Home Uncategorized แล่เนื้อเถือหนัง HEREDITARY – ปีศาจ และภาวะความเป็นแม่

HEREDITARY – ปีศาจ และภาวะความเป็นแม่

(มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริเวณเครื่องหมาย ***)

ได้รับเสียงชื่นชมมากมายทีเดียวกับภาพยนตร์สยองขวัญม้ามืดที่สร้างกระแสฮือฮาในเทศกาลภาพยนตร์ ซันแดนซ์ เมื่อต้นปีจนหลายคนกรีดร้องด้วยความหวาดผวา ก่อนที่มันจะเดินทางมายังโรงภาพยนตร์ในเมืองไทยเพื่อทำให้คอหนังสยองขวัญได้สัมผัสความน่ากลัวขนหัวลุกไปตามๆกัน

เรื่องราวของ Hereditary เริ่มต้นขึ้นกับครอบครัวเกรแฮม เมื่อ แอนนี (โทนี คอลเลตต์ กับการแสดงที่เฮี้ยนที่สุดในชีวิต) คุณแม่นักปั้นโมเดลบ้านจำลอง ต้องเผชิญกับความโศกเศร้าเมื่อสูญเสีย เอลเลน คุณแม่ของตัวเองไปอย่างไม่มีวันกลับ ทว่าแทนที่จะจบด้วยการกลับมาใช้ชีวิตสงบสุขดังเดิม การตายของ เอลเลน ได้นำพาสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ คืบคลานมายังครอบครัวของ แอนนี ทั้ง ปีเตอร์ ลูกชาย, ชาร์ลี ลูกสาว รวมถึง สตีฟ สามี และเมื่อพวกเขาถูกคุกคามจากสิ่งที่มองไม่เห็นแบบหนักข้อขึ้นเรื่อยๆก็ทำให้ แอนนี ต้องลุกขึ้นสู้เพื่อทำให้ครอบครัวหลุดพ้นจากฝันร้าย

ก่อนอื่นต้องบอกคุณผู้อ่านทุกท่านว่าแม้หนังเรื่องนี้จะได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนหนังสยองขวัญมากมาย แต่หากเทียบกับหนังสยองขวัญสูตรสำเร็จอื่นๆที่เน้นปล่อยผีมาหลอกหลอนกันโทงๆอันคุ้นชินถือว่าคนละสไตล์กันเลย ขณะที่การเล่าเรื่องซึ่งพยายามปกปิดความลับกันสุดฤทธิ์ก่อนจะมาเฉลยกันในช่วงท้ายแบบหนักหน่วง ก็ทำให้หลายคนรู้สึกกระอักกระอ่วนเหมือนกัน เรียกว่าถ้าไม่ชอบมาก ก็เกลียดไปเลย

แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบ (รวมถึงตัวผู้เขียน) สิ่งที่ต้องยกนิ้วให้เลยคือการที่ อารี อาสเตอร์ ผู้กำกับพ่วงตำแหน่งคนเขียนบท ฉีกตำราหนังสยองขวัญแบบเดิมๆที่ใช้ซาวด์เอฟเฟกต์ตุ้งแช่ โครมครามกันจนน่ารำคาญ และฉากสยองขวัญเลือดสาด ด้วยการทิ้งสูตรเหล่านี้ไปหมด สร้างความน่ากลัวขึ้นมาในแบบของตัวเอง อาทิ บรรยากาศความไม่ไว้วางใจที่ปกคลุมไปทั้งเรื่อง แม้แต่บ้านที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุข ความปลอดภัย ก็ยังกลายเป็นสถานที่ๆน่าอึดอัดไปเสียได้, พฤติกรรมชวนเหวอของตัวละครจนต้องตั้งคำถามว่าพวกเขามีสติสมประกอบดีหรือไม่ รวมถึงดนตรีประกอบที่เล่นน้อยต่อยหนัก ค่อยๆ สร้างความกดดันแก่คนดู

