ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นผ่าน ๆ ว่ามีคนพูดถึงซีรีส์เรื่องใหม่ของนางเอกตัวแม่อย่าง “พัคมินยอง” ว่าเป็นซีรีส์ที่แป้กเป็นเรื่องที่ 2 นับจากเรื่อง Confidence Queen เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เขาพูด ๆ กันนี่ยังไม่ทันได้เปิดดู รู้แค่ว่ามันเป็นซีรีส์ที่น่าดู เพราะมันเป็นแนวลึกลับ-ระทึกขวัญ-สืบสวนสอบสวน ที่สำคัญยังมีการเชื่อมโยงกับตำนานไซเรนแห่งเทพปกรณัมกรีก สิ่งมีชีวิตในตำนานของกรีกโบราณที่ขึ้นชื่อเรื่องเสียงร้องอันเย้ายวน ซึ่งสามารถล่อลวงกะลาสีเรือให้หลงใหลจนเรืออับปาง โดยในตำนานกรีกยุคดั้งเดิม ไซเรนเป็นครึ่งหญิงครึ่งนก แต่ต่อมาในยุคกลาง ภาพของไซเรนเริ่มถูกผสมกับตำนานนางเงือก จนคนจำนวนมากเข้าใจว่าไซเรนเป็นหญิงสาวครึ่งปลา

Siren’s Kiss หรือชื่อภาษาไทยจาก Prime ว่า จุมพิตไซเรน เป็นซีรีส์เกาหลีที่รีเมกมาจากซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง Ice World (Kôri no sekai) ที่ออกอากาศในปี 1999 เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวผู้เพียบพร้อมทั้งรูปลักษณ์และความสามารถอย่าง “ฮันซอลอา” เธอทำงานเป็นหัวหน้าทีมโฆษกประมูลผลงานศิลปะ ของบริษัทประมูลงานศิลปะที่ดีที่สุดในเกาหลีใต้ แม้ว่าภายนอกเธอจะรูปงามไร้ที่ติ ทำงานเก่ง แถมยังเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน แต่เธอซ่อนความลับบางอย่างเกี่ยวกับการเสียชีวิตของชายหลายคนที่เคยรักเธอเอาไว้ พวกเขาทั้งหลายล้วนเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ โดยมีประกันชีวิตที่ใส่ชื่อของเธอให้เป็นผู้รับผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่พวกเขาจะเสียชีวิตไม่นาน พวกเขาทุกคนได้ยกเลิกกรมธรรม์ประกันไปแล้ว ทำให้เธอไม่เคยได้รับเงินประกันเลยสักครั้งแม้แต่แดงเดียว

เรื่องราวการเสียชีวิตของชายคนรักของเธอถูกเก็บเงียบ จนกระทั่งเธอมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งในบริษัทซึ่งนั่งตำแหน่งรองหัวหน้า มีข่าวลือหนาหูในบริษัทว่าเธอกำลังจะโดนปลด และเพื่อนร่วมงานคนนั้นจะเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าแทน การปะทะกันของผู้หญิงสองคน ในงานประมูลของ VIP ทำให้เพื่อนร่วมงานคนนั้นไม่พอใจและต้องการจะเปิดโปงเรื่องบางอย่างที่ตัวเองรู้ หล่อนโทรแจ้ง “ชาอูซอก” นักสืบหน่วยสืบสวนคดีทุจริตประกันภัย ว่ามีเบาะแสเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเพื่อเงินประกันจะแจ้ง แต่เมื่อเขามาถึงบริษัท ร่างของหล่อนกลับตกลงมาจากอาคาร แล้วหล่อนก็เสียชีวิตไป

เขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเธอตั้งแต่ที่เริ่มสืบคดีนี้ เพราะยิ่งเขาพยายามค้นลงไปลึกเท่าไร ก็พบว่าเรื่องราวมันล้วนเกี่ยวข้องกับเธอทั้งสิ้น ที่สำคัญ การที่ทั้งสองต้องเข้ามาพัวพันกันอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยกับคนสืบสวน มันก็มีแรงดึงดูดบางอย่างเกิดขึ้น และตามมาด้วยความหวั่นไหวที่ยากจะห้ามใจ
ในโลกนี้ มีข้อตกลงสกปรกที่มองไม่เห็นอยู่ ใบรับรองแพทย์ใบเดียว รายงานอุบัติเหตุบรรทัดเดียว พอแกะรอยความจริงที่ซ่อนอยู่ในกระดาษแผ่นบาง ๆ นั้น บางครั้งก็อาจเจอพวกเศษสวะ ที่เอาชีวิตคนไปแลกเงิน

