Home Work & Living Living เจาะลึกเบื้องหลัง ทำไมผู้สูงอายุบางคนติดการใช้ AI Chatbot และเชื่อทุกคำตอบจาก AI

เจาะลึกเบื้องหลัง ทำไมผู้สูงอายุบางคนติดการใช้ AI Chatbot และเชื่อทุกคำตอบจาก AI

ในยุคดิจิทัลที่มวลมนุษยชาติได้รู้จักกับ AI Chatbot และใช้ประโยชน์จากมันในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งเป็นตัวช่วยในการทำงาน ใช้หาความรู้ ใช้เพื่อความบันเทิง สามารถพูดคุยแก้เหงาได้ หรือให้เป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตบางอย่างก็ยังได้ ซึ่งถ้าหากใช้เป็นและใช้อย่างระมัดระวัง ก็จะพบว่ามันมีประโยชน์มหาศาล แต่ถ้าใช้ไม่เป็น ถึงขั้นเชื่อคำตอบทุกอย่างที่ AI หามาตอบโดยไม่ใช้วิจารณญาณ ก็อาจมีความเสียหายเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ คือการที่ผู้สูงอายุจำนวนมากใช้งาน AI Chatbot กันอย่างจริงจังในชีวิตประจำวัน จนมีแนวโน้มว่าจะใช้งานจนติดเหมือนเล่นโซเชียลมีเดียหรือเล่นเกม และที่สำคัญ ยังมีความเป็นไปได้ว่าผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งจะเชื่อคำตอบทุกอย่างจาก AI ด้วย เราลองมาดูกันใน 3 มิติ ว่าทำไมทุกวันนี้ผู้สูงอายุหลายคนถึงได้เสพติดการคุยกับ AI Chatbot ทำไมผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งถึงได้เชื่อคำตอบทุกอย่างจาก AI โดยไม่ตรวจสอบ และมันมีกลไกอะไรบางอย่างจากการตั้งคำถามของผู้ใช้งาน ที่ยิ่งทำให้ผู้สูงอายุเชื่อทุกอย่างจาก AI

ปรากฏการณ์ผู้สูงอายุเสพติดการคุยกับ AI

ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป ที่เราจะเห็นผู้สูงอายุจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่กำลังเผชิญทั้งความเหงา ช่องว่างระหว่างวัย และความรู้สึกว่าตัวเองค่อย ๆ ถูกทิ้งไว้ข้างหลังบนโลกดิจิทัล เริ่มใช้เวลาไปกับการคุยกับ AI Chatbot อย่าง ChatGPT หรือ Gemini ตั้งแต่ถามไถ่เรื่องสุขภาพ วางแผนการใช้เงินบำนาญ การหารายได้เสริมหลังเกษียณ ปรึกษาปัญหาความสัมพันธ์ ชวนคุยเชิงปรัชญาชีวิต เล่าความทรงจำในอดีต ติดตามข่าวสาร ไปจนถึงระบายความในใจ บางคนใช้งานเพียงเพื่อความบันเทิง แก้เหงาเวลาลูกหลานไม่อยู่บ้าน แต่บางคนก็ค่อย ๆ เริ่มผูกพันกับ AI มากขึ้นเรื่อย ๆ ใช้เวลาครึ่งค่อนวันหมดไปกับการคุยกับ AI นานวันเข้าถึงขั้นเชื่อทุกอย่างที่มันตอบอย่างไม่ใช้วิจารณญาณ เอะอะอะไรก็ใช้ AI หาคำตอบ ให้มันคิดให้ทำแทนทุกอย่าง เริ่มไม่เปิดใจฟังผู้คนรอบข้าง เพราะเชื่อว่า AI รู้ลึก รู้จริงกว่า จนบางครั้งก็นำไปสู่ความขัดแย้งภายในบ้านได้เลยทีเดียว

1. ปัญหาความสัมพันธ์ในบ้าน

หลายบ้านมีปัญหาความสัมพันธ์ ลูกหลานไม่ค่อยอยากพูดคุยกับผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุบางคนหัวแข็ง พูดอะไรก็ไม่ฟัง ไม่เชื่อ เอาแต่ใจ เรียกร้องความสนใจก็มี หรือบางคนชอบชวนคุยนั่นนี่ แต่ถ้าตอบไม่ถูกใจก็ไม่พอใจ ยิ่งคุยก็ยิ่งทะเลาะ เกิดการโต้เถียง หงุดหงิดรำคาญใจกันทั้งคู่ หรืออาจเป็นตัวผู้สูงอายุเองที่รู้สึกเกรงใจลูกหลาน กลัวโดนดุ ไม่อยากรบกวน หรือรู้สึกว่าตัวเองพูดมากถามมากเกินไปจนน่ารำคาญ เมื่อต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงที่จะมีปฏิสัมพันธ์กันก็ทำให้การพูดคุยในบ้านค่อย ๆ ลดลง แต่เมื่อผู้สูงอายุได้รู้จักกับ AI Chatbot พวกเขาก็พบว่ามันเป็นเพื่อนคุยที่แตกต่างจากลูกหลาน คุยได้เรื่อย ๆ AI ไม่ด่วนตัดสิน ไม่เหนื่อย ไม่ประชด ไม่หงุดหงิด ถามซ้ำกี่รอบมันก็ยังตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพเหมือนเดิมเสมอ มันพร้อมฟัง พร้อมตอบ พร้อมสรุป เรื่องที่พวกเขาอยากรู้โดยไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์บางอย่างของผู้สูงอายุได้อย่างดี แถมยังปรับตัวตามผู้ใช้ได้อีกต่างหาก เพราะฉะนั้น สำหรับผู้สูงอายุจำนวนมาก AI Chatbot จึงไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่กลายเป็นคู่สนทนาที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองยังมีคนรับฟังโดยไม่ตัดสิน

