Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Rookie Cops ชีวิตวัยรุ่นใส ๆ ของเหล่าตำรวจมือใหม่

Rookie Cops ชีวิตวัยรุ่นใส ๆ ของเหล่าตำรวจมือใหม่

ก็ไม่รู้ว่าทำไมช่วงนี้ถึงรู้สึกอินกับซีรีส์ชีวิตวัยรุ่นมากเป็นพิเศษ เวลาที่ได้เห็นพวกเพื่อน ๆ เขาร่วมหัวจมท้ายช่วยเหลือกันฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ หรือประมาณว่ารักใส ๆ ในวัยเรียน คือก็ชอบกับแหละแต่ต้องปากแข็งไว้ก่อน แล้วมันแบบ อร๊ายยย เขิน! รู้สึกเติมเต็มยังไงก็ไม่รู้ เดี๋ยวนะ!! อย่าบอกนะว่านี่คือสัญญาณที่บอกว่าฉันกำลังจะสิ้นสุดช่วงวัยรุ่นตอนปลาย แล้วเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แบบจริงจัง โอ้ว! ก็รู้อยู่นะว่าไม่เด็กแล้ว แต่ก็ใจหายแฮะ

สัปดาห์ก่อน ซีรีส์เรื่อง All of Us Are Dead ก็เป็นซีรีส์ชีวิตวันรุ่นกรุบ ๆ แต่บ้าบอตรงที่วิ่งหนีซอมบี้มันตลอด 12 ตอนนี่แหละ นั่งดูนอนดูเฉย ๆ ยังหอบแฮกปวดเข่าตาม (ฉันว่าฉันแก่แล้วแน่เลย TT) แต่เรื่องนี้บอกเลยว่าการต่อสู้ไม่ได้เหนื่อยกายขนาดนั้น แต่เหนื่อยใจมากกว่า คือเปิดเรื่องมาแค่ 2 ตอนนางเอกฉันก็เกือบขิต โดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเพราะเพื่อนร่วมชั้นแล้ว อนาคตอีก 14 ตอนนี่ไม่อยากจะนึกเลยว่านางต้องเจออะไรอีก แต่ก็นะ เป็นพระเอกนางเอกก็จะเหนื่อยแบบนี้แหละ กว่าเรื่องจะจบสวย ๆ ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก

Rookie Cops เป็นเรื่องราวชีวิตของเด็กวัยรุ่น 8 คน ที่ต้องเข้ามาเผชิญกับเรื่องราวสุดท้าทายในรั้วมหาวิทยาลัยตำรวจ ใช่! ฉากของเรื่องนี้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยตำรวจเกาหลีแห่งชาติอีกแล้ว น่าจะคุ้น ๆ กันอยู่เนอะ เมื่อหลายเดือนก่อนก็มีซีรีส์เรื่องหนึ่งที่มีฉากหลัก ๆ อยู่ที่นี่เหมือนกัน (เรื่อง Police University) ทีนี้ทุกคนก็น่าจะสงสัยแหละว่าซีรีส์เรื่องใหม่นี้จะเล่าเรื่องออกมายังไงให้แตกต่างจากของเดิม ในเมื่อประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยตำรวจมันก็คงไม่ได้กว้างหรือมีอะไรให้แตกประเด็นขนาดนั้น ดูทรงแล้วกลัวว่ามันจะออกมาซ้ำมากกว่า

สำหรับเรื่องย่อคร่าว ๆ ของเรื่อง Rookie Cops คือเป็นเรื่องราวในรั้วมหาวิทยาลัยตำรวจของนักเรียนตำรวจชั้นปี 1 เริ่มตั้งแต่พวกเขายังเป็นแค่เด็กม.ปลายธรรมดา ๆ แต่พยายามจะไล่ตามความฝัน ความฝันแรกที่เบื้องต้นที่สุดคือการเข้าสู่มหาวิทยาลัยตำรวจให้ได้ หลังจากที่เข้าไปเรียนแล้วก็ต้องตามหาความฝันกันต่อไป เพราะคนที่เรียนจบออกมาจากมหาวิทยาลัยตำรวจอาจไม่ได้ตั้งใจจะเป็นตำรวจเสมอไป (แต่งานก็จะอยู่ในแวดวงกระบวนการยุติธรรม) และชีวิตระหว่างที่กำลังเรียน พวกเขาเรียนรู้อะไรกันบ้าง

