ช่วงเดือนตุลาคม ตั้งแต่สัปดาห์แรกมาจนถึงเวลานี้ เรียกว่าเป็นช่วงที่พายุดราม่าซัดเข้าวงการสื่อและ Show Business แบบไม่ได้พักกันเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่มีสื่ออาวุโสท่านหนึ่งออกมาพูดถึงกระแสแนวคิดการรวมสถานีโทรทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐสองช่องเข้าด้วยกัน ยังไม่ทันจะเคลียร์เรื่องราวกันได้ ก็มีประเด็นเกี่ยวกับสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับเงินบำรุงองค์การจากการจัดเก็บเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ภาษีบาป” ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโซเชียลมีเดีย จนนำไปสู่กระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบและการออกมาชี้แจงของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งก็ทำเอาตัวประกอบอดทนทั้งหลายในสถานีอึ้งไปตาม ๆ กัน
เมื่อดราม่าเรื่องสถานีโทรทัศน์เริ่มจะเบาบางลง สัปดาห์ที่ผ่านมาดันมีการส่งต่อประกาศเลิกกิจการของบริษัท บอร์น ออพเปอเรชั่น จำกัด ของคุณพี่ต๋อย ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรรุ่นใหญ่ผู้บุกเบิกรายการวาไรตี้ ทอล์กโชว์ และเกมโชว์ เจ้าของ “อายคอนแท็ก” ขั้นเทพ ที่หันหากล้องเองได้โดยไม่ต้องมีใครส่งสัญญาณ
เรื่องนี้ทำเอาคนในวงการตกอกตกใจกันไม่น้อย ก่อนที่คุณพี่ต๋อยจะออกมาแถลงข่าวในสไตล์ของตัวเองเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง โดยอธิบายว่า การเลิกจ้างพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างบริษัทเดิม มีการดูแลเรื่องเงินชดเชยตามสิทธิ และเตรียมเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพื่อเข้าสู่โลกสื่อยุคใหม่อย่างเต็มตัว
แม้บริษัทเดิมจะประกาศยุติกิจการ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณพี่ต๋อยจะยุติบทบาทในวงการสื่อไปด้วย ที่น่าสนใจคือ เจ้าตัวได้พูดถึงการเริ่มต้นใหม่ในวัย 71 ปี ซึ่งฟังแล้วก็อดนึกไม่ได้ว่า แม้แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการโทรทัศน์มาหลายสิบปี ก็ยังต้องเรียนรู้และปรับตัวไปกับโลกที่เปลี่ยนแปลง
แล้วเชื่อไหมคะ ว่าดราม่าที่ถาโถมเข้ามาทั้งสามเรื่องนี้ ทำให้คนในวงการสื่อต่างพากันหวั่นไหวไม่น้อย คนในวงการสื่อที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนออกหน้าจออย่างพิธีกร ผู้ประกาศข่าว ดารา หรือนักแสดงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนทำงานเบื้องหลัง ทั้งนักข่าว ตากล้อง โปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ ไล่ยาวไปจนถึงช่างแต่งหน้า คนจัดเสื้อผ้า ช่างไฟ หรือแม้แต่คนทำฉาก
คนเหล่านี้คือกำลังสำคัญที่ทำให้รายการโทรทัศน์และคอนเทนต์ต่าง ๆ เกิดขึ้นได้จริง แต่เมื่อได้ยินข่าวความเปลี่ยนแปลงในวงการของตัวเองบ่อยครั้งเข้า ก็อดห่อเหี่ยวหัวใจไม่ได้เหมือนกัน ผู้เขียนเองที่อยู่ในแวดวง Show Business มามากกว่า 20 ปี ก็ต้องคอยบอกทีมงานอยู่เสมอว่า ขอให้ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด และพยายามรับฟังข่าวสารที่นำเสนอข้อเท็จจริงมากกว่าสีสัน เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราจะได้เห็นความจริงด้วยตัวเอง
แต่ถ้าจะให้มองเห็นแสงสว่างกันบ้าง สัปดาห์นี้ผู้เขียนมีข่าวดีจากรายงานของ PwC มาฝากคนทำสื่อค่ะ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัท PwC หรือ PricewaterhouseCoopers ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายบริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาระดับโลกกลุ่ม Big Four ได้เผยแพร่รายงาน Global Entertainment & Media Outlook 2026-2030 ซึ่งคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