2. รูปแบบการใช้งานช่วยลดข้อจำกัดของวัย

AI Chatbot จำนวนมากถูกออกแบบมาให้เป็นมิตรกับผู้ใช้มากกว่าคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมสมัยก่อน มันใช้งานง่ายมาก ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้งานอะไรพิสดารด้วย ส่วนใหญ่คือใช้ค้นหาคำตอบในสิ่งที่สงสัย สนใจ หรืออยากรู้ ไม่ก็คุยนั่นคุยนี่ เพียงแค่พิมพ์ถาม หรือถ้าพิมพ์ไม่ถนัด มองแป้นไม่เห็น ใช้นิ้วไม่คล่องแคล่ว ก็ใช้เมนูพิมพ์ด้วยเสียงพูดเอา จากนั้นก็รอมันตอบกลับมาแค่นั้นจบ AI จะรวบรวมและเรียบเรียงคำตอบของเรื่องยาก ๆ มาให้อ่านง่ายขึ้น ภาษาเข้าใจง่าย หรือสายตาไม่ดีก็ให้มันอ่านให้ฟังก็ได้ ไม่ต้องเรียนรู้อะไรซับซ้อน ไม่ต้องเปิดใช้หลายแอปฯ ไม่ต้องเลื่อนหาข้อมูลจากใน Google ที่เต็มไปด้วยโฆษณาและไม่ต้องเลือกเองด้วยว่าจะเข้าเว็บไซต์ไหน การใช้งานที่ง่ายแบบนี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ลดข้อจำกัดของวัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสายตา การพิมพ์ หรือการประมวลผลข้อมูล เหมือนเป็นเทคโนโลยีชิ้นแรก ๆ ที่ไม่ทำให้รู้สึกโง่เวลาใช้ ซึ่งพอใช้ง่าย ได้ผล ก็รู้สึกว่าตัวเองสั่งงานเทคโนโลยีได้ เกิดความรู้สึกสนุก ตื่นเต้น และอยากใช้งานต่อเรื่อย ๆ

3. ความน่าตื่นตาตื่นใจ

กลุ่มผู้สูงอายุจำนวนมากเติบโตมาในยุคที่คอมพิวเตอร์ยังเป็นเรื่องไกลตัว ตลอดช่วงชีวิตของพวกเขาไม่ได้ผ่านมือหรือคุ้นเคยกับเทคโนโลยีมามากมายเท่าคนรุ่นใหม่ บางคนอาจจะเคยเห็นความน่าตื่นเต้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ผ่านภาพยนตร์ที่ลูกหลานเปิดให้ดูด้วยซ้ำ โดยที่ไม่ได้คาดคิดว่าในวันหนึ่งมันจะมาอยู่ในมือของตัวเอง มันเลยกลายเป็น “ความว้าว” ที่พวกเขาเพิ่งเคยสัมผัส พวกเขาพบว่าตนเองสามารถสั่งงานให้ AI แต่งกลอน วาดรูป วางแผนการเดินทางเที่ยว ถามข้อมูลเรื่องสุขภาพ สูตรอาหาร ข่าว ไปจนถึงระบายความในใจและบอกเล่าเรื่องาวในชีวิตประจำวันของตนเอง ดังนั้น สำหรับสูงอายุจำนวนมาก AI คือความแปลกใหม่ ความน่าตื่นตาตื่นใจ คือเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก เปลี่ยนชีวิต ในขณะเดียวกันก็ยังทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองยังเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ ยังตามโลกทัน และยังมีอำนาจควบคุมอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง ความรู้สึกแบบนี้มีพลังทางจิตใจสูงมาก โดยเฉพาะในวัยที่หลายคนเริ่มรู้สึกว่าสังคมกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะตามทัน และตนเองกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังโลกยุคดิจิทัล แตกต่างจากคนรุ่นใหม่ที่มองว่า AI ก็แค่เครื่องมือดิจิทัลอีกชิ้นหนึ่งเท่านั้น

4. เป็นแหล่งข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือ (ในมุมมองของพวกเขา)

