Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Signal ซีรีส์สืบสวนขึ้นหิ้ง ดูซ้ำเป็นสิบรอบจนจำเรื่องได้!

Signal ซีรีส์สืบสวนขึ้นหิ้ง ดูซ้ำเป็นสิบรอบจนจำเรื่องได้!

เมื่อวานนี้เองที่เห็นข่าวผ่าน ๆ จากกลุ่มซีรีส์เกาหลีในเฟซบุ๊กกลุ่มหนึ่ง ที่พูดถึงกรณีของนักแสดงหนุ่ม “อีเจฮุน” ผู้น่าเห็นใจ เมื่อเจ้าตัวไม่ได้ทำผิดอะไรเลยแต่ชีวิตช่วงนี้ช่างน่าหดหู่ เมื่อซีรีส์ทั้ง 2 เรื่องของเขาที่ถ่ายทำเสร็จแล้ว มีเหตุให้ต้องเจอเรื่องราววุ่นวายจนยังไม่มีความชัดเจนเรื่องกำหนดออกอากาศ อันเนื่องมาจากข่าวดราม่ารุนแรงของนักแสดงร่วมทั้ง 2 เรื่อง

The Long Shot Trial หลังจากเกิดกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับประวัติของทวดของ “ฮายอง” ในยุคอาณานิคมญี่ปุ่น ที่เจ้าตัวออกมาให้สัมภาษณ์เอง เป็นเหตุให้ชาวเกาหลีจำนวนมากไม่พอใจ (ลองไปหาอ่านรายละเอียดกันได้ เรื่องใหญ่อยู่สำหรับคนเกาหลี) ที่แม้ซีรีส์จะถ่ายทำเสร็จแล้ว แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีวันฉายใหม่ที่แน่นอน ส่วนอีกเรื่องนี่น่ากังวลกว่า เพราะมันเป็นภาคต่อของซีรีส์ขึ้นหิ้งที่แฟน ๆ จำนวนมากรอคอยมานานถึง 10 ปี นั่นคือ Signal 2 ที่ถ่ายทำเสร็จตั้งแต่ปี 2025 แต่ยังไม่มีการยืนยันกำหนดออกอากาศอย่างเป็นทางการ เพราะเกิดประเด็นเกี่ยวกับอดีตของ “โจจินอุง” จนต้องประกาศยุติอาชีพนักแสดงเมื่อปลายปี 2025 (เรื่องนี้ก็ยากที่คนเกาหลีจะเมิน ด้วยความที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและประวัติอาชญากรรม)

ซึ่งถ้าหากถามว่าทำไมถึงเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ประเด็นหนึ่งก็คือ “อีเจฮุน” เป็นหนึ่งในนักแสดงที่เราชื่นชอบและชื่นชมผลงานของเขา มันน่าเสียดายที่เขาต้องมาร่วมรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องเลยสักนิด กับอีกประเด็นคือ ซีรีส์เรื่อง Signal ภาคแรก เป็นที่เราชอบมาก กล้าพูดเลยว่าเปิดดูซ้ำเป็นสิบรอบจนจำรายละเอียดในเรื่องได้เกือบทั้งหมด และมักจะหยิบยกซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นมาพูดชื่นชมทุกครั้งเวลาที่นักแสดงนำทั้ง 3 คนมีผลงานเรื่องใหม่ออกมา ตอนที่ไทยเรานำมารีเมกเป็นเวอร์ชันไทย 23:23 สัญญา สัญญาณ ก็ได้ดูเหมือนกันมันดีกว่าที่คิดและไม่ได้แย่ แต่ต้นฉบับเกาหลีนี่คือที่สุด ดูไปเอานิ้วเท้าจิกพื้นไป มันสนุกและชวนลุ้นมากจริง ๆ

Signal เป็นซีรีส์เกาหลีที่ออกฉายเมื่อปี 2016 (ทำให้ตอนนี้ซีรีส์เรื่องนี้มีอายุครบ 10 ปีพอดี) ส่วนชื่อเรื่องภาษาไทยในตอนนั้นใช้ชื่อว่า สัญญาณลับ ล่าข้ามเวลา เป็นซีรีส์แนวสืบสวนผสมความแฟนตาซี ที่หยิบเอาคดีอาชญากรรมที่เคยเกิดขึ้นจริงในเกาหลีใต้ถึง 7 คดีมาเป็นแรงบันดาลใจในการเดินเรื่องเป็นเคสย่อย ๆ ถึง 5 เคส ควบคู่ไปกับเส้นเรื่องหลัก เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “พัคแฮยอง” นักวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรในปัจจุบัน (ปี 2015) ได้พบกับวิทยุสื่อสารเก่าเครื่องหนึ่งที่สามารถส่งสัญญาณติดต่อกับ “อีแจฮัน” นายตำรวจในอดีต (ช่วงปี 1989) ได้อย่างน่าพิศวง โดยสัญญาณจะดังขึ้นในทุก ๆ เวลา 23.23 น. ก่อนจะหายไป

ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงได้ร่วมมือกันใช้ข้อมูลจากทั้งปัจจุบัน (ซึ่งเป็นอนาคตของอีแจฮัน) และอดีตเพื่อพยายามไขคดีอาชญากรรมที่ยังปิดไม่ลง อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตแต่ละครั้ง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเรื่องราวในปัจจุบันให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึงด้วย โดยทีมนี้มี “ชาซูฮยอน” เป็นหัวหน้าทีมสืบสวน เข้ามาพัวพันและร่วมตามหาความจริงเบื้องหลังการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของอีแจฮัน เธอเป็นลูกน้องเก่าของอีแจฮัน ผู้ซึ่งแอบรักเขาข้างเดียว (มั้ง) และรอคอยให้หัวหน้าและรุ่นพี่ที่หายตัวไปกลับมา ไม่ว่าจะในรูปแบบของคนเป็น ๆ หรือโครงกระดูกก็ตาม

จะเห็นว่าจุดเชื่อมโยงระหว่างสายสืบคดีอุกฉกรรจ์ในอดีต กับนักวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรสังกัดกรมตำรวจในปัจจุบัน คือ “วิทยุสื่อสารเครื่องเดียว” ทว่าทั้งสองคนเป็นตำรวจที่ยึดมั่นในความถูกต้องและไม่หวั่นกลัวอำนาจมืด โดยเฉพาะพัคแฮยอง ที่มีปมในวัยเด็กจากการพี่ชายต้องตกเป็นแพะรับบาป ใครต่อใครก็มองว่าพี่ชายของเขาฆ่าตัวตายหนีความผิด โดยที่เขาไม่สามารถช่วยเหลือพี่ชายได้เลย ส่วนอีแจฮันก็เป็นตำรวจน้ำดีที่ไม่เคยยอมแพ้ แม้ว่าตัวเขาจะต้องตกเป็นเหยื่อของอำนาจที่มองไม่เห็นในแวดวงตำรวจถึงขั้นโดนลอบสังหาร แต่วาระสุดท้ายของเขาก็ยังแสดงเจตนารมณ์อันแรงกล้า เพื่อบอกกับตัวเองในอดีตว่าอย่ายอมแพ้ และมันก็ถูกส่งต่อผ่านสัญญาณวิทยุสื่อสารให้พัคแฮยองได้รับรู้

ซีรีส์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอิงจาก 7 คดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริงในเกาหลีใต้ บางคดียังเต็มไปด้วยปริศนา คนร้ายยังไม่ถูกจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้เสียหายยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และคดีส่วนใหญ่ที่ปิดไม่ลง ก็ถูกสังคมมองว่ามันมีอะไรบางอย่างเข้ามาแทรกแซง ทำให้คนทำคดียอมแพ้ต่อเงินและอำนาจมืด ซึ่งซีรีส์ก็สื่อสารประเด็นนี้ออกมาได้ดีมาก ๆ และชัดเจนที่สุดว่าไม่ว่าประเทศจะเจริญแค่ไหนก็ตาม พวกตำรวจเลว ๆ หรือนักการเมืองชั่ว ๆ ก็มีอยู่ในทุกสังคม คนพวกนี้ไม่สนอะไรทั้งนั้น นอกจากประโยชน์ของตัวเอง