โดย PwC คาดว่าอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อไทยจะมีรายได้รวม 545,635 ล้านบาทในปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.8% จากปีก่อน และมีแนวโน้มขยายตัวเป็น 616,054 ล้านบาทภายในปี 2573 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.1% ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นข่าวดีไม่น้อย ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ที่น่าสนใจคือ ธุรกิจที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตครั้งนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับโลกดิจิทัล โดยเฉพาะโฆษณาออนไลน์ที่ PwC คาดว่าจะเติบโตถึง 13% ในปีนี้ คิดเป็นมูลค่าราว 66,842 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจวิดีโอเกมและอีสปอร์ตมีแนวโน้มเติบโต 12% และบริการวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ OTT เติบโต 11%
รายงานยังสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้ลดความต้องการด้านความบันเทิงและสื่อสารมวลชนลง เพียงแต่เปลี่ยนช่องทางและพฤติกรรมในการรับชมไปจากเดิม อธิบายง่าย ๆ คือ ธุรกิจสื่อไม่ได้หมดอนาคต แต่รูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิมอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
รายงานของ PwC น่าจะเป็นกำลังใจให้คนที่อยู่ในแวดวงเดียวกับผู้เขียนได้ไม่น้อย เพราะในปัจจุบันเราไม่สามารถยึดแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเป็นหลักได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทีวีดิจิทัล สตรีมมิ่ง หรือออนไลน์ ในฐานะผู้ผลิต เราต้องรู้จักปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม ทั้งบนสมาร์ตทีวีและสมาร์ตโฟน เพราะไม่ว่าจะเป็นจอหนึ่งหรือจอสอง ล้วนเป็นอุปกรณ์ที่มีข้อได้เปรียบและข้อจำกัดแตกต่างกัน
นี่คือโอกาสของคนทำสื่อที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว เพราะเทคโนโลยีทำให้ผู้ผลิตรายเล็กสามารถเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเอง
แต่ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแพลตฟอร์มอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ เพราะสิ่งที่ผู้ประกอบการสื่อต้องเผชิญต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อแย่งชิงผู้ชม แต่ยังรวมถึงการสร้างความน่าเชื่อถือที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อเนื้อหา
ในวันที่เรามีเครื่องมือมากมาย ทั้งซอฟต์แวร์และ AI ที่ช่วยให้ผลิตสื่อได้รวดเร็วกว่าในอดีต ปริมาณคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้นและข้อมูลที่เผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นจะมีคุณภาพเสมอไป เหมือนกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง Netflix ที่เพิ่งปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยเลิกจ้างพนักงานประมาณ 1,000 คน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงด้านคอนเทนต์อย่าง เบล่า บาจาเรีย และ แดน ลิน หัวหน้าฝ่ายภาพยนตร์
การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจสตรีมมิ่ง และคำถามที่ว่าจะทำอย่างไรให้การลงทุนผลิตภาพยนตร์และซีรีส์จำนวนมาก สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ชมได้อย่างแท้จริง ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์คล้ายกัน เปิด Netflix ขึ้นมา เลื่อนหารายการอยู่ครึ่งชั่วโมง สุดท้ายกลับไม่รู้ว่าจะดูอะไรดี!
นี่อาจเป็นภาพสะท้อนว่า การมีคอนเทนต์จำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิ่งที่ผู้ชมอยากดูเสมอไป และถ้ามองให้กว้างออกไปถึงโลกของสื่อข่าวสาร สิ่งสำคัญก็ไม่ใช่เพียงความรวดเร็วหรือปริมาณของข้อมูล แต่คือคุณภาพ ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของสิ่งที่นำเสนอ เพราะท้ายที่สุด ผู้ชมอาจเลือกเปลี่ยนช่อง เปลี่ยนจอ หรือเปลี่ยนแพลตฟอร์มได้ตลอดเวลา แต่ความไว้วางใจที่มีต่อคนทำสื่อ ถ้าสูญเสียไปแล้ว คงเรียกกลับมาได้ไม่ง่ายนัก
วงการบันเทิงก็แบบนี้ล่ะค่ะ… นกอยู่ข้างพี่ตานะคะ! (ฮา)
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า





