เรื่องราวช่วงที่ทั้ง 8 คนเพิ่งเข้าเรียนชั้นปีที่ 1 รู้สึกว่าซีรีส์จะเล่าย้อนไปในอดีต คือมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 4 ก่อน (ในปี 2017) ในช่วงที่พวกเขายังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยตำรวจ ซึ่งในเวลานี้ก็น่าจะจบออกมาทำงานทำการกันแล้ว เรื่องก็จะค่อย ๆ เล่ามาเรื่อย ๆ คิดว่าในช่วงกลาง ๆ เรื่องค่อนไปตอนท้ายก็อาจจะขึ้นตัวหนังสือว่า 4 ปีต่อมางี้ หรือเล่าเรื่องสำคัญ ๆ ของแต่ละชั้นปีอย่างรวดเร็วเพื่อให้เข้าสู่ช่วงเวลาปัจจุบัน ที่พวกเขาพร้อมจะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

บอกตรง ๆ นะว่าตอนแรกก็รู้สึกกังวลเหมือนกันว่าเรื่องมันจะเล่าอะไร กลัวว่ามันจะซ้ำกับเรื่องก่อนหน้า เปิดเรื่องขึ้นมาก็ทิ้งปริศนาไว้ปมเบ้อเริ่มเหมือนเรื่องก่อนหน้าเลย มีตำรวจนายหนึ่งตามสืบคดีหนึ่งจนเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายเขาก็ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่นั่นเอง นี่คิดว่านี่ตอนนี้มันยังเป็นคดีค้างที่ปิดไม่ลง และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนใหญ่คนโตในวงการตำรวจด้วย (ก็รอให้เด็กพวกนี้จบไปปิดคดีแหละ)

แต่สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้ คือโปสเตอร์ตัวละครหลัก 8 ตัวที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ มีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนกับโปสเตอร์ของซีรีส์เรื่องอื่น ๆ คือมีการเผยให้เห็นลักษณะที่แตกต่างกันของตัวละครผ่านประเภทบุคลิกภาพของ MBTI (Myers-Briggs Type Indicator) โดยผลลัพธ์ของแบบทดสอบ MBTI ประกอบไปด้วย 4 กลุ่ม และ 8 ตัวอักษร เมื่อนำมาจัดกลุ่มจะได้บุคลิกภาพของมนุษย์เป็น 16 แบบ แต่ตัวละครหลัก 16 คนมันก็เยอะเกินไปหน่อยแหละ เหลือแค่ 8 คนละกัน

บุคลิกภาพที่แตกต่างทำให้คนเราไม่เหมือนกันแต่เรายังต้องทำงานด้วยกัน

มันน่าสนใจตรงที่ซีรีส์เผยให้เห็นถึงบุคลิกของตัวละครหลัก 8 คน ว่าพวกเขาไม่เหมือนกันเลยสักคน แต่สามารถรวมเข้าพวกแล้วทำงานช่วยเหลือกันได้เเป็นอย่างดี ต้องบอกแบบนี้ คือตอนที่พวกเขายังเป็นนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย พวกเขาก็จะเป็นทั้งเพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมห้อง หรืออาจจะสนิทกันถึงขั้นที่เป็นเพื่อนแท้ เพื่อนที่รู้ใจ แต่เมื่อพวกเขาเรียนจบ พวกเขาจะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานกันด้วย เมื่อมีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์แบบเพื่อนร่วมงานจึงซับซ้อนมากกว่าเดิม