เปิดมาคดีแรกก็ทำเอาหายใจไม่ทั่วท้อง กับคดีลักพาตัวคิมยุนจองวัย 10 ขวบพ่วงกับคดีการตายปริศนาในท่อระบายน้ำของโรงพยาบาลจิตเวชร้าง (อิงจากคดีจริง คือคดีลักพาตัวและฆาตกรรมพัคโชรง ปี 1997 และคดีการเสียชีวิตปริศนาในท่อระบายน้ำโอชาง ปี 2009 คดีจริงทั้งสองไม่เกี่ยวกัน) ในอีก 15 ปีต่อมา อายุความคดีลักพาตัวกำลังจะสิ้นสุดลง พัคแฮยองในไทม์ไลน์ปัจจุบัน ก็บังเอิญไปพบวิทยุสื่อสารของอีแจฮันในกองเก็บหลักฐานที่กำลังจะถูกนำไปทำลาย เสียงสื่อสารจากอดีตดังขึ้นครั้งแรกสำหรับพัคแฮยอง เสียงของอีแจฮันที่ฟังดูเหมือนจะรู้จักเขาดี บอกว่าพบศพปริศนาในท่อระบายน้ำหลังโรงพยาบาลร้าง ในช่วงเวลาเมื่อ 15 ปีก่อน!

นั่นจึงกลายเป็นเบาะแสสำคัญที่นำไปสู่การรื้อคดีลักพาตัวคิมยุนจองขึ้นมา จนพบว่ามีความเชื่อมโยงกับศพปริศนาในท่อระบายน้ำ ความร่วมมือของสายสืบในอดีตกับโปรไฟล์เลอร์ในปัจจุบัน ทำให้จับคนร้ายตัวจริงได้ในที่สุด แต่ก็เอาผิดคดีลักพาตัวไม่ได้เพราะคดีหมดอายุความไปแล้ว ทำได้เพียงให้รับโทษในคดีฆาตกรรมที่ถูกจัดฉากให้ดูเหมือนว่าฆ่าตัวตาย ส่งผลให้มีการแก้กฎหมายยกเลิกอายุความคดีอุกฉกรรจ์ และมีการตั้ง “ทีมสืบสวนคดีเก่า” ขึ้นมา โดยมีสายสืบสาวมือเก๋าอย่างชาซูฮยอนเป็นหัวหน้าทีม พร้อมลูกทีมอีก 3 คน หนึ่งในนั้นคือพัคแฮยอง โปรไฟล์เลอร์หนุ่มผู้ไขปริศนาคดีนี้จนจับตัวคนร้ายได้

เคสต่อมา คือคดีฆาตกรรมต่อเนื่องคยองกีใต้ ในปี 1987-1989 (อิงจากคดีจริง คือคดีฆาตกรรมต่อเนื่องฮวาซอง ปี 1986-1991 คดีในซีรีส์เรื่อง The Scarecrow) คดีนี้นับเป็นคดีแรกของอีแจฮันหลังถูกบรรจุเป็นตำรวจ ตลอดระยะเวลา 3 ปี มีเหยื่อหญิงสาว 10 ราย คนร้ายมักก่อเหตุในช่วงฝนตก สภาพศพที่พบคือทั้งมือและเท้าของเหยื่อจะถูกมัดไพล่หลังด้วยปมเชือกพิเศษ และเสียชีวิตจากการถูกบีบคอ หนึ่งในนั้นมีข้าราชการสาว รักแรกของอีแจฮันที่เขากำลังตามจีบรวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการสื่อสารครั้งที่ 2 ของพัคแฮยอง แต่ตามไทม์ไลน์จากอดีต นี่เป็นครั้งแรกของอีแจฮันที่ได้พูดคุยกับชายปริศนาที่อ้างว่าตนเองอยู่ในปี 2015

นั่นจึงทำให้การสื่อสารในเคสคดีนี้เต็มไปด้วยเรื่องยุ่งยาก เพราะทั้งคู่ต่างก็ยังประหลาดใจและไม่เชื่อใจกันอย่างสนิทใจว่าการสื่อสารข้ามเวลามีอยู่จริง การแลกเปลี่ยนข้อมูลของคดีผ่านวิทยุสื่อสารทั้ง 5 ครั้งในเคสนี้ จึงไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร เถียงกันไปมาเป็นหลัก ถึงอย่างนั้น อีแจฮันก็สามารถช่วยเหยื่อให้รอดชีวิตได้หนึ่งราย ทว่าคนร้ายดันเปลี่ยนเป้าหมายไปฆ่าหญิงสาวที่เป็นรักแรกของเขาแทน เขาไม่สามารถช่วยคนรักให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อรายที่ 9 ของฆาตกรได้ แต่สิ่งที่เธอเหลือไว้ให้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่มีดีเอ็นเอของฆาตกรติดอยู่ ซึ่งมันถูกเก็บมาถึงยุคปัจจุบัน บวกกับการที่พัคแฮยองพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวการพูดคุยกันระหว่างเขากับอีแจฮัน จึงถูกนำไปใช้หาตัวคนร้ายและมัดตัวฆาตกรตัวจริงได้ในที่สุด

