ช่วง Pump Speed จากรายการ World Of Speed ที่จะพาคุณผู้ชมทุกท่านไปพูดคุยแบบ Exclusive กับแขกรับเชิญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งเสมอไป เทปนี้พาออกนอกสถานที่ไปเยือนอาณาจักรของชายที่อุทิศชีวิตให้กับวงการความเร็วตั้งแต่สมัยที่เป็นนักแข่ง มาจนถึงวันที่ได้เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งในวงการมอเตอร์สปอร์ตเมืองไทย “คุณสุทธิพงศ์ สมิตชาติ” หรือ “พี่อรรถ” ผู้ก่อตั้งอาณาจักร Arto (อาโต้) นักแข่ง และผู้อำนวยการทีมแข่งรถชื่อดัง Toyota Gazoo Racing Team Thailand ที่จะมาเปิดเผยเรื่องราวของการสร้างธุรกิจและทีมแข่งของตัวเอง ไปจนถึงบทบาทผู้อำนวยการทีมที่ต้องบริหารทั้งคน รถ และงบประมาณมูลค่ามหาศาล!
ที่มาของฉายา Arto และจุดเริ่มต้นในการเป็นนักแข่งรถ!
ฉายา Arto ของพี่อรรถ ที่คนในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตคุ้นหูกันดีนั้น มีที่มาจากจากตอนที่พี่อรรถไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น ด้วยชื่อจริง “สุทธิพงศ์” นั้นยาวเกินไปและคนญี่ปุ่นใช้เรียกขานยาก ส่วนชื่อเล่น “อรรถ” ก็เป็นคำที่คนญี่ปุ่นออกเสียงไม่ได้ หลังจากที่เขียนชื่อเล่นเป็นภาษาอังกฤษให้กับครูสอนภาษาญี่ปุ่นดู ครูพบว่ามีตัว t อยู่ท้ายคำ จึงเติมเสียงให้คนญี่ปุ่นออกเสียงได้ง่ายขึ้น โดยใส่เสียงโทะ (ト) ซึ่งใกล้เคียงที่สุด ทำให้ “อรรถ” กลายเป็น “อาโตะ” เมื่อนำมาเขียนเป็นภาษาอังกฤษจึงเป็น Arto นับตั้งแต่นั้นมา ทุกคนก็เรียกพี่อรรถว่า Arto กันหมด จนกลายเป็นอีกชื่อหนึ่งของพี่อรรถไปโดยปริยาย
จริง ๆ พี่อรรถเริ่มสนใจเรื่องแข่งรถตั้งแต่ที่ยังอยู่ไทย แต่ในสมัยนั้นในไทยมีแต่การแข่งแบบแรลลี่ ยังไม่มีการแข่งทางเรียบ ส่วนจุดเริ่มต้นในการเป็นนักแข่งอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่สมัยที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นเช่นกัน ด้วยความที่พี่อรรถชื่นชอบรถเป็นทุนเดิม และรถยนต์ที่ญี่ปุ่นมีราคาถูก ทำให้พี่อรรถตัดสินใจนำเงินสำหรับเช่าที่พักมาซื้อรถยนต์ Toyota Corolla Levin TE27 เป็นของตัวเอง หลังจากเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นได้เพียง 4 วันเท่านั้น ทั้งที่ยังหาเช่าที่พักไม่ได้ด้วยซ้ำ ทำให้ระหว่างหาที่พัก พี่อรรถต้องพักอาศัยอยู่กับเพื่อนไปก่อน ส่วนรถก็จอดไว้ที่โรงเรียนสอนภาษา ซึ่งจะมีหอสำหรับนักเรียนต่างชาติ จากนั้นจึงค่อยได้ที่พักในละแวกที่ไม่ไกลกับที่จอดรถเท่าไรนัก
หลังจากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ขับรถรุ่น Corolla Levin TE27 ไปเรียนเป็นปกติ ซึ่งรถรุ่นนี้ถือเป็นรถที่สเปกแรงพอสมควรในตอนนั้น ทั้งยังมีการแต่งรถเพิ่มอีกด้วย ต่อมาได้ไปเจอว่าในมหาวิทยาลัยมีชมรมที่เกี่ยวกับรถ เกิดความสนใจว่าในชมรมนี้เขาทำกิจกรรมอะไรกันบ้าง เลยลองเข้าไปดู ก็พบว่ามีกิจกรรมจัดคาราวานไปที่นั่นที่นี่ มีการจัดแข่ง Gymkhana และเผอิญว่าในตอนนั้นมีกิจกรรมแข่ง Dark Trail พี่อรรถเลยสมัครเข้าร่วมแข่ง ซึ่งในตอนแรกเข้าร่วมเพียงเพราะจะได้มีที่ขับรถเล่น เพราะการแข่งขันนี้จัดขึ้นในทุกเดือน มีโปรแกรมการแข่งวางไว้เป็นปี รวมถึงถนนหนทางทั่วไปในญี่ปุ่นไม่ได้มีที่ทางให้ได้ขับรถมากนัก สำหรับสนามแข่ง Dark Trail ที่อยู่ในโยโกฮามะ ก็ไม่ไกลจากที่พักเท่าไร โดยพี่อรรถลงแข่งในนามมหาวิทยาลัยบ้าง ส่วนตัวบ้าง
จากชื่อที่คนญี่ปุ่นใช้เรียก กลายเป็นแบรนด์ในวงการมอเตอร์สปอร์ต
Arto ชื่อเรียกธรรมดา ๆ ที่คนญี่ปุ่นใช้เรียกพี่อรรถ กลายมาเป็นชื่อที่พี่อรรถนำมาตั้งชื่อบริษัทของตนเองทั้งบริษัทที่ญี่ปุ่นและบริษัทในไทย ในช่วงแรกที่พี่อรรถใช้ชื่อบริษัท อาร์โต จำกัด ทำสัญญากับทาง TRD และได้เป็นตัวแทนของ TRD พี่อรรถยังคงใช้คำว่า TRD เป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งเริ่มทำทีมแข่ง หากเป็นทีม official จะใช้ชื่อทีม Toyota Team Thailand ส่วนทีมที่ไม่ใช่ official พี่อรรถจะใช้ชื่อทีมว่า Arto แทน มาจนถึงยุคปัจจุบัน ที่ใครหลายคนมองว่าเป็นอาณาจักร Arto ก็เพราะว่าบริษัทนี้ทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับรถแข่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวรถแข่ง นำเข้า-ส่งออก อุปกรณ์และอะไหล่ต่าง ๆ ถ้าเป็นบริษัทในญี่ปุ่น จะมีทำเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกด้วย ส่วนในเมืองไทยก็จะมีการจัดอีเวนต์ต่าง ๆ รวมถึงธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าจะครอบคลุมหลายธุรกิจ แต่ตัวพี่อรรถเองมองว่ามันยังไม่ถึงขั้นจะเรียกว่าเป็นอาณาจักรได้ด้วยซ้ำไป!
อีกสัญลักษณ์ที่ใครหลายคนอาจเห็นได้จากรถยนต์บนท้องถนนจนคุ้นตาก็คือ สติกเกอร์ Arto แม้ว่าตัวพี่อรรถเองจะรู้สึกดีใจเวลาที่เห็น แต่อีกด้านก็แปลกใจเล็กน้อยว่าเขาไปเอามาจากไหนกัน! พี่อรรถอธิบายว่าตัวสติกเกอร์นั้นมีสองแบบ แบบหนึ่งคือสติกเกอร์ TRD ที่ทำขาย ส่วนแบบที่สองคือสติกเกอร์ Arto ที่ไม่ได้ทำขาย! การที่รถหลายคันติดสติกเกอร์นี้ อาจจะต้องลองสอบถามว่าพวกเขาไปรับมาจากไหน อาจจะเข้าไปที่ร้าน อยู่ในกลุ่ม หรือเข้าไปในสนามแข่งแล้วได้รับแจกมา
คนในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตมองว่า Arto นั้นมีหลากหลายบทบาท ทว่าที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตคุ้นเคยมากที่สุด คือ บทบาทนักแข่งและผู้อำนวยการทีมแข่ง โดยพี่อรรถได้แชร์มุมมองในฐานะทีมบอสที่ทำทีมรถแข่ง ว่ามอเตอร์สปอร์ตเป็นกีฬาที่ผลาญเงิน! การนั่งในตำแหน่งผู้บริหาร จะรู้เลยว่าต่อปีใช้เงินเท่าไร แล้วเงินต้องถึง! เพราะต่อให้รถแข่งที่มีอยู่จะสภาพสมบูรณ์อยู่แล้วแต่ก็ยังต้องปรับปรุงไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้เวอร์ชันที่ดีที่สุด สมมติว่าแค่ต้องการให้รถทำความเร็วเพิ่มขึ้นอีกนิด แล้วมีคนแนะนำมาว่าให้ลองเปลี่ยนยี่ห้อยางรถ ก็จำเป็นต้องลองซื้อมาใช้ว่ามันดีจริงไหม เปลี่ยนแล้วรถแข่งเร็วขึ้นจริงไหม ถ้าดีจริง ก็ต้องเปลี่ยนยางรถแข่งทุกคันมาใช้ยี่ห้อนี้ทั้งหมด ถ้าไม่ดีก็ใช้ยี่ห้อเดิม ทว่าสุดท้ายก็ต้องเสียเงินค่าซื้อมาลองอยู่ดี
ด้วยความที่งบประมาณมันสูง พี่อรรถยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเจ็บตัวมาเยอะกับการทำทีมแข่ง ตัวเขาไม่ขอบอกเป็นตัวเลขว่าเท่าไร แต่บอกใบ้มาให้ว่าเยอะ! ไม่ใช่หลักล้าน! สิบล้านก็ยังไม่พอ! ใกล้เคียงร้อยล้านมากกว่า! ยกตัวอย่าง การแข่งขัน Idemitsu Super Endurance Thailand 25 ชั่วโมง การแข่งขันนี้มีค่าใช้จ่ายเยอะมาก แค่ค่าน้ำมันก็ประมาณ 3 แสนกว่าบาท ส่วนค่ายางรถอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านกว่าบาท พี่อรรถอธิบายว่าที่ค่ายางแพงกว่าค่าน้ำมัน เพราะยางต้องเปลี่ยนตลอด เปลี่ยนทุกชั่วโมงนั่นเอง
ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวและการเป็น Supercar Lover
พี่อรรถเผยถึงไลฟ์สไตล์ส่วนตัวว่าเป็นคนที่ไม่เล่นโซเชียลมีเดียเลย แม้ว่าทีมแข่งจะมีโซเชียลมีเดียในทุกแพลตฟอร์ม แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ดูแล และนักแข่งในทีมทำคอนเทนต์โปรโมตกันเอง อย่างไรก็ตาม ตัวพี่อรรถพอจะทราบว่ามีนักแข่งในสังกัดได้ไปโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงบ้าง ไม่ว่าจะเป็น “ต้น-มานัต กุละปาลานนท์” และ “เน็กซี่-นรรัศมิ์ อภิวาท” พี่อรรถมองว่านี่เป็นไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของนักแข่ง ไม่ก้าวล่วง แค่ในตอนแข่งยังมาแข่งและรักษา performance ไว้ได้ก็พอ พี่อรรถมองว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ที่เหล่านักแข่งจะได้มีอีกช่องทางในการทำประชาสัมพันธ์ให้กับทีม ส่วนตัวของเขาเองนั้น จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาทำทีมแข่งต่อไปเรื่อย ๆ
เพราะในวงการมอเตอร์สปอร์ต จำเป็นต้องพัฒนาตามข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา เช่น ในปัจจุบันที่มอเตอร์สปอร์ตระดับโลกอย่าง Formula 1 ก็หันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนโดยยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาป ในฐานะทีมบอส พี่อรรถเชื่อว่าเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันจะยังคงได้ไปต่อ เพียงแต่อาจเปลี่ยนมาเป็นเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (E-Fuel) ซึ่งไม่มีมลภาวะหรือไอเสีย ในขณะที่รถพลังงานไฟฟ้า (EV) พี่อรรถกลับมองว่าอาจจะยัง มันลงสนามแข่งได้ก็จริง แต่รถมีน้ำหนักจากแบตเตอรี่มากเกินไป ขับไม่สนุก เรื่องของฟีลลิ่งก็ต่างกัน ยังขาดเสน่ห์เฉพาะตัวของความเป็นรถแข่ง
