Home Inspiration รถเราไม่เก่าเลย Yufuin no Mori นั่งรถไฟสีเขียวทอง

Yufuin no Mori นั่งรถไฟสีเขียวทอง

ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ที่ผมพาไปสัมผัสความเร็วระดับ 300 กม./ชม. ของ Shinkansen สู่คุมาโมโตะ ในทริปฟุกุโอกะเดียวกันนี้ ยังมีรถไฟอีกขบวนที่ผมเองติดตามจากรีวิวท่องเที่ยวและหมายมั่นปั้นมือที่จะต้องใช้บริการให้ได้เช่นกัน นั่นก็คือ รถไฟดีเซลรางขบวนสีเขียวตัดทอง Yufuin no Mori ครับ

ถ้า Shinkansen คือตัวแทนของความเร็วเพื่อพาเราไปถึงที่หมายในเวลาอันรวดเร็ว รถไฟขบวนนี้อาจจะไม่ได้รวดเร็วแบบรถไฟความเร็วสูง แต่มันเป็นขบวนที่ทำให้รู้สึกว่า “อย่าเพิ่งถึงปลายทางเลย” เพราะได้เพลิดเพลินไปกับความคลาสสิกและธรรมชาติที่สวยงาม 2 ของทางเส้นทางฮากาตะ มุ่งหน้าเมืองออนเซ็นกลางหุบเขาอย่างยูฟุอิน

ด้วยความที่รถไฟขบวนนี้มีคนทำรีวิวท่องเที่ยวกันเยอะ ทำให้ต้องจองที่นั่งล่วงหน้ากันเป็นเดือน แม้จะครอบคลุมอยู่ในของตั๋ว JR Pass Northern Kyushu ที่ผมถืออยู่ แต่ Yufuin no Mori เป็นรถไฟประเภทระบุที่นั่ง 100% โดยเสียค่าล็อกที่นั่งที่ละ 1,500 เยน หากจองไม่ทันก็จะต้องไปนั่งรถไฟด่วนพิเศษแทน ซึ่งฟีลลิ่งผิดกันคนละเรื่องครับ

วินาทีแรกที่รถเทียบชานชาลาสถานีฮากาตะ ตัวถังสีเขียวมรกตเคลือบเงาวับตัดกับเส้นสายสีทองทำให้มันดูเหมือนหรูหราบึกบึนแบบบอกไม่ถูกครับ และแน่นอนว่าตัวรถที่จอดนิ่งที่ชานชาลา ถูกรุมทึ้งถ่ายรูปจากผู้โดยสารที่เตรียมจับรถขบวนนี้มุ่งสู่ยูฟุอินรวมถึงผมด้วย (ฮา ๆ)

เข้าไปในตู้โดยสาร สัมผัสได้ถึงลายของไม้แบบคลาสสิก เบาะนั่งกำมะหยี่สีเขียว ตัวรถถูกออกแบบยกพื้นสูงกว่าปกติ (High-Decker) เพื่อให้สายตาของเราอยู่เหนือแนวรั้วกั้นทางรถไฟ มองเห็นวิวบนเกาะคิวชูได้อย่างเต็มตา ให้ความรู้สึกเหมือนรีสอร์ตเคลื่อนที่ มีตู้เสบียงอยู่กลางขบวน และมีจุดให้ถ่ายรูปบนขบวน ที่ไม่ว่าจะมุมไหนก็ดูดีไปหมด

ระหว่างรถวิ่งไปสถานียูฟุอิน ผมเห็นขบวนรถไฟเก๋ ๆ แนวท่องเที่ยวแบบนี้สวนไป 1-2 ขบวน ซึ่งในญี่ปุ่นเองก็มีรถไฟสายท่องเที่ยวแบบนี้อยู่ทุกภูมิภาค สามารถฟันรายได้จากนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจุดเริ่มรถไฟท่องเที่ยวบนเกาะคิวชูนี้ มาจากโครงการ OVOP (One Village One Product) ซึ่งเป็นต้นแบบโครงการ OTOP ในบ้านเรานั่นเอง

โดยช่วงยุค 80 เขามีแนวคิดผลักดันให้แต่ละหมู่บ้านหยิบของดีประจำถิ่นมาต่อยอดสร้างจุดขาย JR Kyushu จึงร่วมมือกับชุมชน ร่วมกันเปลี่ยนโจทย์รถไฟให้กลายเป็น “จุดหมายการท่องเที่ยวตั้งแต่ก้าวขึ้นรถ” จึงเกิดเป็นขบวน Yufuin no Mori ในปี 1989 รถไฟทำหน้าที่ขนคนเมืองและเงินท่องเที่ยวไปส่งถึงหัวบันไดหมู่บ้านครับ

กลยุทธ์นี้ปลุกเมืองยูฟุอินจากเมืองเงียบ ๆ กลางป่า ให้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของโลก และกลายเป็นพิมพ์เขียวให้บริษัทรถไฟทั่วญี่ปุ่นหันมาทำรถไฟท่องเที่ยวกันเกลื่อนประเทศ ซึ่งขบวนรถนี้ จริง ๆ แล้วก็เป็นสายพันธุ์เดียวกันกับ KiHa ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยนำรถไฟมือสองจากญี่ปุ่นมาวิ่งในบ้านเราครับ

ไม่กี่ปีก่อน รฟท. เริ่มนำรถไฟมือสองจากญี่ปุ่นอย่างขบวน KiHa 183 มารีโนเวตทำทริปท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริปไปอยุธยา ลพบุรี หรือกาญจนบุรี ซึ่งขายตั๋วหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่นาทีทุกรอบ สะท้อนให้เห็นครับว่าคนเราหากไม่ได้เร่งรีบ การได้สัมผัสกับ “ประสบการณ์ระหว่างทาง” ก็เป็นสิ่งที่หลายคนโหยหาเช่นกันในยุคนี้ครับ

งานนี้หลายคนที่ด้อยค่าว่ารถไฟมือสองจากญี่ปุ่นมาวิ่งในไทย เป็นรถไฟที่เขาโละไม่ใช้แล้ว บอกเลยว่าผิดถนัดครับ เพราะในญี่ปุ่นยังมีรถไฟสายคลาสสิกที่เป็นแนวรถไฟสายท่องเที่ยวแบบนี้อยู่อีกเพียบ ที่สำคัญยังทำเงินจากนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะบริหารจัดการจุดหมายปลายทางกับเส้นทางรถไฟให้น่าสนใจอย่างไร

สุดท้ายรถไฟ Yufuin no Mori ก็นำผมเดินทางถึง สถานีรถไฟยูฟุอิน โดยใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง 20 นาที ภายใต้ระยะทาง 126 กิโลเมตร ทำให้ผมได้สัมผัสว่า เสน่ห์ของการเดินทางอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเราไปถึงเร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าระหว่างทางเราได้ซึมซับความสวยงามรอบตัวมากพอหรือยังต่างหากครับ