ใครจะว่าฉันบ้าผู้ชายก็ได้นะ (ก็จริงตามนั้นแหละ 555) แต่บอกเลยว่าเรื่องนี้ ถ้าตัวละครนี้ไม่ใช่ “วีฮาจุน” นี่ก็คงยังไม่คิดจะเปิดดูในสัปดาห์นี้หรอก ด้วยความที่รักเขามาตั้งแต่ Squid Game ภาคแรกเมื่อ 5 ปีก่อนนู่น ตอนนั้นรู้จักเขาจากเรื่องนี้เลยจริง ๆ เพราะเป็นตัวละครที่ขโมยซีนสุด ๆ แล้วก็หล่ออีกต่างหาก หลังจากนั้นก็ภาพยนตร์ใน Netflix เรื่อง Midnight ซีรีส์ Bad and Crazy, Little Women ตามมาด้วย The Worst Of Evil กระทั่งกลับมาโผล่แบบ ใน Squid Game 2 และ 3 แบบมาทำไร? ฉันก็ยังคงตามดู แล้วทุกเรื่องที่กล่าว ๆ มานี่ พี่แกใช้กำลังบู๊สมบุกสมบันทุกเรื่องซะด้วย พอเห็นว่าเรื่อง Siren’s Kiss ปล่อยสตรีมแล้ว ก็เลยไม่อยากดองไว้นาน เดี๋ยวผู้ชายเสียใจ ที่จริงเห็นตั้งแต่วีคที่แล้วละ แต่เปิดดูเรื่องนั้นไปตอนหนึ่งแล้ว เลยทดมาวีคนี้แทน
คาแรกเตอร์ของ “วีฮาจุน” ในเรื่องนี้ เขาเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนคดีทุจริตประกันภัยของบริษัทประกัน ทำหน้าที่ในการตามสืบกรณีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่น่าสงสัย เขาจะต้องตามรวบรวมหลักฐานและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อระบุการฉ้อโกง โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี และคุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัทประกันภัยจากรายงานเท็จ อย่างไรก็ตาม ตัวเขาก็เป็นอดีตสายสืบอาชญากรรมอุกฉกรรจ์ เขาเลยคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้ดี เขามองว่าแผ่นกระดาษที่เรียกว่าเงิน มันสามารถทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งฆ่าคน แถมมันยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากลัว เพราะคนใกล้ตัวนี่แหละที่ทำกันเอง

นอกจากเนื้อเรื่องหลักที่เล่าเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับนางเอก เคสที่น่าเศร้าอีกเคสที่เขารับผิดชอบ ก็คือเคสของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ถูกแม่แท้ ๆ ทำร้ายร่างกายถึง 2 ครั้งเพื่อแลกกับเงินประกัน ครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อ 1 ปีก่อน หนูน้อยโดนแม่ทำอะไรสักอย่างจนตาบอดไปหนึ่งข้าง และครั้งล่าสุด หนูน้อยต้องกลับมานอนโรงพยาบาลในสภาพปางตายด้วยแผลไฟไหม้ระดับสาม 40 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย แล้วก็ไม่รู้ว่าแม่สั่งไว้หรือว่าอะไร เด็กต้องโกหกแบบโคตรไม่เนียนว่าที่ตัวเองบาดเจ็บขนาดนี้ เป็นเพราะมันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทเอง ไอ้ตอนที่ตาบอดก็เพราะนอนขยี้ตา ที่ร่างกายโดนน้ำร้อนลวกก็เพราะจะกินมาม่าแต่ดันทำหก พระเอกเราถึงกับอารมณ์เดือดปุด ๆ เขาเคยเจอมาเยอะก็จริง แต่คงไม่มีอะไรจะแย่เท่าการที่เด็กถูกแม่ทำร้าย แล้วต้องโกหกเพื่อให้แม่ไปเคลมประกันได้อีกแล้ว
เมื่อมี “ผลประโยชน์” ก้อนโตเข้ามาเกี่ยวข้อง กระดาษเพียงแผ่นเดียวอย่างใบรับรองแพทย์หรือรายงานอุบัติเหตุ จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการบิดเบือนข้อเท็จจริง ในกรณีของเด็กน้อย อุบัติเหตุมันไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะมันไม่ใช่อุบัติเหตุ มันคือสิ่งที่คนเป็นแม่จงใจทำให้ร่างกายลูกได้รับบาดเจ็บแล้วเอาไปเคลมประกัน สูญเสียการมองเห็นได้ 50 ล้านวอน (ราว ๆ ล้านกว่าบาท) แผลไฟไหม้ได้ 70 ล้านวอน (เกือบ ๆ หนึ่งล้านห้าแสนบาท) รวม ๆ แล้วคุณแมร๊ได้รับเงินประกันจากการที่ทำลูกบาทเจ็บไปแล้ว 120 ล้านวอน (ก็ประมาณสองล้านห้าแสนบาท) แล้วที่ อห สุด (ไม่ใช่โอ้โห!) คือ พอเงินเคลมประกันเข้า คุณแมร๊เอาไปซื้อรถค่าคุณผู้โชมมม โทรคอนเฟิร์มกับโชว์รูมเสร็จสรรพว่าเดี๋ยวจะเข้าไปลองขับพรุ่งนี้นะจ๊ะ อืมมม! แล้วแม่แบบนี้มันก็มีอยู่จริง ๆ นะ ไม่ใช่แค่ในซีรีส์