สำหรับแบบทดสอบบุคลิกภาพ MBTI ถูกใช้เพื่อให้เราได้ “ทำความเข้าใจบุคลิกภาพของเพื่อนร่วมงาน” ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เจ้านาย หรือแม้กระทั่งพาร์ทเนอร์ธุรกิจ จะได้รู้ว่าบุคลิกลักษณะของคนนั้นเป็นแบบไหน พวกเขาถนัดหรือไม่ถนัดอะไร มันจึงถูกนำมาทดสอบลักษณะนิสัยและความเข้ากันได้ของทีม เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าต้องปรับตัวเข้าหาเขาอย่างไร ควรเข้าใจในขีดจำกัดอะไรของคนอื่น ๆ บ้าง เพราะการพยายามเข้าใจผู้อื่นโดยไม่ตัดสินก็ถือเป็นความฉลาดทางอารมณ์ข้อหนึ่งเช่นเดียวกัน ซึ่งจำเป็นต่อการทำงาน

พูดง่าย ๆ ก็คือการรู้บุคลิกภาพของอีกฝ่ายจะเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการทำงาน ในแง่ของการต้องทำงานร่วมกันรวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนนั้น ๆ แต่มันไม่ได้ชี้วัดระดับ IQ (ความฉลาดในการเรียนรู้) และ EQ (ความฉลาดในการจัดการอารมณ์) ของเพื่อนร่วมงานแต่ละคนเลย แม้ว่าบุคลิกภาพของหลาย ๆ คนจะถูกจัดอยู่ในลักษณะของขั้วตรงข้าม แต่ในเมื่อต้องทำงานร่วมกัน ก็ต้องมีวิธีประสานความแตกต่างกันให้เข้ากันได้อย่างลงตัว

สำหรับบุคลิกของตัวละครทั้ง 8 ที่ซีรีส์เลือกมาจาก 16 แบบนั้น ประกอบด้วย ISTJ (นักคำนวณ), ESFP (ผู้มอบความบันเทิง), ISFP (นักผจญภัย), ISTP (ผู้เชี่ยวชาญ), ENFP (นักรณรงค์), INFJ (ผู้แนะนำ), ESTJ (ผู้บริหาร) และ INFP (ผู้ไกล่เกลี่ย) ด้วยความที่ตัวละครหลัก 8 ตัวก็ยังมากอยู่ดี อีกทั้งเรื่องก็ต้องให้พื้นที่พระนางมากกว่าคนอื่น ๆ อยู่แล้ว คาแรคเตอร์ของหลาย ๆ คนจึงยังเห็นไม่ชัดว่าบุคลิกภาพของพวกเขาเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่าแต่ละคนแสดงออกมาได้มีเสน่ห์และน่ารัก แต่บางคนก็ยังบทจางมากอยู่ดี

อาจจะทลายกำแพงไม่ได้ แต่ก็ยังทิ้งรอยไว้ได้

มันมีเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างการฝึก การลงโทษ กับความรุนแรง สำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มอาชีพพวกนี้ คือมันเป็นเรื่องที่พูดยากนะสำหรับพวกตำรวจหรือทหาร คือเข้าใจว่าหน่วยงานพวกนี้ก็มีกฎ มีระเบียบอะไรมากมายที่คนธรรมดามองเข้าไปแล้วเห็นว่ามันค่อนข้างจะรุนแรง แล้วคนในเขาปลูกฝังกันมาแบบไหน ความคิดความเชื่อของพวกเขาสืบต่อกันมายังไง คนธรรมดาก็ไม่อาจรู้ได้เหมือนกัน เลยทำได้แค่วิพากษ์วิจารณ์เวลาที่เราเห็นตามข่าวว่ามันเหมาะสมหรือไม่ รุนแรงเกินไปหรือเปล่า เกินกว่าเหตุไหมอะไรแบบนี้ คือถ้าไม่มีคนมีอำนาจปฏิรูปจริงจัง เรื่องนี้ก็เถียงกันไม่จบหรอก

สิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้แตกต่างชัดเจนกับซีรีส์เรื่องก่อนหน้า คือชัดเจนว่าเรื่องนี้มีประเด็นการใช้ความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุในสถานศึกษา ใช่ค่ะ! ในมหาวิทยาลัยตำรวจนี่แหละ หลัก ๆ เลยคือเรื่องการลงโทษที่เกินกว่าเหตุ การฝึกโหดเพราะเอาเรื่องที่ไม่ชอบหน้ากันส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง เรื่องของการถือรุ่นพี่รุ่นน้อง (ที่ไทยก็เป็นประเด็นที่แก้ไม่ตก) ผู้หลักผู้ใหญ่มีความคิดและทัศนคติที่ยึดติด ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงไปตามโลก คนมีอำนาจในมือจะใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ ตามใจตัวเองไม่ฟังใคร การกล่าวหากันง่าย ๆ โดยไม่สืบสวนอย่างละเอียด การข่มเหงทางวาจา ประมาณนี้

ในซีรีส์ คนดูอย่างเราจะรู้สึกอึดอัดมากเวลาที่เห็นพวกผู้ใหญ่เบื้องบนเขาคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึก พวกเขามองว่าเด็กปี 1 ที่รับเข้ามาใหม่เป็นคนก่อเรื่อง และมีการมองเหยียดเด็กว่า “เด็กสมัยนี้” ประมาณว่าไม่รู้จักความอดทน ไม่เป็นหนึ่งเดียว พูดดี ๆ ด้วยไม่ได้หรอก หรือ “ก็แค่เด็กปี 1” ที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองด้วยซ้ำ ก้มหน้าก้มตาทำไปเพราะเป็นคำสั่งและเป็นกฎ ซึ่งหลาย ๆ กรณีมันก็มีที่ไม่ยุติธรรมกับเด็ก แต่นี่เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องความยุติธรรมของประชาขน แล้วทำไมเด็กที่สอบเข้ามาเป็นตำรวจถึงยังไม่ได้รับความยุติธรรม

นั่นแหละ นี่อาจเป็นวิธีการสืบทอดความคิดแบบนี้มาจากรุ่นสู่รุ่นก็ได้ ในเมื่อ “ฉันก็เคยผ่านอะไรแบบนั้นมา” ก็จะนำมาทำสืบต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดที่จะตัดวงจร สิ่งที่ถือเป็นกฎเป็นประเพณี มันเคยดีอยู่ช่วงหนึ่งก็จริง แต่โลกเปลี่ยนไปทุกวัน ถึงจุดหนึ่งมันก็ต้องมีการปรับการเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย ไม่ใช่ว่าตะปูที่ยื่นออกมาจะต้องโดนตอกให้กลับเข้าไป แต่ควรจะหาสาเหตุไหมว่าทำไมมันถึงยื่นออกมา

นางเอกเป็นนักศึกษาส้มหล่น ได้เข้ามาเรียนเพราะมีเพื่อนคนหนึ่งสละสิทธิ์ไปเพราะทนไม่ได้กับเรื่องการใช้ความรุนแรง แต่พอมาได้ไม่กี่วันก็เกิดเรื่องขึ้น ซึ่งนางไม่ใช่คนที่จะนิ่งเงียบเวลาเจอเรื่องไม่เป็นธรรม อย่างน้อยก็ต้องแสดงออกมาให้เห็นว่าสิ่งที่นางได้รับนั้นไม่ถูกต้อง นางจึงต้องปกป้องตัวเองก่อน และกลายเป็นว่าต้องปกป้องเพื่อนที่เจอเรื่องที่ไม่ยุติธรรมด้วย นางบุกเดี่ยวเข้าไปร้องเรียนเรื่องนี้ถึงในห้องผู้บริหารมหาวิทยาลัย และนั่นแหละ พวกผู้ใหญ่ไม่ฟังนางแล้วเอาแต่อ้างเหตุผลร้อยแปดที่ดูเหมือนจะสมเหตุสมผล พอนางตั้งคำถามก็ถูกไล่ออกมา

