กรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพมหานคน ได้รับการสถาปนาขึ้นในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) นั่นทำให้เมื่อนับมาถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) กรุงเทพมหานครจะมีอายุ 244 ปีแล้ว อย่างไรก็ดี ก่อนการสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานีในปีพ.ศ. 2325 นั้น พื้นที่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร) ล้วนเคยเป็นชุมชนโบราณ ด่านตรวจทางทะเล และเมืองท่าสำคัญของอาณาจักรอยุธยามาก่อน จึงมีสิ่งก่อสร้างหลายอย่างที่อาจจะมีอายุเก่าแก่กว่าตัวเมืองกรุงเทพฯ เสียอีก
ดังนั้น Tonkit360 จึงได้รวบรวมสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่มีอายุมากที่สุดในเขตกรุงเทพมหานคร (เท่าที่มีข้อมูลชัดเจนและจากการสันนิษฐาน) ทั้งที่ยังคงสภาพเดิม มีการบูรณะ หรือเหลือเพียงเศษซากโบราณสถาน ลองมาดูว่า 10 อันดับนั้นมีอะไรบ้าง
อันดับ 10 เสาชิงช้า
สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ในปีพ.ศ. 2327 ปัจจุบันอายุประมาณ 242 ปี เพื่อใช้ประกอบพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย หรือพิธีโล้ชิงช้าตามคติพราหมณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพระราชพิธี ศาสนา และการสร้างเมืองหลวงในอดีต เดิมตั้งอยู่บริเวณถนนดินสอ ก่อนจะย้ายมายังบริเวณหน้าวัดสุทัศนเทพวรารามในสมัยรัชกาลที่ 5
แม้พิธีโล้ชิงช้าจะยุติลงในสมัยรัชกาลที่ 7 แต่เสาชิงช้ายังคงเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของกรุงเทพฯ และเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ย่านเมืองเก่า สถานะปัจจุบัน ยังคงตั้งอยู่หน้าวัดสุทัศนเทพวราราม แต่ตัวเสาไม้ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่เสาไม้ชุดเดิมจาก เพราะได้รับการเปลี่ยนและบูรณะอยู่หลายครั้ง โดยมีการเปลี่ยนเสาครั้งสำคัญในปีพ.ศ. 2549 โดยใช้ไม้สักทองจากจังหวัดแพร่ และบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม ปีพ.ศ. 2560 จากความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร และกรมศิลปากร
อันดับ 9 ป้อมพระสุเมรุ
สร้างขึ้นรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ในปีพ.ศ. 2326 ปัจจุบันอายุประมาณ 243 ปี ตั้งอยู่บริเวณปากคลองบางลำพู ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันพระนคร หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ มีลักษณะเป็นป้อมก่ออิฐถือปูนทรงแปดเหลี่ยม มีหลายชั้นและช่องสำหรับการป้องกันเมือง
ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีการสร้างป้อมตามแนวกำแพงพระนครรวม 14 ป้อม โดยนำทั้งอิฐที่ทำขึ้นใหม่และอิฐจากกรุงศรีอยุธยามาใช้ ปัจจุบันเหลือป้อมที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 อยู่ 2 แห่ง คือ ป้อมพระสุเมรุและป้อมมหากาฬ สถานะปัจจุบัน ตัวป้อมยังคงอยู่และได้รับการอนุรักษ์ ตั้งอยู่บริเวณสวนสันติชัยปราการริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผ่านการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง
อันดับ 8 พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
สร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และพระบรมมหาราชวังในปีพ.ศ. 2325 ปัจจุบันมีอายุ 244 ปี ตั้งอยู่ภายในพระบรมมหาราชวังในรัชกาลที่ 1 ตามคติที่พระราชวังหลวงควรมีวัดสำคัญอยู่ภายในเขตพระราชฐาน พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ซึ่งอัญเชิญมาจากวัดอรุณราชวรารามในปีพ.ศ. 2327
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถือเป็นอาคารสถาปัตยกรรมไทยประเพณีที่สำคัญที่สุดแห่งยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ในแง่ของการเป็นศาสนสถานของพระราชพิธี พระราชประเพณี และเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของบ้านเมือง วัดแห่งนี้แตกต่างจากวัดทั่วไป เพราะเป็นวัดในเขตพระบรมมหาราชวังและไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เลย (เนื่องจากอยู่ในเขตพระราชฐาน) สถานะปัจจุบัน ยังคงใช้งานเป็นศาสนสถานและได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่อง