บอกเลยว่าเคสนี้พระเอกฉันเดือดจัด ๆ ถึงขั้นลั่นวาจาว่าจะต้องเอาคุณแมร๊นี่เข้าคุกให้ได้ และคนอย่างหล่อนไม่สมควรเรียกตัวเองว่าแม่ แล้วที่ทำให้การทำงานครั้งนี้มันยากก็เพราะเด็กมันก็รักแม่ไง หรือไม่แม่มันก็คงไปพูดอะไรกรอกหูลูก เด็กถึงได้ยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าเป็นอุบัติเหตุ พระเอกต้องเทียวไปเทียวมาเพื่อกล่อมอยู่ตั้งนาน กว่าที่เด็กจะยอมพูดความจริง แล้วไหนจะมีเคสที่นายจ้างว่าจ้างให้ลูกจ้างตัดนิ้วตัวเองโดยเจตนาเพื่อยื่นเรียกร้องเงินประกันอุบัติเหตุจากการทำงานอีก ก็อย่างที่เขาพูดนั่นแหละ ใบรับรองแพทย์หรือรายงานอุบัติเหตุมันแทบจะพูดความจริงไม่ได้เลยว่าการบาดเจ็บเกิดจากอุบัติเหตุจริง ๆ หรือเปล่า และพอมาเจอพวกเศษสวะที่หากินกับช่องโหว่แบบนี้ เรื่องมันก็ยิ่งน่าเศร้า โดยเฉพาะกับคนที่เป็นเหยื่อ
ถ้าขมก็คายออกมา แต่ถ้าหวานก็กลืนลงไป โลกนี้น่ะ ทนอะไรขม ๆ ไปก็ไม่ได้รางวัลหรอกนะ
พูดเลยว่านี่อาจจะเป็นการแอบขาย Kopiko ที่จึ้งที่สุดในบรรดาซีรีส์เกาหลีแล้วล่ะ ปกติจะมาในเวย์ที่ตัวละครทำงานหนักจนรู้สึกง่วง เพลีย ต้องเติมคาเฟอีน เลยหยิบมาแกะใส่ปาก ไม่ก็จู่ ๆ ล้วงกระเป๋า เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน แล้วหยิบขึ้นมาแกะกิน แต่เรื่องนี้ดันมีคำคมชวนคิดมาประกอบการขาย แล้วมันก็ทำให้ฉันชอบมาก ๆ ซะด้วย ชอบทั้งการแอบเนียน (ซึ่งไม่เนียน) tie-in สินค้าเข้าไปในฉาก และชอบปรัชญาคมที่ได้จากการอมลูกอมรสกาแฟ 555