พระเอกบอกว่าสิ่งที่เธอทำเหมือนเอาหัวโขกกำแพง มีแต่เจ็บตัวเปล่า ๆ แต่นางเอกก็ยังยืนยันคำเดิมว่าเธอรู้ดีว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่ก็ควรให้พวกเขารู้ว่ามันมีปัญหา เธอก็พร้อมสู้มาโดยตลอด จนในที่สุดก็ไม่ได้มีแค่เธอที่สู้อยู่คนเดียว คนอื่น ๆ ที่เคยเกรงกลัวอำนาจของรุ่นพี่ก็พร้อมใจกันลุกขึ้นมาต่อต้าน โดยยึดถือตามคำปฏิญาณตนที่ว่า “ข้าพเจ้าจะเป็นนักเรียนตำรวจที่ซื่อสัตย์และทรงเกียรติ ไม่ยอมแพ้ต่อความอยุติธรรม” ก็นะ สิ่งที่เด็กพวกนี้เจอมันไม่ยุติธรรมนี่นา ก็ต้องลุกขึ้นมาสู้และไม่ยอมแพ้สิ ถึงจะเป็นในหน่วยงานตำรวจเองก็เถอะ

โตมาในสภาพแวดล้อมเลวร้าย แต่คิดบวกขนาดนี้คิดว่ามันง่ายหรือไง?

ไหน ๆ ก็พูดถึงนางเอกละ ก็ต่อด้วยปมของนางเลยละกัน คือนางเป็นเด็กคนหนึ่งที่โตมาในสภาพครอบครัวที่เป็นพิษในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ที่บ้านของนางเนี่ยจะโอ๋พี่สาวเป็นพิเศษ เพราะพี่สาวมีปัญหาสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง เพราะฉะนั้นพี่สาวก็จะค่อนข้างสบาย นู่นนี่นั่นพ่อแม่ทำให้ตามใจทำให้ทุกอย่าง มีสถานะเป็นลูกรักของบ้าน ส่วนตัวน้องสาวเนี่ยเป็นลูกชัง ต้องดิ้นรนทำเองทุกอย่าง โตมาแบบที่เห็นภาพว่าพ่อแม่เอาแต่เข้าข้างพี่สาวทุกอย่าง รู้สึกว่ารักลูกไม่เท่ากัน อะไรก็ตามที่พี่สาวไม่ทำนางจะต้องรับผิดชอบแทนเสมอ ๆ ถ้าเปิดเครื่องด่า นางจะเป็นคนโดนตลอด

นี่แหละเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผลักดันให้นางพยายามตั้งใจที่จะสอบให้ติดมหาวิทยาลัยตำรวจ เพราะเวลาไปเรียนจะได้ไปอยู่หอ จะได้ขนของออกจากบ้านหลังนั้นเสียที คือพอจะเข้าใจเลยแหละว่าทำไมนางถึงทนดูความอยุติธรรมไม่ได้ ก็เพราะนางเจอความไม่ยุติธรรมมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนเด็ก ๆ พอฝนตกก็กางร่มไปรับพี่สาวคนเดียว ส่วนนางก็ดิ้นรนกลับมาเองละกัน พอนางไม่อยู่ห้องนางก็กลายเป็นห้องเก็บของ ใคร ๆ ก็โยนนู่นนี่นั่นเข้าไปเก็บจนไม่มีทางเดิน ซึ่งที่บ้านนางก็พยายามต่อต้านและเรียกร้องความยุติธรรมอยู่เสมอ แต่มันไม่เป็นผลเลย พอรู้ว่านางโตมาแบบไหนก็นับถือนางนะที่สุดท้ายแล้วนางก็ยังรักพี่สาว รักพ่อแม่มาก ๆ อยู่ดี