อันดับ 7 ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
ใช้สถาปนาหลักเมืองในปีพ.ศ. 2325 จึงมีอายุทางประวัติศาสตร์ประมาณ 244 ปี โดยการตั้งเสาหลักเมืองเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีสถาปนาพระนครในรัชกาลที่ 1 เมื่อย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งราชธานีแห่งใหม่ตามคติความเชื่อในการสร้างบ้านสร้างเมือง จึงเกี่ยวข้องกับการกำหนดศูนย์กลางของเมืองหลวงตามคติและธรรมเนียมในอดีต
ปัจจุบัน ศาลหลักเมืองเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของการสถาปนากรุงเทพฯ และเป็นศูนย์รวมความเชื่อเกี่ยวกับความมั่นคงของบ้านเมือง เป็นสถานที่สักการะที่ประชาชนเดินทางไปขอพรและประกอบพิธีตามความเชื่อ สถานะปัจจุบัน ยังคงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมและสักการะ ส่วนตัวเสา ศาล และองค์ประกอบโดยรอบ มีประวัติการปรับปรุงตามยุคสมัย
อันดับ 6 พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี
ขยับขึ้นไปเป็นสิ่งก่อสร้างช่วงกรุงธนบุรี พระราชวังเดิม หรือพระราชวังกรุงธนบุรี เริ่มสร้างในปีพ.ศ. 2310 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อกรุงธนบุรีได้รับการสถาปนาเป็นราชธานี เพื่อใช้เป็นที่ประทับและศูนย์กลางการบริหารราชการของกรุงธนบุรี หลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อพ.ศ. 2310 พระองค์ทรงเลือกพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และอยู่ใกล้ป้อมปราการเดิม จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญของช่วงฟื้นฟูบ้านเมืองหลังเสียกรุงศรีอยุธยา และประวัติศาสตร์ราชธานีฝั่งธนบุรี ปัจจุบันมีอายุประมาณ 259 ปี
ภายในยังมีอาคารประวัติศาสตร์ซึ่งจัดเป็นโบราณสถาน เช่น ท้องพระโรง พระที่นั่งขวาง และพระตำหนักเก๋งบางหลัง ซึ่งสะท้อนการใช้พื้นที่สำหรับว่าราชการและเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่นี้ถูกใช้เป็นโรงเรียนนายเรือ และปัจจุบันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพเรือ อาคารหลายหลังได้รับการอนุรักษ์ไว้ ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ที่เหลือเพียงซากใต้ดิน
อันดับ 5 วัดระฆังโฆสิตาราม
สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนปีที่สร้างนั้นยังไม่ชัดเจนนัก ทว่าพบข้อมูลบางแหล่งที่ระบุว่าวัดว่าตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2200 นั่นจึงอาจทำให้วัดแห่งนี้อาจมีอายุราว 369 ปี วัดระฆังเดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่ เป็นวัดโบราณฝั่งธนบุรีที่มีอยู่ก่อนการสถาปนากรุงธนบุรี ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วัดได้รับการบูรณะและยกเป็นพระอารามหลวง
ตามประวัติวัด ใช้เป็นสถานที่ประชุมของพระเถระเพื่อชำระพระไตรปิฎกที่อัญเชิญมาจากนครศรีธรรมราช และมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในกรุงเทพฯ เมื่อเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ วัดได้รับการบูรณะและพัฒนาต่อเนื่อง จนกลายเป็นพระอารามหลวงที่สำคัญแห่งหนึ่งของฝั่งธนบุรี ชื่อ “วัดระฆัง” เป็นชื่อที่คุ้นเคยกันทั่วไปและเชื่อมโยงกับประวัติของวัด สถานะปัจจุบัน จึงเป็นพระอารามหลวงที่ยังใช้งานอยู่ มีอาคารและโบราณวัตถุหลายยุค
อันดับ 4 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ เป็นอีกหนึ่งวัดเก่าแก่ที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ราว ๆ รัชกาลของสมเด็จพระเพทราชา แต่ไม่ได้ระบุปีเริ่มสร้างที่แน่นอน นั่นจึงทำให้วัดแห่งนี้อาจมีอายุเก่าแก่ได้ถึง 300+ ปี เดิมชื่อวัดโพธาราม มีอยู่มาก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดครั้งใหญ่และพระราชทานนามใหม่
วัดแห่งนี้มีความสำคัญทั้งในฐานะพระอารามหลวงสำคัญของกรุงเทพฯ และแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ในสังคมไทย โดยเฉพาะด้านการแพทย์แผนไทย วรรณกรรม และศิลปวิทยาการผ่านจารึกวัดโพธิ์ที่จัดทำขึ้นในสมัยต่อมา สถานะปัจจุบัน ยังคงเป็นวัดที่ใช้งานอยู่ มีอาคารและโบราณวัตถุจำนวนมาก แต่สิ่งก่อสร้างที่เห็นผ่านการบูรณะและก่อสร้างเพิ่มเติมในหลายยุคสมัย