ขณะที่ตัวหนัง ก็ถือว่ายอดเยี่ยมในเรื่องการนำความเชื่อเกี่ยวกับผีห่าซาตานทั้งหลาย มาผนึกรวมกับสถาบันครอบครัว ที่บีบบังคับให้ แอนนี ต้องตัดสินใจทำทุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัวให้หลุดพ้นจากหายนะที่มาในรูปแบบเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ และกลายเป็นอุทธาหรณ์ชั้นดีสำหรับคนที่เป็นแม่ด้วยว่าทุกการตัดสินใจนั้นล้วนนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ออกได้สองหน้า ไม่ดีเลิศสุดๆก็ฉิบหายกันไปเลย

และต่อไปนี้คือการเปิดเผยเรื่องราวในหนัง (สปอยล์)

*** สำหรับคนที่ดูหนังสยองขวัญแบบโชกโชน น่าจะพอเดากันออกตั้งแต่ครึ่งเรื่องแล้วว่าหายนะที่คุกคามครอบครัวของ แอนนี ก็คือผีห่าซาตานที่ชื่อ “คิงเพมอน” ซึ่งมีการบอกใบ้กันในฉากที่ ปีเตอร์ เรียนหนังสืออยู่ในห้อง แต่ปีศาจตัวนี้มันจะเข้ามาเล่นงานครอบครัวของแอนนีไม่ได้เลย ถ้าต้นเหตุอย่าง คุณยายเอลเลน (แม่ของเธอ) ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ด้วยความเต็มใจ

แม้ไม่รู้ว่าคุณยายเอลเลน ไปทำอีท่าไหนถึงถูกสมาคมลัทธิผู้ศรัทธาปีศาจ “คิงเพมอน” หลอกจนเชื่อสนิท แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาวะความเป็นแม่ที่ล้มเหลว (ซึ่งเดาว่าอาจมาจากการมีลูกโดยไม่เต็มใจ) กลายเป็นการเปิดโอกาสให้ความฉิบหายต่างๆเข้ามาที่ครอบครัวของลูกสาวแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ตัว แอนนี ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับแม่ผู้ล่วงลับมาตลอด และพยายามควบคุมชีวิตครอบครัวให้กลับสู่สภาวะปกติ แต่ในเมื่อเธอพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ (ชาร์ลี ลูกสาวตายด้วยอุบัติเหตุสยองชวนแหวะ) ก็ทำให้ความเข้มแข็งที่มีถูกสั่นคลอนจนกลายเป็นบ้า

และเมื่อความฉิบหายต่างๆถาโถมเข้ามาอย่างหนักมือ แทนที่จะรับมือด้วยสติที่มั่นคง แอนนี ซึ่งพยายามทำทุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัวจนถูกลัทธิชั่วหลอกให้นำปีศาจเพมอนเข้ามาในบ้านอย่างเต็มรูปแบบ ผสมกับอาการเฮี้ยนคลั่งสติหลุดจนทำเอาพ่อและลูกชายที่เหลืออยู่ไม่กล้าเข้าใกล้ จึงนำมาสู่หายนะเบอร์แรงในโค้งสุดท้ายเมื่อเธอถูกปีศาจเข้าสิงและ ปีเตอร์ ก็ถูกยึดร่างโดยสมบูรณ์แบบ (ตามที่หนังบอก คิงเพมอน ต้องการมนุษย์เพศชายที่สมบูรณ์แข็งแรงเพื่อยึดร่างและเข้ามาในโลก) กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่แสนเศร้าที่คนดูอย่างเราๆได้แต่รู้สึกเวทนา ***

สุดท้ายนี้ Hereditary นอกจากทำหน้าที่ได้ดีมากในฐานะหนังสยองขวัญที่มอบความกลัวแก่ผู้ชม ขณะเดียวกันประเด็นของสถาบันครอบครัวที่ถูกสอดแทรกเข้ามา ก็แข็งแรงอย่างน่าประทับใจ (ดูแล้วก็นึกถึง The Exorcist อันเป็นตำนาน หรือของไทยก็เป็น ลัดดาแลนด์) อันเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าหากถึงคราวต้องพบกับวิกฤติร้ายแรงเพียงใด หากผู้นำครอบครัวใช้สติแก้ปัญหา รวมถึงกำลังใจจากคนรอบข้าง ปัญหาทุกอย่างล้วนผ่านไปได้เสมอ