว่า และเรื่องที่ไม่สมหวังนั้นก็มักจะลงเอยด้วยการโดนคนดูสาปด้วย!

ซีรีส์วันนี้อาจชวนให้เรากลับมาหวั่นไหวกับความรู้สึกประมาณว่าแอบรักข้างเดียวอีกครั้ง Soundtrack #1 ผลงานคัมแบ็กล่าสุดของพัคฮยองชิก หลังจากซีรีส์เรื่อง Happiness เพิ่งจะลาจอไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ และดาวรุ่งคนใหม่ของวงการบันเทิงเกาหลีใต้ ฮันโซฮี ที่มีผลงานถี่ยิบในช่วงปีที่ผ่านมา ก่อนอื่นขอสารภาพว่ารู้จักเธอตั้งแต่เล่นเป็นนางเอก MV เพลง Tell Me What to Do ของ SHINee แล้ว (พอดีเป็นติ่งวงนี้) และก็ที่เป็นกระแสหนักมากจากบทเมียน้อยน่าตบใน The World of Married Couple และ Nevertheless ชวนไปดูผีเสื้อที่ห้องกันเต็มฟีด ทว่าไม่เคยดูผลงานเธอแบบเป็นชิ้นเป็นอันสักครั้งเดียว นี่คือเรื่องแรกที่เปิดเข้ามาดู

Soundtrack #1 เป็นเรื่องราวของนักแต่งเพลงสาวโนเนมคนหนึ่ง ที่เข้าสู่วงการมา 3 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีเพลงฮิตสักเพลง ในคราวนี้ยังถูกปฏิเสธงานเพลงอีก โปรดิวเซอร์วิจารณ์เพลงแนวแอบรักข้างเดียวของเธอว่ามันสดใสเกินไปเหมือนไม่มีอยู่จริง ฟังแล้วเข้าไม่ถึงความเศร้าและความเจ็บปวดของการอยู่กับคนที่แอบรักไม่ได้ แห้งเหี่ยวไร้อารมณ์ที่จะจูงใจให้คนฟังรู้สึกคล้อยตาม เพราะเธอเองไม่ใช่พวกที่จะไปแอบรักใครข้างเดียว แต่เป็นพวกพุ่งชนเสมอ “ถ้าใจเต้น รู้สึกชอบ รู้สึกคิดถึง ก็ขอคบไปเลยสิ” นั่นสิ แล้วเธอจะไปรู้จักความเศร้าแบบรักข้างเดียวได้ยังไงกัน

ในเมื่อเธอไม่เคยมีประสบการณ์ความรู้สึกแบบนั้น เธอจึงมาระบายให้กับช่างภาพหนุ่ม เพื่อนที่สนิทกันมานานถึง 19 ปีฟัง แต่แล้วเขาก็ดันหลุดว่าตัวเองมีความเข้าใจในเรื่องนี้ดี เธอจึงขอให้เพื่อนอย่างเขามาเป็นผู้ช่วยในการแต่งเพลงนี้ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักข้างเดียว โดยขอให้เขามาช่วยเธอที่บ้านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งระหว่างที่พวกเขาใช้เวลาร่วมกัน ความเป็นเพื่อนกันมาเกือบ 2 ทศวรรษก็เริ่มถูกท้าทาย ความรู้สึกที่เป็นมากกว่าเพื่อนก็ค่อย ๆ ปรากฏออกมา เส้นบาง ๆ ที่กั้นระหว่างมิตรภาพและความรักก็เริ่มเบลอหายไปตามความรู้สึกที่มากขึ้นทุกที

ตั้งแต่หลงพ่อหนุ่มไมโครเวฟพัคฮยองชิกในเรื่อง Happiness ก็ประกาศตัวว่าจะติดตามผลงานนางไปทุกเรื่อง และที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นออริจินัลคอนเทนต์ของ Disney+ Hotstar ตั้งแต่เสียเงินให้แอปฯ นี้ยังได้ดูไม่คุ้มเท่าไร เรื่องที่ทำให้ยอมเสียเงินดูอย่าง Rookie Cops ก็จบไปแล้ว จ่ายเงินแล้วก็ต้องแวะเวียนไปดูบ้าง จุดเด่นของ Soundtrack #1 คือเป็นซีรีส์สั้น ความยาว 4 ตอนจบ ตอนละประมาณ 45 นาที แต่จุดอ่อนของซีรีส์เรื่องนี้ก็คือ มาเพียงสัปดาห์ละตอน!

