Home Work & Living Living อย่าทำให้มีใครสักคนในบ้านต้อง “รู้สึกน้อยใจ”

อย่าทำให้มีใครสักคนในบ้านต้อง “รู้สึกน้อยใจ”

โดยทั่วไปแล้ว หลาย ๆ คนมักจะเลือกให้ “บ้าน” เป็นที่พึ่งพิงในยามที่ตัวเองรู้สึกว่าต้องการการเยียวยาหรือกำลังอ่อนแอมากที่สุด เป็นที่ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย โดย “บ้าน” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัง ๆ เพียงเท่านั้น แต่มันยังหมายรวมถึง “คนในบ้าน” หรือก็คือ “ครอบครัว” ด้วย ความสุขในบ้านจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด หลัก ๆ ก็น่าจะต้องพึ่งทั้งบ้านที่เป็นหลัง ๆ และคนในบ้านนั่นเอง

แต่ “บ้าน” ก็ไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ซ้ำร้ายยังดูเหมือนว่าจะเป็นนรกบนดินสำหรับใครหลาย ๆ คนด้วยซ้ำไป หลายคนไม่เคยได้รับการปฏิบัติแบบดี ๆ จากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าจะทางกายภาพหรือทางจิตใจ อยู่บ้านเดียวกันแต่รู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ต้องทนรับความเย็นชา การเมินเฉย ไม่ได้รับการใส่ใจ การถูกละเลยอะไรหลาย ๆ อย่าง ชนิดที่ว่าเหมือนไม่เห็นหัว เหมือนไม่มีตัวตน แรก ๆ อาจจะไม่ใช้ปัญหา แต่หลัง ๆ หากเจอแบบนี้เป็นประจำ ใครบ้างจะไม่รู้สึก “น้อยใจ”

ความรู้สึก “น้อยใจ” เป็นความทุกข์ทรมานที่กัดกินและบั่นทอนจิตใจคนเราได้มากกว่าที่คิด ยิ่งกับคนที่พยายามกดทับความน้อยใจไว้ให้ดูเหมือนว่าเราไม่รู้สึกอะไรยิ่งน่าเป็นห่วง สุดท้ายแล้ว การเป็นคนในบ้านเดียวกัน ครอบครัวเดียวกัน สมควรได้รับการปฏิบัติแบบที่ทำให้รู้สึกน้อยใจจริง ๆ เหรอ

อาการน้อยใจไม่ได้เป็นเพราะจะเรียกร้องความสนใจ

อาการน้อยใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกีดกันออกจากสังคม จึงรู้สึกเสียใจที่ตัวเองไม่ได้ในสิ่งที่คิดว่าน่าจะต้องได้ แปลว่ามันต้องมีเหตุบางอย่างเกิดขึ้นถึงจะทำให้คนเรารู้สึกน้อยใจขึ้น ฉะนั้น มันไม่ใช่วิธีการเรียกร้องความสนใจ มันคือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น กับใครที่ไม่เคยเจอกับตัวเองก็อาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องไร้สาระ ทำไมไม่อย่างนั้นล่ะ ทำไมไม่อย่างนี้ล่ะ หารู้ไม่ว่าความเจ็บปวดเล็ก ๆ นี่แหละที่สะสม นานวันเข้ามันก็กัดกินไปทั้งหัวใจ ทำให้ใครต่อใครตัดสินใจก่อเหตุสลดมานักต่อนัก

สื่อสารกันให้มากเพื่อพยายามปรับเปลี่ยน

อารมณ์น้อยใจ บ่อยครั้งมันก็เกิดขึ้นเพราะเรื่องเข้าใจผิด หรือเรื่องที่สื่อสารแล้วเข้าใจไม่ตรงกัน แทนที่จะพยายามทวนความเข้าใจว่าตรงกันหรือไม่ กลับเก็บมาคิดมากแล้วรู้สึกเองแล้วว่ามันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ วิธีแก้มีเพียงทางเดียว คือ พยายามสื่อสารกันให้มากขึ้น มีอะไรไม่สบายใจอย่าเก็บไว้ในใจแล้วคิดเองเออเองหรือพยายามจะคิดแทนคนอื่น แต่ให้ลองเข้าหาอย่างละมุนละม่อมแล้วค่อย ๆ ถาม คนในบ้านควรมีกิจกรรมที่เอื้อบรรยากาศให้ได้คุยกันให้มากขึ้น มีอะไรก็คุยกันดีกว่าเงียบ ไม่พอใจก็เปิดอกเคลียร์