เคสที่สาม เป็นคดีโจรกรรมบ้านเศรษฐี สะพานถล่ม และฆาตกรรมนักแสดงสาว ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงให้เป็นคดีเดียว (อ้างอิงคดีจริง คือคดีโจเซฮยองยกเค้าบ้านเศรษฐี ปี 1982 และคดีสะพานซองซูถล่ม ปี 1994) เริ่มต้นจากคดีโจรขึ้นบ้านมหาเศรษฐีและผู้มีอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง อีแจฮันถูกกดดันจนจับแพะ ซึ่งเป็นอดีตโจรที่กลับตัว ด้วยความที่หลักฐานจากอนาคตที่พัคแฮยองบอกจากการสื่อสารกันช่วงแรก ๆ ดันคลาดเคลื่อนและไปตรงกับอดีตโจรผู้นั้น แต่การจับผิดคนครั้งนี้ทำให้ลูกสาวของแพะต้องมาเสียชีวิตในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมสะพานถล่ม เขาไม่มีโอกาสที่จะได้ร่ำลาหรือช่วยเหลือลูกสาว จึงเก็บความแค้นไว้ในใจตลอดหลายปีที่อยู่ในคุก

เมื่อพ้นโทษออกมา เขาก็ก่อคดีลักพาตัวหญิงสาวที่เคยอยู่ในเหตุการณ์สะพานถล่ม เพื่อแก้แค้นผู้เป็นพ่อที่เขามองว่าเป็นต้นเหตุให้ลูกสาวของเขาต้องเสียชีวิต อย่างไรก็ดี คดีนี้มีเบื้องหลังมากกว่าที่คิด พัคแฮยองและอีแจฮันช่วยกันสืบจนรู้ว่าใครคือคนร้ายตัวจริง จุดเริ่มต้นในการปล้นบ้านเศรษฐีหลายหลังไม่ใช่เงินทองหรือทรัพย์สินมีค่าอะไร แต่เป็นหลักฐานลับในอีก 2 คดี (คดีแต่ง) คดีนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อน พวกเขาจึงต้องหาทางพิสูจน์ความจริงเพื่อคืนความยุติธรรม และจับคนร้ายตัวจริง เมื่อเหยื่อตัวจริงที่เป็นพยานในทุกเหตุการณ์ยังไม่ตาย แต่ซ่อนตัวอยู่นานถึง 20 ปี! แถมเคสนี้ ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอดีตก็รุนแรงที่สุดด้วย

เคสที่สี่ คดีฆาตกรรมต่อเนื่องแขวงฮงวอน (อ้างอิงจากคดีจริง คือคดีฆาตกรรมต่อเนื่องมาชิมาโร่ ปี 2005 ที่ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้) ความน่าสนใจของคดีนี้ คือการเปิดเผยให้คนดูได้รู้ตั้งแต่แรกเลยว่าใครคือฆาตกร เคสนี้จึงไม่ได้เล่นกับความกระหายใคร่รู้ของคนดูในการตามสืบว่าใครคือฆาตกรที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด แต่พาเราวิ่งเข้าไปร่วมลุ้นกับจังหวะระทึกในการตามจับฆาตกรให้ได้ก่อนที่จะมีเหยื่อรายใหม่ ขณะเดียวกัน ก็พาเราลงไปสำรวจจิตใจของฆาตกร ถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุที่มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าหดหู่ไม่น้อย ซึ่งมีหญิงสาวตกเป็นเหยื่อหลายราย

คร่าว ๆ ว่าฆาตกรโรคจิตคนนี้มีปมวัยเด็กอันเจ็บปวด เติบโตมากับแม่ซึ่งมีอาการทางจิต เขาจึงถูกกระทำด้วยความรุนแรง จนนำมาลงมือกับเหยื่อในลักษณะเดียวกัน ศพจะถูกห่อด้วยผ้าห่มและมัดปมด้วยลักษณะเฉพาะ บริเวณศีรษะถูกคลุมด้วยถุงดำ เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ และพบร่องรอยการถูกกอดรัดอย่างรุนแรง ในช่วงแรกของการทำคดีเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าแรงจูงใจของฆาตกรคืออะไร เหยื่อทุกรายไม่มีอะไรที่เชื่อมโยงกัน กระทั่งมีเหยื่อมากขึ้นจึงเริ่มพบจุดร่วมของเหยื่อ คือทุกรายต่างเป็นโรคซึมเศร้า ใช้ชีวิตแบบคนอมทุกข์ ชอบฟังเพลงเศร้า ไม่เข้าสังคม และชอบซื้อของในร้านสะดวกซื้อ