เมื่อเราพาตัวเองไปติดแหง็กอยู่ในเฟรนด์โซน

ถ้าไม่นับการรักข้างจอด้านเดียวกับผู้ชายแสนแปดในซีรีส์ เมื่อก่อนเราก็เป็นคนหนึ่งที่อินกับคำว่า “เฟรนด์โซน” มากเลยนะ เฟรนด์โซนจะมีเส้นกั้นบาง ๆ ที่ข้ามไม่ได้ ยิ่งเราอยากรู้อยากลอง ยิ่งดันทุรัง มันก็ยิ่งพัง ด้วยความที่ตอนนั้นยังเด็กอยู่เลยปิดความรู้สึกไม่มิด แถมเพื่อนคนนั้นก็ดันฉลาดมาก มันเลยรู้ก่อนที่เราจะสารภาพออกไปเองด้วยซ้ำ ผลของการเผลอใจแอบชอบเพื่อนและตัดสินใจสารภาพในวันนั้นคือ พังพินาศ พังชนิดที่ว่าทำเอาเราเกลียดตัวเองไปพักหนึ่งเลยที่ไม่ควบคุมตัวเองให้ดี

เฟรนด์โซนในวันนั้น เรื่องมันเกิดขึ้นมานานมากแล้ว พอเวลาผ่านไป ต่างคนต่างโตขึ้น ตอนนี้ก็เคลียร์ใจและสานต่อความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่เคยสะดุดไปช่วงหนึ่งได้ ในเมื่อมันไม่สมหวัง เราก็ต้องมูฟออนให้ได้เพื่อที่จะได้เดินหน้าไปต่อ ตอนนั้นมันอาจจะเจ็บมากเพราะเป็นแผลสด แต่ตอนนี้มันเหลือแค่รอยแผลเป็นจาง ๆ ให้ดูต่างหน้าว่าเราก็เคยเจ็บเพราะคนนี้มาแล้ว ประสบการณ์ที่เคยเกือบสูญเสียคนคนนี้ไปสอนว่าอย่าหาเสี่ยงทำอะไรไม่เข้าท่าแบบนี้อีก โชคดีแค่ไหนที่ได้เพื่อนคนนี้กลับมา โดยก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าทุกอย่างมันไม่ได้เหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์

หลังจากเหตุการณ์นั้น นี่ก็หลุดจากวงจรเฟรนด์โซนมาได้พักใหญ่ ไม่มีใครที่ทำให้รู้สึกจริงจังมากขนาดนั้นมานานมากแล้ว แต่ในวันนี้ ไอ้ความรู้สึกอึดอัดที่ต้องติดอยู่ในโซนที่ข้ามไม่ได้มันก็กลับมาอีกครั้ง ที่น่าหงุดหงิดคือมันอัปเลเวลจากเฟรนด์โซนมาเป็น “พี่น้องโซน” (ให้ตายเถอะแต่ละอย่าง หัวจะปวด) จากที่เคยทิ้งสารพัดกระบวนท่าในการตัดใจไปเมื่อนานมาแล้ว วันนี้ต้องงัดมันขึ้นมาใหม่เพื่อจัดการกับความรู้สึกตัวเองก่อนที่จะพัง เพราะประสบการณ์ในตอนนั้นสั่งสอนมาเป็นอย่างดี ว่าถ้ายังอยากมีคนคนนี้อยู่ในชีวิต ก็ต้องจัดการตัวเองให้ได้ แล้วอย่าพูดอะไรออกไป

ในกรณีของพี่น้องโซนนี่ขอไม่พูดอะไรเยอะ เพราะมันยังเป็นแผลใหม่ เหตุการณ์เพิ่งผ่านไปสด ๆ ร้อน ๆ เกิดสาธยายเยอะ แล้ว “พี่” คนนั้นเข้ามาอ่าน ชีวิตอาจได้จบเห่กันพอดี เขาต้องรู้แน่ ๆ แหละว่าเป็นตัวเขา เอาเป็นว่าตอนนี้เราก็ต้องขอเวลาจัดการความรู้สึกตัวเอง จัดระเบียบความคิดให้ออกมาว่า “เคยชอบ” ให้ได้ นั่นแหละ ถึงจะมูฟออน

ในเรื่องพระเอกอธิบายเรื่องของการแอบรักข้างเดียวให้นางเอกที่ไม่เข้าใจฟัง ว่าทำไมรักข้างเดียวมันถึงเศร้าและเจ็บปวด เชื่อว่าคนที่เคยมีประสบการณ์ร่วมน่าจะเข้าใจดี ว่ามันเศร้าตรงที่เราทำอะไรไม่ได้เลย ใจของตัวเองแท้ ๆ แต่กลับควบคุมความรู้สึกไม่ได้ ไม่มีอะไรที่ได้ดั่งใจสักอย่าง มันไม่เหมือนกับความรักธรรมดาที่คายทิ้งได้ เพราะรักข้างเดียวจำต้องกล้ำกลืนฝืนทนเอาไว้ กลับก็ไม่ได้ ไปต่อก็ไม่ถึงก้ำกึ่งอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ติดอยู่ในโซนนั้นไปเรื่อย ๆ แบบที่รู้ว่าไม่มีโอกาสข้ามไปฝั่งตรงข้ามทั้งที่ห่างแค่เอื้อม