ต้องเข้าใจก่อนว่าผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ได้เติบโตมาแบบเด็กรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่เคยถูกสอนให้ค้นหาอะไรก็ตามที่ตนเองอยากรู้ด้วยการวิธีการเสิร์ชจากใน Google มาก่อน ที่ต้องคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลจากหลาย ๆ เว็บไซต์ประกอบกัน แล้วค่อยมาพิจารณาความน่าเชื่อถือดูอีกที และพวกเขาก็ไม่คุ้นชินกับการใช้เครื่องมือทางดิจิทัลในการแก้ปัญหา อย่างการพยายามตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง ผู้สูงอายุจำนวนมากที่ชอบค้นคว้าหรือหาความรู้เพิ่มเติมเป็นทุนเดิม การถามสิ่งที่อยากรู้ใน AI Chatbot พวกเขาจะได้คำตอบที่ AI คัดสรรและเรียบเรียงมาให้โดยทันทีในรูปแบบของประโยคสนทนาต่อเนื่องที่สามารถโต้ตอบไปมาได้ ซึ่งมันทำออกมาได้ดูน่าเชื่อถือมาก ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองได้รับความรู้โดยตรง เหมือนกำลังคุยอยู่กับผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อได้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ พวกเขาจะเริ่มพึงพอใจกับการใช้งาน AI Chatbot ต่อเนื่อง ยกให้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวในด้านเทคโนโลยี จากที่เคยใช้แค่หาความรู้ เป็นเพื่อนคุย ก็เริ่มให้มันแนะนำนั่นนี่ ถามความเห็น จนกลายเป็นพึ่งพามันในทุกเรื่อง ให้ช่วยคิดแทนตลอด

5. เติมเต็มช่องว่างบางอย่างทางจิตใจ

เหตุเกิดจากความเหงา! อาจจะสืบเนื่องมาจากประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ในบ้านที่ไม่ค่อยดี ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ค่อยอยากคุยกับลูกหลานเพราะพวกเด็กเมื่อวานซืนชอบพูดจาไม่เข้าหู ส่วนลูกหลานเองก็ไม่อยากคุยด้วยเหมือนกัน คุยดีได้ไม่กี่คำก็ทะเลาะกัน บางคนเกษียณแล้วออกมาอยู่บ้านคนเดียว ลูกหลานไปเรียน ไปทำงาน ส่วนเพื่อนฝูงวัยเดียวกันก็จากไปหลายคนแล้ว การที่พวกเขามีเวลาว่างมากขึ้น วงสังคมแคบลง ลูกหลานก็ดูยุ่ง ๆ เครียด ๆ กับชีวิต ทำให้พวกเขาเหงา คนที่ใช้งาน AI Chatbot เป็น ถามนั่นถามนี่จากมันได้ พูดคุยกับมันได้ต่อเนื่อง บางคนก็เลยยกให้ AI เป็นเพื่อนคู่หู่ เป็นคู่สนทนา เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ที่คอยปลอบประโลมจากความวุ่นวายในโลกจริง หรือแม้แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองยังสามารถเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ได้ ยังมีคุณค่า ยังมีประโยชน์ เพราะ AI ถามอะไรไปมันก็ตอบมาทันที ไม่ขัดใจ ปลอบใจเก่ง แถมยังปรับโทนการสนทนาตามผู้ใช้ด้วย ก็กระตุ้นสมองให้อยากพูดคุยกับมันต่อเนื่อง สมองจะรู้สึกเหมือนได้รับรางวัลแบบที่ใช้งานโซเชียลมีเดียหรือเล่นเกม เหมือนเพื่อนที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างทางจิตใจ

การเชื่อโดยไม่ตรวจสอบ ที่มักเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานที่เป็นผู้สูงอายุ

คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยทราบดี ว่ากระบวนการที่ AI ใช้ในการหาคำตอบมาตอบคำถามของเรานั้น ส่วนใหญ่จะไปดึงข้อมูลมาจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ต และเนื่องจากมันถูกฝึกจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ทั้งหนังสือ เว็บไซต์ และข้อความหลากหลายประเภท ก็ทำให้มันสามารถสร้างคำตอบที่ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาเองได้ นั่นทำให้ AI อาจจะผิดพลาดหรือแต่งข้อมูลขึ้นมาได้เช่นกัน เราจึงไม่ควรที่จะเชื่อทุกอย่างที่ AI เรียบเรียงมาตอบโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเองอีกครั้ง แม้แต่ในระบบของมันเอง ยังขึ้นข้อความเตือนผู้ใช้งานว่า “ChatGPT อาจมีข้อผิดพลาด ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญ” หรือ “Gemini เป็น AI และอาจทำผิดพลาดได้” ทว่าผู้สูงอายุจำนวนมากที่ใช้งาน AI Chatbot อาจจะไม่เคยสนใจคำเตือนเหล่านั้นด้วยซ้ำ และมีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลทุกอย่างที่ AI หามาตอบ ปัญหานี้ หลัก ๆ แล้วสามารถมองได้ในเชิงจิตวิทยา และกลไกการทำงานของสมอง มากกว่าที่จะตีตราว่าเป็นเพราะคนแก่โง่หรือตามโลกไม่ทัน