อันดับ 3 วัดอรุณราชวราราม
เดิมชื่อว่าวัดบางมะกอก มีประวัติเป็นศาสนสถานก่อนสมัยกรุงธนบุรีและย้อนกลับไปได้ถึงสมัยอยุธยา แต่ไม่ทราบปีสร้างที่แน่นอน ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรี ได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดแจ้ง และมีความสำคัญในฐานะวัดที่อยู่ในเขตพระราชวังเดิม วัดแห่งนี้จึงมีความสำคัญเป็นวัดเก่าแก่ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์เมืองบางกอกกับการตั้งกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ และมีบทบาทในประวัติศาสตร์เมืองหลวงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
สถานะปัจจุบัน เป็นวัดที่ยังใช้งานอยู่ มีพระปรางค์องค์ใหญ่ที่สร้างและขยายต่อในสมัยรัตนโกสินทร์ (ตัววัดเก่าแก่กว่าพระปรางค์) เพราะพระปรางค์องค์ใหญ่ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของวัด ได้รับการก่อสร้างและขยายในสมัยรัชกาลที่ 2 ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ 4 ส่วนพระอุโบสถและพระวิหารบางส่วนมีประวัติและรูปแบบศิลปกรรมที่เชื่อมโยงกับยุคก่อนหน้า
อันดับ 2 วัดบางยี่ขัน (อุโบสถเก่า)
เป็นวัดเก่าแก่ฝั่งธนบุรี ตั้งอยู่ในเขตบางพลัด มีข้อมูลประวัติระบุว่าสร้างและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อประมาณปีพ.ศ. 2172 ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยาตอนกลาง เป็นหนึ่งในวัดไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ ที่มีหลักฐานการตั้งวัดเป็นลายลักษณ์อักษรระบุปีพ.ศ. ชัดเจนที่สุด ว่ามีวัดอยู่แล้วตั้งแต่สมัยสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ หรือสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา
นั่นจึงทำให้วัดแห่งนี้อาจมีอายุเก่าแก่ได้ถึง 397 ปี และเป็นหนึ่งในวัดที่เก่าแก่กว่าสิ่งก่อสร้างหลายแห่งในเขตพระนคร ความสำคัญของวัดแห่งนี้ เป็นหลักฐานของชุมชนและศาสนสถานที่มีอยู่ในพื้นที่ฝั่งธนบุรีก่อนการตั้งกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ สถานะปัจจุบัน วัดยังคงอยู่ โดยมีอุโบสถและใบเสมาหินทรายที่มีลักษณะศิลปกรรมเก่า ส่วนโครงสร้างเดิมก็ได้รับการปฏิสังขรณ์ตามยุคสมัย
อันดับ 1 วัดช่องนนทรี (อุโบสถเก่าและจิตรกรรมฝาผนัง)
วัดช่องนนทรี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกในเขตยานนาวา มีข้อมูลประวัติวัดระบุว่าก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2119 โดยสิ่งที่ทำให้วัดแห่งนี้โดดเด่นเป็นพิเศษคือพระอุโบสถเก่า ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย วัดแห่งนี้จึงถือเป็นวัดที่พบประวัติการก่อตั้งที่เก่าแก่มาก คืออายุประมาณ 450 ปีตามปีดังกล่าว
ความสำคัญของวัดนี้ จึงใช้เป็นแหล่งศึกษาสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมฝาผนังเก่าในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีคุณค่าแม้ไม่ได้เป็นอาคารขนาดใหญ่หรือเป็นที่รู้จักเท่าวัดสำคัญอื่น ๆ ภาพจิตรกรรมภายในพระอุโบสถเล่าเรื่องทศชาติชาดกและเรื่องราวทางพุทธศาสนา ลักษณะการเขียนภาพและการใช้สีช่วยให้นักวิชาการศึกษารสนิยมและฝีมือช่างในอดีตได้ ปัจจุบันภาพเขียนบางส่วนยังคงอยู่ แต่มีเพียงบางด้านที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และตัวอุโบสถเก่าและจิตรกรรมฝาผนังก็ยังเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ได้รับความสนใจด้านการอนุรักษ์อีกด้วย
ทั้ง 10 อันดับนี้ ถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่และโบราณสถานในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังมีร่องรอยให้เห็น แม้ว่าหลายที่จะผ่านการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง และที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบันก็อาจจะไม่ใช่ของชุดเดิมเมื่อนานมาแล้วทั้งหมด แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยังสามารถสืบหาประวัติความเก่าแก่ได้ในปัจจุบัน





