เลิกเถอะ! เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่มีประโยชน์

พ่อแม่ที่รักลูกไม่เท่ากัน หรือบ้านที่เลี้ยงลูกด้วยระบบลูกรัก-ลูกชัง รู้ไหมว่านี่น่ะเหมือนกับระเบิดเวลาดี ๆ นี่เอง ยิ่งมีใครสักคนที่ต้องพยายามกดทับความรู้สึกน้อยใจเอาไว้มากเท่าไร เมื่อถึงจุดที่จะระเบิด แรงระเบิดก็จะยิ่งแรงมากเท่านั้น เพราะมันอาจกลายเป็นความอิจฉาและคับแค้นใจได้ด้วย ในเมื่อลูก ๆ พวกเขาก็เป็นพี่น้องกัน ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ต้องมีคนหนึ่งเป็นลูกรัก อีกคนเป็นลูกชัง ก็แค่แสดงออกในทางบวกกับลูกทุกคนเท่า ๆ กันแค่นี้เองไม่มีอะไรยาก อย่าให้ลูกคนไหนต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ต้องเสียสละ เสียเปรียบ หรือเป็นส่วนเกินตลอดชีวิต

คำพูดและการกระทำอย่าสวนทาง

แม้ว่าใครต่อใครจะให้ความสำคัญกับการกระทำมากกว่าคำพูด ประมาณว่าอาจจะปากร้ายแต่ในใจจริง ๆ ไม่มีอะไร ยังคงปฏิบัติต่อคนในครอบครัวเป็นอย่างดี แต่ก็อย่าให้คำพูดกับการกระทำมันสวนทางกันมากนักก็ได้ ทางที่ดีก็ทำให้ดีทั้งคำพูดและการกระทำจะดีกว่า เพราะจิตใจของคนเรามันแข็งแรงหรืออ่อนไหวไม่เท่ากัน แค่ถ้อยคำหรือประโยคง่าย ๆ แสนจะธรรมดาจากใครคนหนึ่งที่เปล่งออกมาโดยไม่คิดอะไร ยังสามารถแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธที่ทิ่มแทงจิตใจคนฟังได้อย่างบาดลึก จนเกิดเป็นแผลสดในใจ แบบนี้ต่อให้การกระทำดีแค่ไหนก็ไม่อาจทดแทนความรู้สึกที่เสียไปได้

ลดทิฐิ อย่างไรก็คนในครอบครัว

สิ่งที่บ่อนทำลายความรักความผูกพันระหว่างคนในครอบครัวก็คือ “ทิฐิ” มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนในบ้านรู้สึกถึงความไม่เข้ากัน ความแตกต่าง คุยกันไม่รู้เรื่อง ไปกันไม่ได้ พอต่างคนต่างถือตัวสูง มันก็เป็นปัญหาเวลาที่ต้องพูดคุยหรือหันหน้าเข้าหากัน กับคนในบ้าน เราไม่จำเป็นต้องเข้าหาพวกเขาด้วยกำแพงสูงขนาดนั้น ลองลดทิฐิที่อยู่ในใจลง แน่นอนว่าอย่าให้เป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่งที่ต้องพยายาม ไม่เอาแบบว่าฝ่ายหนึ่งปรับแล้วแต่อีกฝ่ายยังตั้งแง่เหมือนเดิม ต่างฝ่ายต้องปิดกั้นกันให้น้อยลง พยายามจะเข้าใจกันให้มากกว่าเดิม เมื่อเวลาผ่านไปสถานการณ์จะค่อย ๆ ดีขึ้น