1. ความไว้วางใจในระบบอัตโนมัติ

มนุษย์มีแนวโน้มพื้นฐานที่จะเชื่อว่าการทำงานของระบบอัตโนมัติปราศจากอคติและมีความแม่นยำกว่ามนุษย์ เพราะเรามองว่าเครื่องจักรเหล่านี้ทำงานด้วยตรรกะและตัวเลข ไม่มีอารมณ์ ไม่มีข้อจำกัดในด้านความรู้สึก คล้าย ๆ กับการที่หลายคนอาจจะสามารถคิดเลขในใจได้ แต่ก็จะตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งด้วยการกดเครื่องคิดเลข นั่นจึงทำให้เรามักจะเชื่อและมั่นใจในการตัดสินใจของระบบอัจฉริยะ จนลดการระแวดระวัง หรือลดการตั้งคำถามกลับจากคำตอบของ AI ลงโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ความจริง AI ไม่ได้มีความเข้าใจโลกในลักษณะที่ซับซ้อนแบบมนุษย์ มันแค่พยายามคาดเดาคำตอบที่น่าจะใช่และถูกใจผู้ใช้งานที่สุดจากข้อมูลที่มีอยู่อย่างมหาศาล

ในขณะเดียวกัน AI ก็เก่งในการคาดเดาคำตอบที่ “ตรงใจ” ยิ่งถ้ากับคนมีความเชื่อบางอย่างเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว AI มักจะสามารถนิยามความคิดฟุ้ง ๆ เหล่านั้นให้มีคำอธิบาย มีเหตุผลมารองรับ เรียบเรียงให้ดูดี หรือแม้แต่ขยายความคิดนั้นได้ ผู้ใช้จึงรู้สึกว่า AI ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะคิดเหมือนตัวเอง ก็ยิ่งเพิ่มความไว้วางใจเข้าไป ทั้งที่ในความเป็นจริง AI แค่กำลัง “สะท้อน” สิ่งที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป

2. ให้คำตอบอย่างมั่นใจ

หากเคยลองสังเกตคำตอบจาก AI จะเห็นว่ามันมีโครงสร้างที่เป็นแบบแผน เนื่องจากระบบ AI ถูกฝึกมาให้ตอบคำถามด้วยรูปประโยคที่มั่นใจ สุภาพ ตอบเร็ว ลื่นไหล และมีโครงสร้างชัดเจน อธิบายเป็นขั้นเป็นตอน เราแทบจะไม่เคยเห็น AI ตอบคำถามว่า “เอ่อ…ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ แต่อาจจะเป็น…” แต่มันมักจะตอบว่า “จากการรวบรวมข้อมูล พบว่า…” ซึ่งเป็นรูปภาษาที่ดูเป็นทางการและมีความมั่นใจสูง ซึ่งรูปภาษาแบบนี้จะกระตุ้นให้สมองของผู้ใช้งานเชื่อมั่นในความมั่นใจนี้ไปก่อนแล้วว่ามันน่าจะรู้จริง คำตอบของมันจึงเป็น “ข้อเท็จจริง” ไม่ใช่ “การคาดเดา” และกลายเป็นที่มาของ “ถูกต้องแหละ” ทั้งที่ในความเป็นจริง คำตอบที่ดูน่าเชื่อถือ หรือความลื่นไหลในการตอบ ก็อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงเสมอไป

หลายคนที่มีความรู้เฉพาะทางอยู่แล้ว แต่เคยใช้ AI Chatbot ช่วยสืบค้นข้อมูลในเบื้องต้นเพื่อร่นระยะเวลาทำงาน จะพบว่าบางคำตอบที่ AI หามาตอบนั้นมันผิดพลาดจากข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง ทว่ารูปภาษาที่มันใช้ตอบก็ยังคงตอบแบบมั่นใจว่าตัวเองถูก ตัดแปะข้อมูลมาเรียบเรียงให้ดูเป็นเหตุเป็นผลเพื่อให้เป็นคำตอบในแบบที่เราต้องการ นั่นหมายความว่าต่อให้ AI จะให้คำตอบแบบผิด ๆ มา มันก็ยังผิดแบบเป็นระเบียบและดูฉลาด ซึ่งมันพิจารณายากว่าอะไรผิดอะไรถูก จุดนี้เองที่น่ากลัวมากสำหรับกลุ่มคนที่ไม่คุ้นกับการที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้มาอีกครั้ง เช่น คนที่โตมากับระบบท่องจำ ไม่ได้ถูกสอนให้ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์หรือการคิดเชิงวิพากษ์ คนที่เชื่อคนที่มีอำนาจโดยไม่สงสัยหรือตั้งคำถาม คนที่คุ้นชินกับการรับข้อมูลทางเดียว ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง หรือตรวจสอบการเชื่อมโยงการอ้างอิง พอมาเจอ AI ในโหมดผู้รู้ที่พูดเก่ง ก็จะเชื่อทุกอย่างที่ดูน่าเชื่อถือในทันทีโดยไม่ใช้วิจารณญาณ