ความรู้สึกแค้นเคืองโชคชะตาที่อุตส่าห์ทำให้เรารู้จักกัน แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ใครหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับสภาพนี้ดี จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ว่าเราโง่เขลา หรือเราขี้แพ้ ขี้ขลาดจนไม่กล้าจะสารภาพออกไป เพราะทุกอย่างเราเอามันมาคำนวณแล้วว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่จะเสียไหม ซึ่งมันไม่จบแค่เสียเขาไป ความรู้สึกอีกล่ะ ยิ่งกับคนประเภทที่อย่าได้คิดแบบนั้นกับเขาเด็ดขาด ปัจจัยหลายอย่างทำให้เราแทบไม่มีสิทธิ์จะคิดด้วยซ้ำ คือโอกาสไม่ใช่ศูนย์แต่ติดลบ ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลกมันไม่ใช่ ลองนึกตัวเองที่อยู่ในสภาพที่โดนตื๊อทั้งที่ไม่รู้สึกก็ไม่ไหวเหมือนกัน

เหมือนเพลงนั่นแหละ ถ้าเขาจะรัก ยืนเฉย ๆ เขาก็รัก แต่ถ้าจะไม่รัก ทำดีแค่ไหน ตื๊อให้ตาย ยังไงเขาก็ไม่รัก ไม่ต้องโทษดิน โทษฟ้า โทษน้ำ โทษตัวเอง หรือโทษเขาหรอก ไม่รักก็คือไม่รัก แค่นั้น ความรักมันบังคับกันได้ที่ไหนล่ะ

บทเพลงและภาพถ่าย สื่อกลางที่ใช้ถ่ายทอดความรู้สึก

ช่วงนี้เจอซีรีส์หนัก ๆ หน่วง ๆ มาหลายเรื่อง ฟีลประสาทแ_ก ก็มี ลุ้นจนเครียดก็มา บางเรื่องก็แกงเก่งพลิกไปพลิกมาจนแทบไม่กล้าดูตอนใหม่ แถมตอนที่มีข่าวเครื่องบินตกก็ยังไปสรรหาดูสารคดีเทือก ๆ นั้นอีก (เหมือนที่ดูอยู่มันหนักไม่พอ) พอมาเจอซีรีส์แนวมิวสิคัลโรแมนติกเรื่องนี้เข้าไป มันช่วยให้สมองเบาขึ้นเยอะ ภาพสวย บรรยากาศมันจะออกแนวโรแมนติกเหมือนมีผีเสื้อมาบินอยู่ในท้อง แต่ก็เจือปนไปด้วยความเศร้าจาง ๆ แบบคนที่ไปแอบรักเขาข้างเดียว มันเป็นโทนที่แตกต่างที่สุดของซีรีส์ที่ดูในช่วงนี้แล้ว

สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ ชอบวิธีการเล่าเรื่องโดยใช้เพลงและภาพถ่ายมาเป็นสื่อกลางในการแสดงความรู้สึกของมนุษย์ คือมนุษย์กับความรู้สึกเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันอยู่แล้ว คนเราสามารถแสดงออกทางความรู้สึกได้หลายทาง แสดงออกด้วยการพูด คิดแบบไหนก็พูดออกมา แสดงออกด้วยอากัปกิริยาท่าทาง เป็นภาษากาย หรือจะใช้บางสิ่งบางอย่างเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองคิด รู้สึก ให้ออกมาเป็นงานศิลป์ คือมันมีความเป็นศิลปะ มีความสวยงาม ดูละมุนอ่อนโยน ไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนการพูดตรง ๆ หรือทำให้เห็นโต้ง ๆ ไปเลย ง่าย ๆ ก็คือ มันมีชั้นเชิงกว่า

กว่าเราจะรับรู้ความรู้สึกนั้นได้ จะมาเร่งรีบตีความให้ออกเลยมันไม่ใช่ เราต้องได้สัมผัสและดื่มด่ำกับชิ้นงานศิลป์นั้นก่อน ใช้ใจค่อย ๆ ทำความเข้าใจองค์ประกอบภาพ สีสัน เนื้อเพลงทุกตัวอักษรทั้งความหมายตรงและความหมายโดยนัย ซึมซับความรู้สึกของเพลงไปตามบรรทัดและที่สอดแทรกอยู่ระหว่างบรรทัด ทำนอง แนวคิดที่ผู้สร้างต้องการสื่อ รวมถึงสัญลักษณ์บางอย่าง เมื่อเข้าใจได้ทั้งหมดนี้ เราถึงจะเห็นความงามของความรู้สึกที่ผู้สร้างงานใส่มันลงไปในชิ้นงาน ความรู้สึกที่พวกเขาต้องการจะสื่อออกมา