เมื่อรู้ถึงจุดเชื่อมโยงดังกล่าว ชาซูฮยอนในอดีต สมัยที่ยังเป็นเพียงตำรวจสาวน้องเล็กในสถานี จึงใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อในการจับกุมฆาตกร จนเธอตกเป็นเหยื่อเข้าจริง ๆ โชคดีที่เธอสามารถหนีรอดออกมาได้ โดยที่มือถูกมัดอยู่และศีรษะก็ถูกคลุมด้วยถุงดำ ความทรงจำในอดีตที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด กลายเป็นบาดแผลในใจลึก ๆ ของเธอมาจนถึงปัจจุบัน จากคำให้การของเธอในอดีตที่เป็นเหยื่อผู้รอดชีวิต ทำให้การสืบสวนของทั้งสองช่วงเวลาดำเนินไปอย่างเข้มข้น อดีตยังจับคนร้ายไม่ได้ ปัจจุบันทีมรื้อคดีเก่าก็นำคดีนี้กลับมาทำต่อ เพื่อหยุดยั้งฆาตกรรายนี้ที่ยังคงลอยนวลและใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบในสังคม

การสืบสวนในปัจจุบันทำให้พัคแฮยองพบจุดเปลี่ยนบางอย่าง คือจากบันทึกการสืบสวนพบว่าเหยื่อรายที่ 9 ซึ่งเป็นรายสุดท้าย เป็นเพียงรายเดียวที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และจุดที่น่าสนใจก็คือหลังจากก่อเหตุกับเหยื่อรายนี้แล้วก็ไม่มีเหยื่อรายใหม่อีกเลย บ่งชี้ว่าอาจเกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับสภาพจิตใจของฆาตกรที่ทำให้เขาไม่สามารถลงมือฆ่าใครได้อีก ดังนั้น หากระบุตัวตนของเหยื่อรายนี้ได้ ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การเปิดเผยความจริงของตัวฆาตกรได้เช่นกัน

และเคสสุดท้าย เป็นเคสที่เกี่ยวข้องกับอดีตของพัคแฮยอง และยังเป็นที่มาของสายสัมพันธ์ประหลาดที่นำพาให้พัคแฮยองกับอีแจฮันได้มาสื่อสารถึงกันคนละช่วงเวลาผ่านวิทยุสื่อสาร เป็นคดีสำคัญที่เชื่อมโยงปมในอดีตของพัคแฮยองและการหายตัวไปอย่างลึกลับของอีแจฮัน มันคือคดีล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงที่เมืองอินจู (อ้างอิงจากคดีจริง คือคดีรุมโทรมมิรยาง ปี 2004) นักเรียนหญิงคนหนึ่งถูกรุมโทรมโดยเหล่านักเรียนชายกว่า 18 คน เกือบทั้งหมดเป็นพวกเด็กบ้านรวย พ่อแม่มีอิทธิพล นี่จึงเป็นคดีใหญ่เกินกว่าตำรวจในพื้นที่จะรับผิดชอบไหว จึงต้องขอทีมสืบสวนจากโซล นำโดยผู้การคิมบอมจู และอีเเจฮันก็เป็นหนึ่งในสมาชิกทีมสืบสวน

การลงพื้นที่สืบคดีทำให้อีแจฮันพบความไม่ชอบมาพากลหลายเรื่อง กระทั่งเขาได้รับเบาะแสจาก “พัคซอนอู” พี่ชายของพัคแฮยอง จึงพอจะจำกัดขอบเขตลงมาได้ว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับใครบ้าง แต่เมื่อเรียกเด็กนักเรียนแก๊งนั้นมาสอบปากคำ ทุกคนกลับโยนความผิดไปที่พัคซอนอูให้กลายเป็นแพะรับบาป เพราะเขาไม่มีทั้งเงิน เส้นสาย และอำนาจเหมือนกับนักเรียนคนอื่น ขณะที่ฝั่งนักเรียนหญิงผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพัคซองอูก็ถูกกดดันให้ให้การเท็จว่าพัคซองอูก็คือหนึ่งในผู้ก่อเหตุ พัคซอนอูจึงถูกจับดำเนินคดีในศูนย์กักกันเด็กและเยาวชน ทว่าเรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะหลังจากถูกปล่อยตัวออกมา เขามุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง เพื่อที่ครอบครัวจะได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้งหลัง จากที่บ้านแตกสาแหรกขาดเมื่อเขาต้องโทษในคดีนี้