3. ง่ายต่อการรับรู้

ในความเป็นจริง สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แอ็กทีฟที่จะทำงานยาก ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการตรวจสอบความถูกต้องหรือข้อเท็จจริงของข้อมูล บ่อยครั้งที่สมองมีความขี้เกียจโดยธรรมชาติ จึงพยายามที่จะทำอะไรที่มันง่ายหรือหาทางลัดในการตัดสินใจเพื่อประหยัดพลังงาน หรือที่เราเรียกว่า Cognitive Miser ซึ่งการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลนั้นต้องใช้พลังงานสูง ต้องหาจุดที่ไม่สมเหตุสมผล ต้องค้นคว้าข้อมูลหลายแหล่ง ต้องหาแหล่งอ้างอิง ต้องเปรียบเทียบ ในขณะที่การเชื่อทันทีไม่ต้องใช้พลังงานนั้น หลายคนที่ไว้ใจให้ AI หาและสรุปข้อมูลมาให้เสร็จสรรพในรูปแบบที่อ่านง่าย ทั้งยังใช้ภาษาและรูปแบบที่ดูเป็นทางการ มีความมั่นใจ ดูน่าเชื่อถือ สมองจึงเลือกทางที่ง่ายและสบายที่สุดอย่างการรับสารนั้นเข้าไปเลยทันที โดยลดความระมัดระวังในเรื่องของข้อมูลผิดพลาดลง

เมื่อการให้คำตอบของ AI มาชนกับจิตวิทยานี้ของมนุษย์ เลยมีแนวโน้มที่คนจำนวนมากจะหยุดตรวจสอบคำตอบจาก AI โดยอัตโนมัติ เพราะสมองรู้สึกว่างานเสร็จแล้ว จบแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากจะใช้พลังสมองคิดอะไรตลอดเวลา แต่จะเลือกทำอะไรที่มันประหยัดพลังงานสมอง การใช้งาน AI ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะที่ประมวลผลมาให้ เรียบเรียงมาให้ สรุปมาให้ และตอบทันที มันจึงง่ายต่อการรับรู้และรับสารมากกว่า

4. เราเริ่มรู้สึกว่า AI เข้าใจตัวเอง และมอบความเป็นมนุษย์ให้ AI

คนที่เคยคุยกับ AI เพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่างมาสักระยะ จะรู้ว่า AI มันจำบริบทของผู้ใช้งานได้ว่าเป็นคนแบบไหน สามารถตอบโต้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ปรับน้ำเสียงตามผู้ใช้ และบ่อยครั้งทีเดียวที่มันดูเข้าอกเข้าใจ ปลอบประโยนเราได้มากกว่าเพื่อนที่เป็นคนจริง ๆ ด้วยซ้ำ สมองของคนบางคนจึงสร้างความรู้สึกในเชิงไว้วางใจ รู้สึกผูกพัน หรือคุ้นเคยกับ AI ขึ้นมา จนลดเกราะในการระมัดระวังการเชื่อข้อมูลที่ AI ตอบกลับมาโดยไม่ใช้วิจารณญาณลง

เพราะการที่เราคุยกับ AI ในลักษณะของบทสนทนาต่อเนื่อง ที่มันโต้ตอบกับเราได้เหมือนคนจริง ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังคุยกับเพื่อนหรือคุยกับผู้ช่วยส่วนตัว จิตใต้สำนึกของมนุษย์จะเริ่มปฏิบัติกับ AI เสมือนว่ามันเป็น “บุคคล” อีกคนหนึ่ง หลายคนตั้งชื่อให้มันเลยด้วยซ้ำ (ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องผิด) และการที่เรารู้สึกว่ากำลังคุยกับ “ใครสักคน” ที่ดูฉลาดและหวังดี เราจะใช้บรรทัดฐานการเข้าสังคมเรื่องความเชื่อใจ มาแทนที่บรรทัดฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่ก่อนเชื่ออะไรควรจะต้องพิสูจน์หรือตรวจสอบความถูกต้องก่อน และยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุไทย เมื่อเจอ AI ที่สามารถโต้ตอบด้วยภาษาไทยที่สุภาพ มีคำลงท้าย “ครับ/ค่ะ” มันก็ยิ่งทำให้พวกเขามอง AI เป็นเหมือนมนุษย์มากขึ้น พวกเขาจะรู้สึกว่า AI เป็น “เด็กที่มีสัมมาคารวะ” และ “มีความรู้” ยิ่งเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือเข้าไปอีก

5. การเมินคำเตือนท้ายแชต “AI ผิดพลาดได้”