พี่อรรถมีนิสัยขับรถด้วยตัวเองทุกครั้งเวลาไปสนามแข่ง และบางครั้งรถที่นำไปก็มีโอกาสได้ลงไปขับในสนามแข่งด้วย ที่สำคัญ หลังจากแข่งเสร็จ พี่อรรถจะไม่นอนค้าง ขับรถจากสนามแข่งกลับเข้ากรุงเทพฯ ทันที ดึกแค่ไหนก็กลับ หรือต่อให้เป็นสนามที่บุรีรัมย์ก็กลับเช่นกัน แม้ว่าค่าน้ำมันต่อเที่ยวจะสูงถึง 1 หมื่นบาทก็ตาม! เคยมีคนทักว่าราคานี้สูงกว่าซื้อตั๋วเครื่องบิน แต่พี่อรรถกลับมองว่ามันเป็นโอกาสที่จะได้ใช้รถ ได้ขับให้คุ้มค่า มันอาจจะอันตราย แต่ตัวเขาเองจะระมัดระวังเสมอ และขับอย่างมีสติ
อีกประเด็นที่น่าสนใจของพี่อรรถก็คือ การเป็น Supercar Lover ตัวยง! หลงใหลในการสะสมรถยนต์ระดับหายาก แม้ตัวเขาจะปฏิเสธว่ารถที่มีอยู่ในครอบครองนั้นอาจจะไม่ถึงขั้นเรียกว่าสะสมได้ มันเป็นเพียงความชอบที่มีมาตั้งแต่วัยเด็ก ยิ่งมีโอกาสได้เข้ามาอยู่ในแวดวงของรถ มีโอกาสได้เข้าถึงรถแทบทั้งหมด มันก็พอมีบ้าง แต่ที่มีก็มีแต่ตัวท็อป! เนื่องจากมีสายเลือด Toyota พี่อรรถเลยพยายามตามเก็บรถสปอร์ตของ Toyota และ Lexus ไว้แทบทุกรุ่น ซึ่งถ้านับรวม Supercar และ Hypercar ในครอบครอง ปัจจุบันที่เมืองไทยจะมีอยู่ 7 คัน และที่ญี่ปุ่นมีอีก 5 คัน!
และสิ่งที่ทำให้พี่อรรถถึงกับตกใจ! ในความรู้ลึกรู้จริงของทีมงาน World of Speed คือการที่ไปสืบรู้มาว่าพี่อรรถกำลังเล็งรถ F1 จาก Toyota เข้าสู่คอลเลกชันโรงรถ Arto! นั่นจึงทำให้พี่อรรถต้องยอมเปิดเผยให้ฟังถึงเรื่องการเจรจานำอดีตรถ F1 ของ Toyota ยุคปี 2000 สมัยที่ Panasonic เป็นสปอนเซอร์ และคันที่ Mika Salo ขับ ซึ่งเป็นไอเทมระดับตำนานที่หาดูได้ยากยิ่ง มาเก็บเข้าคลังสะสม เขายอมรับว่ามีการพูดคุยกันจริง! ต่อรองราคากันจริง! แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะติดปัญหาคือทางญี่ปุ่นไม่ได้ขาย แต่จะฝากให้ช่วยดูแล แล้วก็ไม่สามารถให้เครื่องยนต์มาด้วยได้ พี่อรรถมองว่าถ้าได้มาแต่ตัวรถไม่ได้เครื่องยนต์ก็ไม่รู้จะเอามาทำไม จึงกำลังเจรจาต่อรองเพื่อให้สามารถนำมาได้ครบทั้งคันนั่นเอง!
ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของชายที่หลงรักโลกแห่งความเร็ว และคลุกคลีอยู่กับมันอย่างใกล้ชิดในทุกแง่มุม จนอาจกล่าวได้ว่า “สุทธิพงศ์ สมิตชาติ” คืออีกหนึ่งตำนานที่ยังมีลมหายใจ ของวงการมอเตอร์สปอร์ตประเทศไทย!






