คือบ้านนี้เวลาปกติก็รักกันดีแหละ พ่อแม่ก็รักนาง ห่วงนาง เรื่องสำคัญ ๆ ก็ไม่ได้ลืมหรือเมินเฉยขนาดที่ว่าทอดทิ้งให้เดียวดาย แต่ถึงยังไงก็รักน้อยกว่าพี่สาวอยู่ดี จริง ๆ การรักหรือห่วงลูกคนหนึ่งมากกว่า มันก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ลูกอีกคนต้องรู้สึกแย่ไม่ใช่เหรอ ก็จริงอย่างที่นางบ่นนั่นแหละ สิ่งที่นางเจอมาตลอดชีวิต แต่โตมาแล้วยังคิดบวกได้ขนาดนี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ นางต้องอดทนมาเสมอ ต้องยากลำบากกว่าคนอื่น ๆ ในหลาย ๆ เรื่องทั้งที่ไม่จำเป็น ต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เติบโตมาดีมากจริง ๆ เมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมที่โตมา

และพอได้เข้ามาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย นางก็เลยเป็นตัวตั้งตัวตีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น มีอยู่หลายครั้งที่นางเองต้องเดือดร้อนเพราะแรงต้านจากสิ่งที่กำลังต่อต้าน แต่พอเห็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือเข้าจริง ๆ ก็คิดว่าตัวเองยังเป็นแรงใจและสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้เหมือนกัน บางครั้งก็นึกเสียใจที่รนหาที่ให้ตัวเอง แต่พอได้ยินคำว่า “ขอบคุณ” ความรู้สึกดีก็มีมากกว่า นางเลยรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วนางก็เป็นคนดีคนหนึ่งที่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยคนที่ต้องการนางจริง ๆ ก็ได้

พระเอกยังบอกเลยว่านางเหมาะจะเรียนที่นี่ที่สุดแล้ว เพราะนางไม่ยอมแพ้และถอดใจกับอะไรง่าย ๆ ซึ่งคนแบบนี้แหละที่จะปกป้องคนอื่นได้ แม้ว่าจุดประสงค์แรกที่นางเข้ามาเรียนที่นี่จะไม่ใช่เพราะอยากเป็นตำรวจก็เถอะ (แถมยังไร้สาระมากอีกต่างหาก) แถมใน 2 EP. ล่าสุด นางก็เป็นคนที่พระเอกเชื่อใจและขอความช่วยเหลือจากสถานการณ์ยากลำบาก เพราะมั่นใจว่าคนแบบนางจะช่วยเขาได้

สารภาพจริง ๆ นะว่าที่ยอมดูเรื่องนี้ทีแรกก็เพราะจะเอามาเขียนคอลัมน์นี้นี่แหละ (ฮ่า ๆ) คือเรื่องมันก็น่าดูในระดับหนึ่งแต่ไม่ได้ดึงดูดขนาดนั้น กะว่าดู ๆ ไปเขียนคอลัมน์จบคือจบ แต่…ฉันกลับต้องไปขโมยเบอร์ AIS ของพ่อมาสมัครเป็นสมาชิกแอปฯ Disney+ Hotstar ซะงั้น เรื่องนี้มีซับไทยถูกลิขสิทธิ์ที่เจ้านี้เจ้าเดียว (เหมือนจะเป็น original ด้วย) เพราะตั้งใจจะดูยาวไปยันจบเลย สนุกดี ที่สำคัญ โดนพระเอกตกด้วย เอาดี ๆ นะ คือเห็นคัง แดเนียล บนสเตจไอดอลในฐานะสมาชิกวง Wanna One มานานแล้ว แต่สำหรับเราเขาไม่ได้สะดุดใจขนาดนั้น พอมาเห็นในบทบาทนักแสดงที่เจ้าตัวก็เดบิวต์เป็นเรื่องแรก คือน่ารักและมีเสน่ห์มาก ยิ้มทีคือหัวใจพี่สั่นไหวแรง 💖