เชื่อหรือไม่ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยเห็นหรือไม่เคยอ่านคำเตือนท้ายแชตของ AI Chatbot ที่ระบุว่า “ChatGPT อาจมีข้อผิดพลาด ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญ” หรือ “Gemini เป็น AI และอาจทำผิดพลาดได้” ทั้งที่ข้อความนี้อยู่ล่างสุด ใต้ช่องพิมพ์คำสั่ง/ป้อนข้อมูล ให้ AI ประเด็นนี้สามารถอธิบายได้ในทาง UI (User Interface), UX (User Experience) และในเชิงจิตวิทยา ว่ามันคือปรากฏการณ์ที่ผู้ใช้จะมองข้ามข้อมูลที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในตำแหน่งเดิมทุกครั้ง ในกรณีนี้ เพราะสมองเรียนรู้ว่า “มันเป็นแค่ส่วนประกอบของหน้าจอ ไม่ใช่เนื้อหาสำคัญที่ต้องสนใจ” พูดง่าย ๆ ก็คือ เหมือนเราชินกับสิ่งที่เห็นจนไม่รับรู้ คล้ายกับการที่เรากดยอมรับเงื่อนไขการใช้งานยาว ๆ ของแอปพลิเคชันต่าง ๆ โดยที่ไม่อ่านสักบรรทัดนั่นเอง

มาถึงจุดนี้ เราจะเริ่มเห็นแล้วว่าเมื่อความมั่นใจของ AI บวกกับภาพลักษณ์ความฉลาดของเทคโนโลยี และการเชื่อมั่นในความแม่นยำของระบบคอมพิวเตอร์ มาเจอกับความขี้เกียจในบางครั้งของสมองมนุษย์ จึงกลายเป็น “กับดัก” ที่ทำให้การใช้วิจารณญาณก่อนเชื่ออะไรมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุที่มีภูมิคุ้มต่ำกันในด้านเทคโนโลยี พวกเขาจึงสามารถเชื่อข้อมูลต่าง ๆ ที่ AI สรรหามาตอบได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ค่อยจะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อน

หรือการที่คนเราเชื่อ AI หมดใจ สารตั้งต้นคือการตั้งคำถามของผู้ใช้เอง!

อย่างที่บอกไปข้างต้น ว่า AI เก่งในการคาดเดาคำตอบที่ “ตรงใจ” ผู้ใช้ นั่นทำให้ในหลาย ๆ ครั้งที่ผู้ใช้ป้อนสิ่งที่ตนเองสงสัยเพื่อถาม AI โดยมี “เศษเสี้ยว” ของความคิดหรือความเชื่อบางอย่างของผู้ใช้ที่มีอยู่ก่อน แนบลงไป “ชี้นำ” ด้วย AI จะหยิบเอาสิ่งนั้นมาขยาย แล้วตอบกลับโดย “สะท้อน” จากโครงสร้างที่ผู้ใช้ป้อนลงไปถาม เมื่อเราเห็นคำตอบจาก AI ที่สอดคล้องกับความคิดหรือความเชื่อเดิมที่มีอยู่แล้วในใจเรา หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เราได้คำตอบที่เราอยากได้ยิน เป็นการยืนยันความคิดหรือความเชื่อที่เราตั้งธงไว้ในใจอยู่ก่อน เลยเหมารวมว่าคำตอบจาก AI นั้นเป็นความจริง ยิ่งกับผู้สูงอายุ จำนวนไม่น้อยมีแนวโน้มที่จะยึดมั่นในอัตตาของตนเองสูง ด้วยความเชื่อที่ว่าตนเองอาบน้ำร้อนมาก่อน มั่นใจว่าตนเองผ่านโลกมาเยอะ จึงไม่หลงกลเชื่ออะไรง่าย ๆ ก็อาจจะยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อคำตอบจาก AI อย่างหมดใจก็เป็นได้ ตรงส่วนนี้ มีจิตวิทยาที่สามารถอธิบายได้เช่นกัน

1. กรอบการตั้งคำถามที่มีการชี้นำคำตอบ

สิ่งที่หลายคนไม่รู้ โดยเฉพาะผู้สูงจำนวนมาก ก็คือวิธีที่เราตั้งคำถามกับ AI มักเป็นการสร้าง “กรอบให้กับคำตอบ” ของ AI พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเราโยนเศษเสี้ยวความรู้ลงไปในคำถาม AI จะยึดโยงข้อมูลนั้นเป็นกรอบในการสร้างคำตอบที่เหลือ AI จะพยายามตอบคำถามให้อยู่ภายในกรอบที่ผู้ใช้ตั้งธงไว้ เหมือนเล่นตามน้ำไปตามโครงสร้างของคำถามที่ผู้ใช้ใช้ ผลที่ได้เลยกลายเป็นคำตอบที่ดูเหมือนจะสะท้อนความฉลาดของเรากลับมาหาตัวเราเอง ทำให้เรารู้สึกว่า AI “คุยรู้เรื่อง” และ “เก่งจริง” เพราะตามโมเดลการทำงานของ AI มันจะรับกรอบจากผู้ใช้ ปรับน้ำเสียงตามผู้ใช้ ขยายสิ่งที่ผู้ใช้อยากรู้ เลยทำหน้าที่เหมือนกระจกสะท้อนความคิดของผู้ใช้เสียมากกว่า

