เวลาเข้าโซเชียลมีเดีย ในยุคนี้เราจะได้เห็นคำคม ๆ หรือโควทคำพูดเท่ ๆ จากคนที่สังคมยกย่องว่าเป็นผู้นำทางความคิด หรือเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่อยู่เต็มไปหมด ล่าสุดที่เห็นผ่านตาคือ คำพูดของผู้บริหารหนุ่มท่านหนึ่งที่กล่าวประมาณว่า “ถ้าองค์กรไหนไม่คิดถึงการก้าวสู่ยุคดิจิทัลน่าจะอยู่อย่างลำบากในยุคนี้” อ่านแล้วก็ให้สงสัยตามประสาค่ะว่า “เอาเข้าจริง การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล มันเริ่มต้นในช่วงเวลานี้หรือควรจะเป็นก่อนหน้านี้”
ย้อนกลับไปในช่วงรอยต่อระหว่างปี 1999 – ปี 2000 ยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งจะเริ่มเฟื่องฟู ผู้คนยังกลัวเรื่อง “วายทูเค” จนต้องจัดการอัปเกรดคอมพิวเตอร์กันยกใหญ่ เมื่อมองกลับไปจากยุคนี้ กลายเป็นเรื่องเอามานั่งล้อยิ้มหัวกันไปเสียแล้ว หรือแม้แต่คนทำ Content อย่างผู้เขียนเอง ที่เริ่มต้นจากการทำงานให้กับนิตยสาร แล้วก้าวไปสู่โลกของ “เวิลด์ไวด์เว็บ” ในยุคที่มีการซื้อเว็บไซต์และมีคนร่ำรวยจากการขายเว็บไซต์อยู่ไม่น้อย ช่วงเวลานั้นเคยได้ยินเสียงเหมือนถากถาง มาจากกคนที่ไม่ได้ทำ Content ถึงเนื้อหาที่จัดลงเว็บไซต์ว่า “ใครจะมานั่งอ่าน”
สุดท้ายแล้ว คนที่พูดว่า “ใครจะมานั่งอ่าน” ตอนนี้ไปอยู่ส่วนไหนของประเทศแล้วก็ไม่รู้ แต่สำหรับผู้เขียน ได้มองเห็นความเติบโตของการสร้าง Content ทั้งที่เป็นเนื้อหา รูปภาพ และคลิปวิดีโอ ตลอดช่วงเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา และผู้คนทั่วไปคุ้นเคยกับคำว่า “Content is King” ที่แม้แต่คนอย่างบิลล์ เกตส์ ยังเคยเขียนเรียงความถึงเรื่องดังกล่าวเอาไว้บนเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์เมื่อปี 1996
และถ้าจะย้อนกลับไปประโยคข้างต้น ที่มีคนกล่าวถึงการปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัล ถึงเวลานี้คำว่า Content is King คงไม่เพียงพอเสียแล้ว ยุคนี้การเข้าใจถึงคำว่า ดิจิทัล ไม่ได้หมายความถึงการใช้เทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการรับรู้การมีอยู่ของโลกคู่ขนานที่เรียกว่า โซเชียลมีเดีย ที่เจ้าของผลิตภัณฑ์หรือเจ้าขององค์กรต้องทำความเข้าใจ เพื่อปรับมาใช้ให้เข้ากับสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่
มีรายงานของ Statista ที่น่าสนใจเมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมาว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกนั้นทะลุตัวเลข 4.66 พันล้านไป ในขณะที่ประชากรโลกทั้งหมดอยู่ที่ 7.7 พันล้านคน จากตัวเลขนี้จะเห็นว่าผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกนั้น มีจำนวนที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ที่ 59.5 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนประชากรโลกทั้งหมด
และตามรายงานนั้นยังบอกว่าจากจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้น มีจำนวน 4.32 พันล้านคนที่ใช้งานผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วสูงถึง 92.6 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเข้าถึงการใช้งานที่น่าจะทำให้นักการตลาดมองเห็นว่า โอกาสในเวลาของการสร้างความจดจำกับแบรนด์สินค้า นั้นอาจไม่ได้หมายถึงโฆษณาบนสื่อหลักแต่เพียงอย่างเดียว
และอีกหนึ่งตัวเลขที่มาจากการรายงานของสำนักเดียวกัน คือตัวเลขผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในเอเชีย ซึ่งหนีไม่พ้นจีนและอินเดีย อันเป็นสองประเทศที่มีประชากรอยู่เป็นจำนวนมาก และที่ตามมาในอันดับที่สาม คืออินโดนีเซีย ส่วนไทยนั้นอยู่ในอันดับที่ 9 รองมาจากเกาหลีใต้ โดยมีจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 48.59 ล้านราย ในขณะที่ประชากรทั้งประเทศอยู่ที่ 69.63 ล้านราย นั่นหมายความว่ามีจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและ เครือข่ายมากเกินกว่า ห้าสิบเปอร์เซ็นต์
ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกันกับเม็ดเงินรายได้โฆษณา ที่เทียบกันระหว่างปี 2020 กับ 2021 จะเห็นว่าเม็ดเงินโฆษณาในสื่อจากโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่ง Out of Home ก็ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันกับเมื่อปีที่แล้ว จะมีอยู่เพียงแค่วงการอินเทอร์เน็ตที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะให้คุณผู้อ่านลาออกจากกงานประจำหรือปลูกฝังให้ลูกหลานเป็นยูทูบเบอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์แต่อย่างไรนะคะ การยกเรื่องนี้มาพูดคุยกันเพราะต้องการให้คุณผู้อ่านได้มองมุมใหม่ ๆ ของโลกใบนี้บ้าง การถือกำเนิดของอินเทอร์เน็ตทำให้โลกใบนี้แคบลง การถือกำเนิดของโซเชียลมีเดีย ทำให้คนสื่อสารกันง่ายขึ้น หากแต่เราใช้ด้านที่เป็นประโยชน์ของโลกดิจิทัลกับชีวิตที่เราเป็นอยู่ขนาดไหน
ถ้าเราใช้เพื่อการติดต่อสื่อสาร เรามีทักษะในการสื่อสารที่ดีพอหรือยัง ถ้าเราใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจ เรารู้จักการใช้เครื่องมือนี้อย่างถ่องแท้หรือแค่ผิวเผิน ทั้งหมดนี้ลองถามตัวเองกันดูก่อนค่ะ ว่าเรารู้จักและเข้าใจเทคโนโลยีขนาดไหน มิเช่นนั้นแล้ว เราอาจเป็นได้แค่เหยื่อของยุคดิจิทัล ที่ต้องวิ่งตามเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