เมื่อเพลงและภาพถ่ายถูกนำมาใช้สื่อความรู้สึกของคนแอบรัก เป็นความน่าสนใจที่ว่าสุดท้ายนางเอกจะแต่งเพลงรักข้างเดียวออกมาได้ดึงดูดและสื่ออารมณ์แบบคนแอบรักที่แท้จริงอย่างที่คุณโปรดิวเซอร์ต้องการหรือเปล่า ในเมื่อเธอไม่เคยมีความรู้สึกเป็นคนแอบรักมาก่อน ส่วนพระเอก ก็ต้องหัดที่จะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเองให้มากขึ้น ทำในสิ่งที่อยากทำ สิ่งที่หัวใจบอก ภาพที่ออกมาจะได้ไม่ดูปลอม เพราะเรื่องของความรู้สึก ไม่ใช่สิ่งที่ได้ออกมาจากการเค้นสมอง มันต้องมาจากหัวใจที่กำลังรู้สึกจริง ๆ

ฉันชอบความหมายของครั้งเดียวนั่น

สาวกกล้องฟิล์มทั้งหลายน่าจะรู้สึกหลงใหลใน “ครั้งเดียว” แบบที่พระเอกชอบ เสน่ห์ของการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มที่พระเอกบอกให้นางเอกฟัง หลังจากที่นางถามพระเอกไปว่าสมัยนี้มีกล้องดิจิทัลดี ๆ เยอะแยะ แต่ทำไมพระเอกต้องดึงดันที่จะใช้กล้องฟิล์ม คือ “ถ้าเป็นกล้องดิจิทัล เราดูช็อตเดิมได้เป็นร้อยครั้ง แต่กับกล้องฟิล์ม เรามีโอกาสจับภาพช่วงเวลานั้นแค่ครั้งเดียว ฉันชอบความหมายของครั้งเดียวนั่น”

เพราะครั้งเดียวที่มันเกิดขึ้น มันเป็นโอกาสที่ไม่ได้มีให้ไล่ตามจนเกร่อ ครั้งเดียวที่เราจับภาพได้ พอมันเป็นได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น มันจึงมีความหมาย และมีคุณค่าในแง่ของความยาก สิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียว เราจะรู้สึกภาคภูมิใจที่คว้ามันมาได้ ปลาบปลื้มที่แค่ครั้งเดียวเราก็ยังได้มันมา ดีใจที่มีมันในครอบครอง และแน่นอนว่าเราก็คงจะเสียใจและเจ็บปวดมาก ถ้าครั้งเดียวที่ว่านั่นมันหายไป ทำมันหลุดมือไป เพราะมันไม่มีครั้งที่สองหรือครั้งสำรองอีกต่อไปแล้ว

ถ้ามาพิจารณาชีวิตจริง ๆ ของคนเรา เราจะรู้ว่าโอกาสที่เราจะได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันไม่ได้มีมากครั้งขนาดนั้นหรอก ส่วนใหญ่แล้วพอได้ลองทำ ผลลัพธ์ก็จะออกมาให้เห็นว่าจะได้ไปต่อหรือต้องหยุดอยู่แค่นี้ มันจึงถูกตัดสินด้วยครั้งเดียวที่ว่านั่น ซึ่งถ้าเราไม่ได้เต็มที่กับมันให้มากพอตั้งแต่แรกทั้งที่มีโอกาสแค่ครั้งเดียว มันก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ต้องสูญเสียครั้งเดียวไปทั้งที่ไม่ได้พยายามอย่างที่สุด ถ้าจำเป็น เราคงต้องลองพุ่งชนมันสักโครม แต่ต้องรับผลข้างเคียงจากการกระทำนั้นให้ได้ด้วยตัวเองด้วยนะ

หลังจากที่พระเอกตัดสินใจได้แล้วว่าจะลองทำตามที่หัวใจตัวเองเรียกร้องดูสักครั้ง ถึงขั้นลากกระเป๋ามาหานางเอกที่หน้าบ้านตามคำเชิญชวนให้มาเป็นผู้ช่วยในการแต่งเพลงรักที่ไม่สมหวังให้เสร็จ ให้มันสื่อถึงอารมณ์ของคนที่ไม่สมหวัง ไม่สามารถได้อยู่กับคนที่ตัวเองแอบรักได้อย่างสมบูรณ์ โอกาสเดียวที่พระเอกมีในตอนนี้ ระหว่าง 2 สัปดาห์ที่คนทั้งสองจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เขาจะทำให้ครั้งเดียวของเขาปังหรือพังกันแน่ 💞