หลักฐานสำคัญ คือผ้าพันคอไหมพรมสีแดงที่มีดีเอ็นเอของคนร้ายติดอยู่ ทว่าการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองกลับเป็นใบสั่งตายของเขา เพราะถ้าความจริงเปิดเผย ทุกอย่างจะถูกแฉว่ามีตำรวจระดับสูงที่เป็นคนรับสินบนจากเหล่าผู้มีอิทธิพลเพื่อบีบให้เขากลายเป็นแพะรับบาป คดีนี้ถูกสืบสวนทั้งจากอดีตและปัจจุบัน พัคแฮยองผู้ที่เป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องในเวลานั้น จึงรู้ว่าพี่ชายของเขากำลังจะถูกฆ่าปิดปาก เขาขอให้อีแจฮันช่วยพี่ชายของเขา แต่อีแจฮันไปไม่ทัน พัคซอนอูถูกฆ่าปิดปากโดยทำให้ดูเหมือนว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

หลักฐานสำคัญอย่างผ้าพันคอไหมพรมสีแดงที่เป็นความจริงของทุกอย่างกำลังจะถูกทำลาย แต่แล้วอีแจฮันก็ตามหามันจนพบ ผ้าพันคอผืนนี้ได้นำไปสู่บทสรุปในตอนท้ายของเรื่องในการตามล่าคนร้ายข้ามเวลาเพื่อเปลี่ยนอนาคตและปกป้องชีวิตของอีแจฮัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เดินทางมาถึงตอนที่เขากำลังทำคดีลักพาตัวคิมยุนจอง (เคสแรกในซีรีส์) พอดี เรื่องราวเฉลยว่าทำไมสายสืบของสองช่วงเวลาถึงได้มีจิตที่เชื่อมโยงกันจนสามารถสื่อสารผ่านวิทยุข้ามเวลาได้ในเวลา 23.23 น. จากนั้นมีสัญญาณวิทยุจากใครบางคนที่ถูกส่งมาจากอนาคตดังขึ้นอีกครั้ง เป็นตอนจบของ Signal และที่มาของ Signal 2 ที่เราอาจจะอดดูกันตลอดชีวิตเลยก็ได้!

ไม่แปลกใจเลยใช่ไหมว่าทำไมเราถึงยกให้ซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นหิ้ง นี่คือซีรีส์สืบสวนระดับตำนานที่ยกระดับมาตรฐานซีรีส์แนวอาชญากรรมเกาหลี ทั้งด้านเนื้อเรื่อง การแสดง และการเล่าเรื่อง เมื่อการส่งข้อมูลข้ามช่วงเวลา ทำให้เหตุการณ์บางอย่างในอดีตเปลี่ยน ส่งผลมาถึงบันทึกประวัติศาสตร์ในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปทันที เป็นผลกระทบแบบ Butterfly Effect ที่ทำให้เหตุการณ์และชะตากรรมของตัวละครในปัจจุบัน (ปี 2015 ในเรื่อง) เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในแต่ละคดี เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจึงต้องทำอย่างระมัดระวัง หากอดีตเปลี่ยนปัจจุบันก็เปลี่ยนตาม และการเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็ดูจะไม่คุ้มค่าในการเปลี่ยนแปลงเลย

เพราะฉะนั้น ใครที่เป็นคอซีรีส์สายนี้และยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ แนะนำว่าต้องไม่พลาด สำหรับซับและพากย์ไทยลิขสิทธิ์ ล่าสุดน่าจะประมาณเมื่อ 2 ปีก่อน ใน Netflix ยังมีให้ดูอยู่ เป็นซับไทยไม่มีพากย์ ใน iQIYI ก็มีแค่ซับไทย เท่าที่หาข้อมูลมา (ไม่แน่ใจ) พากย์ไทยน่ามีที่ Prime Video ลองไปหากันดูได้ แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นพากย์เสียงเดียวกันกับเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ช่อง True4U เอามาลงฉายหรือเปล่านะ อันนั้นถือว่าพากย์ดีเลยทีเดียว 🔎