ดังนั้น ถ้าผู้ใช้ตั้งคำถามแบบชี้นำคำตอบ (โดยที่ไม่รู้ตัว) หรือมีอคติที่ค่อนข้างเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากอยู่ก่อนแล้ว หรือมีน้ำเสียงของเพื่อขอคำยืนยัน AI ก็อาจจะช่วยเสริมความเชื่อนั้นให้หนักแน่นขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งนี่เป็นโมเดลการทำงานเดิมของมัน มันไม่ค่อยจะลุกขึ้นมาท้าทายสมมติฐานของผู้ใช้เท่าไรนัก (เว้นแต่คำถามเหล่านั้นจะมีคำตอบผิดถูกแบบดำขาวชัดเจน) นั่นทำให้ผู้ใช้บางคนยิ่งรู้สึกว่า AI สามารถยืนยันสิ่งที่ฉันคิดได้ แปลว่ามันต้องถูกต้อง

2. อคติยืนยัน (Confirmation Bias) เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิม

มนุษย์มีแนวโน้มที่จะเปิดรับข้อมูลที่ “สอดคล้องหรือตรงกับความเชื่อเดิม” ของตนเองอยู่แล้ว โดยสมองของคนเรามักจะมองหาข้อมูลที่สนับสนุนความคิด ความเชื่อตัวเอง หรือจำเฉพาะข้อมูลที่เข้าข้างตัวเองได้ดีกว่า โดยลดน้ำหนักข้อมูลที่ขัดแย้งลงไปว่าไม่มีความสำคัญ ดังนั้น ถ้า AI ตอบคำถาม “ใกล้เคียง” กับสิ่งเดิมที่คิดหรือเชื่ออยู่ก่อนแล้ว สมองจะรู้สึกทันทีว่าตัวเองคิดถูก และนั่นหมายความคำตอบจาก AI ก็ต้องถูกต้องเช่นกัน ด้วยสมองมักหลงเชื่อในสิ่งที่มันประมวลผลง่าย อ่านแล้วเข้าใจทันที (เพราะเรามีธงเดิมในใจ) พอรวมกับคำตอบจาก AI ที่มีโครงสร้างการเรียบเรียงที่ดูน่าเชื่อถือ ใช้ภาษาที่ดูมีเหตุผล มีแนวโน้มที่สมองจะตีความว่าจริงและเชื่อเลยได้ง่ายมากขึ้น

3. การแผ่รัศมีความเชื่อแบบเหมารวม

ใช้อธิบายในประเด็นที่ว่าเมื่อ AI ตอบสิ่งที่ “ถูกต้อง” หรือ “ตรง” ในส่วนที่เรารู้ รัศมีแห่งความถูกต้องนั้นจะแผ่ไปคลุมคำตอบส่วนอื่น ๆ ที่เรา “ไม่รู้” ด้วย เราจะเหมารวมได้ง่ายมากว่า “ในเมื่อเรื่องที่ฉันรู้ มันยังตอบถูกเลย ดังนั้น เรื่องที่ฉันไม่รู้ มันก็ต้องถูกด้วยสิ” นี่คือการใช้ความถูกต้องเพียงจุดเดียวมาเป็นใบเบิกทางให้กับความผิดพลาดที่เหลือให้มันดูแนบเนียนขึ้น

เช่น เมื่อเรารู้เพียง “เศษเสี้ยว” ของความจริงบางอย่าง แล้วตั้งคำถามเพื่อถาม AI เช่น “ทฤษฎี A มีองค์ประกอบ B ใช่หรือไม่” แล้ว AI ตอบกลับมาว่า “ใช่ครับ ทฤษฎี A มีองค์ประกอบ B และยังมี C, D, E อีกด้วย” สมองจะตีความทันทีว่า “นั่นไง! ใช่ด้วย” ซึ่งความรู้สึกที่ว่า “ใช่ด้วย” นี้ จะไปสร้างความไว้วางใจให้กับส่วนที่เหลือของคำตอบ อย่างองค์ประกอบ C, D, E ที่ AI ให้มาด้วย ทั้งที่มันอาจจะเป็นคำตอบที่ AI แต่งขึ้นมาทั้งหมดจากความพยายามที่จะให้คำตอบมันกลาง ๆ หรือตอบแบบคลุมเครือ หรือบางครั้งอาจแค่สะท้อนกรอบของคำถามเดิมมาตอบกลับเท่านั้น

