ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา หลายคนอาจเห็นความชุลมุนเล็ก ๆ บนโซเชียลมีเดีย เริ่มจากมีคนตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมรัฐบาลของหลาย ๆ ประเทศในโลกถึงออกคำเตือนให้ประชาชนกักตุนอาหารไว้ให้เพียงพอ อย่างน้อย 3-7 วัน ซึ่งกลายเป็นข้อมูลที่แชร์ต่อ ๆ กันว่าประชาชนคนไทยจำเป็นต้องกักตุนอาหารไว้ด้วยหรือไม่ เป็นเหตุให้ทางรัฐบาลต้องออกมาให้ความเชื่อมั่น ว่าสำหรับประเทศไทยแล้วยังไม่มีความจำเป็นต้องกักตุนอาหารแต่อย่างใด เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหารสูง สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตได้โดยตรง รวมถึงยังมีพลังงานสำรองเตรียมไว้พร้อมด้วย
แน่นอนว่าประกาศของรัฐบาลอาจจะไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยมากเท่าไรนัก ถึงขั้นมีคนจำนวนมากมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่าถ้ารัฐบาลบอกให้ทำอะไร ให้แทงสวนทำตรงข้าม! ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อประชาชนไม่เชื่อใจการทำงานของรัฐบาลเป็นทุนเดิม อย่างไรก็ดี สำหรับประเด็นเรื่องการตุนอาหารนั้น หากบางคนมองว่าการเตรียมความพร้อมไว้ก่อนไม่ใช่เรื่องเสียหาย แถมยังเป็นเรื่องดีด้วยที่ไม่ใช้ชีวิตอย่างประมาทบนความไม่แน่นอน ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ควรตื่นตัวแบบไม่ตื่นตูม แห่กักตุนจนสินค้าหมดชั้นวาง คอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อตระหนักรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้ววางแผนชีวิตโดยไม่ตื่นตระหนกเกินไป
จุดแข็งของประเทศที่เป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ”
ประเทศไทยได้รับการขนานนามว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” มาอย่างยาวนาน เนื่องจากจุดเด่นทางภูมิศาสตร์ มีที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูกการเกษตร มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านหลายสาย เป็นพื้นที่ที่ได้เปรียบหลาย ๆ ประเทศในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ นั่นทำให้ในแง่ของทรัพยากรธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงอาหาร ประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีผลผลิตที่หลากหลาย มีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ และพร้อมส่งต่อหลายประเทศ โดยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานหลักในการดำรงชีวิต
เมื่อพิจารณาดูแล้ว จะเห็นว่าจุดแข็งด้านอาหารของไทยนั้น หลัก ๆ แล้วเป็นเรื่องของสภาพภูมิประเทศ เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำ มีปริมาณน้ำฝนพอเหมาะ และมีความหลากหลายทางชีวภาพของพืชผลและสัตว์สูง จึงสามารถปรับตัวและผลิตสินค้าทดแทนได้ดีกว่าประเทศที่ผลิตพืชผลหลักเพียงไม่กี่ชนิด ทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรที่มั่นคง จึงมีศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตอุปทาน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ไทยเป็นครัวของโลกจากการสำรองสินค้าเกษตรได้ในระดับที่มั่นคง ยามเกิดความเสี่ยงภาวะขาดแคลนอาหารอย่างเฉียบพลัน รวมถึงยังเป็นคลังอาหารให้เพื่อนบ้าน ยกระดับให้ไทยเป็นแหล่งสำรองอาหารที่สำคัญของระดับภูมิภาคหรือเพื่อนบ้านได้อย่างดี มีระบบโลจิสติกส์ที่เอื้ออำนวยอีกต่างหาก
จากข้อมูลในเบื้องต้น เราอาจเห็นภาพว่าประเทศไทยมีปริมาณการผลิตอาหารหลักเพียงพอและเกินความต้องการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้ไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสำคัญและมักถูกเรียกว่า “ครัวของโลก” แต่ในขณะเดียวกัน เบื้องหลังภาพที่สวยงามเหล่านี้ ไทยเราเองก็กำลังเผชิญความท้าทายในมิติความปลอดภัยทางอาหาร การกระจายรายได้ และความเปราะบางของกลุ่มประชากร
สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารของไทย
ตามหลักขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ประกอบด้วย 4 มิติ
- ความเพียงพอของปริมาณ (Availability) มีปริมาณผลผลิตอาหารและสินค้าเกษตรเพียงพอต่อการบริโภคและการค้า รวมถึงจากการนำเข้า หรือการช่วยเหลือ
- การเข้าถึงอาหาร (Access) ทั้งเชิงกายภาพและเศรษฐกิจ กล่าวคือ ประชาชนต้องมีกำลังซื้อและเข้าถึงอาหารได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งกลุ่มเปราะบางหรือครัวเรือนรายได้น้อยในชุมชนเมืองยังประสบปัญหาด้านความสามารถในการซื้อและโภชนาการ
- การใช้ประโยชน์และโภชนาการ (Utilization) เกี่ยวข้องกับคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร เช่น ปัญหาสารเคมีตกค้างในผักผลไม้ และปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ร่างกายต้องสามารถนำสารอาหารไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากอาหารที่เพียงพอ น้ำสะอาด และสุขอนามัยที่ดี
- เสถียรภาพ (Stability) ความสามารถในการข้าถึงอาหารอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยไม่มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนในระยะยาว รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินจากปัจจัยต่าง ๆ ได้ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน
ขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามองค์การสหประชาชาติมีการตกลงกันทั้งหมด 17 ข้อ คือ เป้าหมายที่ 2 ยุติความหิวโหยบรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการ และส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เนื่องจากอาหารมีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคน อาหารที่ดีช่วยพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญาเพื่อการเป็นพลเมืองโลก โภชนาการที่จำเป็นในระดับที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มคนยากจนและผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง เช่น คนพิการ คนชรา และเด็ก
ไม่เพียงเท่านั้น ยังควรสนับสนุนให้มีระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ความปลอดภัยของผู้บริโภค การเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตร ความสมดุลของระบบนิเวศ ความมั่นคงของฐานทรัพยากร และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร
จากการสำรวจดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหาร (Global Food Security Index: GFSI) ของโลกทั้งหมด 113 ประเทศ พบว่า ในปี 2021 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 51 ของโลก ทว่าในปี 2022 ประเทศไทยกลับถูกจัดให้อยู่อันดับที่ 64 ในระดับเดียวกับประเทศโคลัมเบีย ซึ่งตกลงมาถึง 13 อันดับจากในปี 2021 หากลองเข้าไปอ่านรายงานฉบับเต็มที่มีข้อมูลการให้คะแนนในแต่ละมิติ จะเห็นภาพว่าไทยมีความมั่นคงทางอาหารที่โดดเด่น โดยเฉพาะการเข้าถึงอาหาร อาหารในประเทศมีปริมาณเพียงพอ ทว่าการใช้ประโยชน์และโภชนาการ สะท้อนว่าคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารนั่นย่ำแย่
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ประเทศไทยมีการดำเนินการที่ดีในประเด็นที่ทำให้ทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงอาหารได้ อาหารในประเทศก็มีเพียงพอ พูดได้ว่าเกินความต้องการด้วยซ้ำ เรื่องเสถียรภาพก็สามารถจัดการได้ดี แต่อาหารที่เข้าถึงได้นั้นยังขาดคุณภาพ มีความปลอดภัยและคุณค่าทางโภชนาการที่ดีไม่เพียงพอต่อการบริโภค!
อาจกลายเป็นความไม่มั่นคงทางอาหารของไทย?
ประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ทั้งยังสามารถผลิตอาหารได้มากมายและหลากหลาย ทว่าความมั่นคงทางอาหารไม่ได้ประเมินจากปริมาณอาหารเพียอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงคุณภาพของอาหาร โภชนาการ การเข้าถึง และความมั่นคงของแหล่งผลิตอาหารด้วย
น่าสนใจว่า แม้ไทยจะมีศักยภาพในการผลิตอาหารอย่างมาก มีปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการผลิตอาหารของเรา แต่กลับเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ การเข้าถึงอาหารจากการกระจายรายได้และความสามารถในการซื้ออาหารที่แตกต่างกัน นั่นส่งผลถึงการกระจายอาหารที่มีคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการที่ทั่วถึงด้วย โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง ในบางชุมชนเมือง ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่อาจได้รับคุณภาพโภชนาการและเจอปัญหาความปลอดภัยของอาหาร
ที่สำคัญ จากการศึกษาของ Economist Impact ยังพบว่าความไม่มั่นคงทางอาหารของไทยส่วนหนึ่งเกิดจากการที่นโยบายด้านมาตรฐานโภชนาการและการตรวจสอบสถานะโภชนาการไม่เข้มงวดพอ อาหารที่คนไทยบริโภคยังขาดความหลากหลายทางโภชนาการและสารอาหารที่จำเป็น ซึ่งการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่เพียงเท่านั้น การบริหารจัดการก็มีผลต่อความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งก็ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยิ่ง การบริหารงานของภาครัฐนั้นอ่อนแอ โดยเฉพาะในช่วงเผชิญภาวะวิกฤติ จากสถานการณ์น้ำท่วมที่หลายพื้นที่ยังคงเผชิญอยู่ และคำเตือนจากรัฐบาลของนานาประเทศเรื่องการตุนอาหาร ในสายตาคนไทย รัฐบาลทำงานไม่เป็นระบบเท่าที่ควรจนประชาชนไม่เชื่อมั่นว่าสามารถดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ได้ ตั้งแต่ระบบการเตือนภัย การสื่อสาร การบริหารงานแบบรวมศูนย์ในยามวิกฤติ นั่นอาจหมายความว่าหากบ้านเราประสบกับภัยพิบัติที่มากขึ้นในอนาคต หรือสถานการณ์ที่ไม่มั่นคง ประชาชนก็มีความเสี่ยงในการเข้าถึงอาหารอีก
นี่ยังไม่นับรวมประเด็นเรื่องสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน ซึ่งเราก็พอจะเห็นเค้าลางกันแล้วว่ามันน่ากลัวขนาดไหน ประเด็นนี้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน และการเกิดลานีญา เอลนีโญ ที่มีรอบสั้นและรุนแรงกว่าในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบกับความยืดหยุ่นในการสร้างระบบอาหาร แห้งแล้งรุนแรง น้ำท่วมหนัก ทำให้การสร้างผลผลิตไม่เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนในอดีต และผลผลิตจำนวนมากก็เสียหายไปจากภัยนี้ด้วย
ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ที่ควรจับตาเรื่องของความมั่นคงทางอาหารของประชาชนในประเทศ และการบริหารจัดการของภาครัฐ แม้ว่าเราจะรู้สึกว่าบ้านเรามีอาหารให้กินอย่างอุดมสมบูรณ์ ถึงขนาดที่กินทิ้งกินขว้างกันได้ง่าย ๆ โดยไม่รู้สึกเสียดาย นึกภาพว่าประเทศไทยขาดอาหารไม่ออก แต่ว่าถ้าเกิดวิกฤติจากนานาสถานการณ์ขึ้นมาอีกและเป็นสถานการณ์ที่คนทั่วโลกเจอเหมือนกันหมด พวกเราจะสามารถใช้ชีวิตยู่กันโดยไม่อดอยาก ไม่เกิดภาวะทุพโภชนาการ หรือไม่อดตายกันได้นานแค่ไหน





