4. AI เป็นเครื่องมือที่ “เออออ” ตามใจผู้ใช้

คนที่ใช้งาน AI บ่อย ๆ จะจับโมเดลพฤติกรรมการทำงานของ AI ได้ ว่ามันจะปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้ใช้ ในทางเทคนิค AI ถูกฝึกมาด้วยกระบวนการที่เรียกว่า RLHF (Reinforcement Learning from Human Feedback) คือถูกฝึกให้ตอบในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ปลอดภัย และสอดคล้องกับความคาดหวังของมนุษย์ นั่นทำให้ในบางครั้งเราจะรู้สึกได้ว่า AI นั้นช่างเอาใจ ไม่เถียง ไม่ตัดสิน แถมยัง “เออออ” ตามผู้ใช้ด้วย ถ้าผู้ใช้คนไหนถามเฉย ๆ แล้วให้มันตอบกลับมา โดยไม่ได้สอนให้มันพูดคุยแบบถกเถียง ไม่เคยตั้งคำถามกลับกับสิ่งที่มันตอบมา มันก็จะทำหน้าที่ตอบตามที่เราถาม และพยายามตอบให้ตรงกับสิ่งที่เราอยากได้ยินมากที่สุด

ในทางกลับกัน ถ้าผู้ใช้คนไหนสอนให้มันพูดคุยแบบอภิปรายกับผู้ใช้บ่อย ๆ พยายามให้มันโต้ตอบบนพื้นฐานของการสงสัยแล้วถาม มันก็จะค่อย ๆ เรียนรู้พฤติกรรมนี้และ “เออออ” ตามบริบทและลักษณะการสนทนาของเราในขณะนั้น เพียงแต่เป็นการเออออที่เริ่มต้นจากการที่ตัวผู้ใช้ไม่ได้เชื่อทุกอย่างที่มันตอบมาในทันที แต่ยังตั้งคำถามต่อกับคำตอบนั้น มันก็จะเรียนรู้พฤติกรรมของเรา ซึ่งเมื่อเราตั้งคำถามเชิงรุกและไม่ยอมรับคำตอบที่มันหามาตอบอย่างง่าย ๆ AI จะลดการเอาใจลง แล้วเปลี่ยนเข้าสู่โหมดระมัดระวัง เพื่อหาคำตอบได้ถูกต้องและแม่นยำขึ้นในคราวเดียว ลดความเสี่ยงที่จะโดนย้อนถามกลับ เพราะรู้ว่าถ้าสักแต่หาคำตอบมาตอบแบบมั่ว ๆ ผู้ใช้จะตั้งคำถามกับมันต่อ ความช่างสงสัยหรือพฤติกรรมพิสูจน์ก่อนเชื่อของผู้ใช้บางคนจึงกลายเป็นกลไกควบคุมคุณภาพ ที่บีบให้ AI ต้องดึงตรรกะที่แม่นยำและรัดกุมที่สุดออกมาใช้ แทนที่จะตอบแบบเนียน ๆ เพียงเพื่อรักษาความลื่นไหลของบทสนทนา

5. คนเราไม่ได้ใช้เหตุผลเพื่อหาความจริงเสมอไป

ในทางจิตวิทยา หลายครั้งมนุษย์พยายามใช้เหตุผลเพียงเพื่อปกป้องอัตตาของตัวเอง ในบางกรณี มนุษย์ใช้เหตุผลเพื่อลดความไม่สบายใจ บางกรณีเพื่อยืนยันสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ นั่นทำให้หลายคนหันหน้าไปพึ่ง AI ด้วยเหตุผลนี้ เพราะคำตอบที่มันให้เรานั้นมักจะดูเป็นเหตุเป็นผล ทั้งยังไม่เถียง เข้าอกเข้าใจ และทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นพวกเดียวกับเรา มันเลยพยายามให้คำตอบที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราคิดถูก ทำให้เรารู้สึกฉลาด หรือทำให้เรารู้สึกว่าตนเองมองโลกขาด สมองคนเราจะรับคำตอบลักษณะนี้ “ง่ายกว่า” คำตอบที่ท้าทาย พยายามจะเถียง หรือตัดสินเราตลอดเวลา

ปรากฏการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า สำหรับผู้สูงอายุจำนวนมาก AI Chatbot ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่ได้กลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์” ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างความเหงาและลดกำแพงแห่งวัยให้แก่พเขา อย่างไรก็ดี ความลื่นไหลและภาษาสนทนาที่ดูมั่นใจและน่าเชื่อถือของ AI มักกลายเป็นกับดักที่ทำให้สมองเลือกรับข้อมูลโดยง่ายจนละเลยการตรวจสอบข้อเท็จจริง นี่จึงเป็นเรื่องที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง

ในท้ายที่สุด AI ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่การเชื่อทุกอย่างจาก AI ต่างหากที่เป็นปัญหา ผู้สูงอายุ (และคนอื่น ๆ) จึงควรให้เทคโนโลยีนี้ทำหน้าที่เป็นเพียงสะพานที่เชื่อมต่อการเรียนรู้โลกยุคใหม่ ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่วิจารณญาณหรือการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในโลกจริง เพื่อให้การก้าวเดินบนโลกดิจิทัลของผู้สูงวัยเป็นไปอย่างรู้เท่าทันและเปี่ยมด้วยความสุข