ซีนนี้มันเกิดขึ้นหลังจากที่นางเอกต้องเผชิญกับเรื่องยากลำบากมา เรื่องที่เกือบเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดชีวิต โชคดีที่รอดมาได้ เช้าวันรุ่งขึ้น เธอไปทำงานตามปกติเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย จากนั้นก็ถูกเรียกให้เข้าไปพบกับท่านประธานบริษัท เพื่อฟังเจ๊แกพล่ามนั่นพล่ามนี่ให้ฟังตามปกติ (ความสัมพันธ์ของ 2 คนนี้ก็น่าสงสัย) เจ๊แกทักนางเอกว่าช่วงนี้นอนไม่หลับใช่ไหม ดูตาโหล ๆ นางเอกฉันก็ปูทางเข้าเรื่องเพื่อขายของเลยจ่ะว่าคงต้องหากาแฟมาดื่มสักหน่อย แล้วด้วยความที่ Kopiko เป็นลูกอมที่คนเกาหลีมีทุกบ้าน 555 เจ๊ท่านประธานแกเลยหยิบจากบนเคาน์เตอร์ครัวขึ้นมา 1 แผง แล้วแกะตัวลูกอมออกจากแผงส่งให้นางเอกกิน 1 เม็ด จากนั้นก็ตามมาด้วยคำคมชวนคิด ที่พอเก็บมาคิดแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจจริง ๆ ด้วย

เอาจริงนะ ใครจะคิดว่าแค่ลูกอมกาแฟเม็ดเดียว มันจะให้ข้อคิดอะไรแบบนี้ได้ “ถ้าขมก็คายออกมา แต่ถ้าหวานก็กลืนลงไป โลกนี้น่ะ ทนอะไรขม ๆ ไปก็ไม่ได้รางวัลหรอกนะ” มันตีความได้ว่า ชีวิตคนเรา ไม่จำเป็นจะต้องอดทนกับทุกอย่างเสมอไป ถ้าอะไรที่มันทำให้เจ็บปวด เป็นพิษกับชีวิต หรือต้องทรมานตัวเองจนเกินไป เราก็มีสิทธิ์ที่จะปล่อยผ่านมันไป let it go! ถอนตัวจากตรงนั้นหรือถอยออกมา แต่ถ้ามันดี มันมีคุณค่า หรือทำให้ชีวิตดีขึ้น ก็รับมันไว้ มันเป็นวิธีการเอาตัวรอดในยุคนี้ที่ปฏิเสธความเชื่อเดิม ๆ ว่าต้องอดทนลำบากก่อนเพื่อที่จะสบายทีหลัง แล้วทำไมต้องทน ในเมื่อเราสามารถสบายตอนนี้ได้เลย แค่ปล่อยความขมนั้นทิ้งไป! เพราะผลลัพธ์ของความอดทน หลายครั้งมันก็ไม่ใช่รางวัล แต่คือการกัดกินตัวเองจนเราพังทั้งกายและใจ

ก็นะ โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ได้สวยงามแบบในนิทาน การอดทนต่อความทุกข์ ความเจ็บปวด ความไม่ยุติธรรม หรืออะไรก็ตามที่มันเป็นเรื่องแย่ ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีรางวัลตอบแทนหรือรางวัลปลอบใจเสมอไป เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องไป romanticize ความอดทนให้มันดูสวยงามขนาดนั้น อดทนเท่าที่ตัวเราไหว และจงกล้าหาญที่จะคายออกมาเมื่อมันเริ่มทำลายตัวเราเอง อะไรที่มันขม ๆ ก็ไม่ได้เป็นยาเสมอไป นอกจากไม่อร่อยแล้วยังอาจเป็นพิษด้วย นั่นทำให้บางครั้ง การคายมันออกมาคือการตัดสินใจที่ฉลาด อย่างน้อยก็อาจจะไม่ตายทั้งเป็นเพราะพิษของมัน
แม้ว่า Siren’s Kiss จะดูเป็นซีรีส์ที่เป็นภาระแกนสมองไปหน่อย ทั้งหงุดหงิดความขี้ตื๊อของพระเอก (แต่เดี๋ยวน่าจะดีขึ้นละ) สงสารชีวิตนางเอก (คนอะไรดวงกาลกิณีแท้) ไม่ไว้วางใจพระรอง (เรียกพระรองได้ไหมเอ่ย) แถมยังต้องแบ่งสมองมานั่งวิเคราะห์คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นอีก แต่ก็ต้องบอกว่าพล็อตเรื่องมันน่าสนใจมากจริง ๆ นอกจากปริศนาทั้งหลายที่เรื่องโยนใส่มาจนชวนเรียกโคนัน ก็คือพาร์ตการทำงานของพระ-นาง เคยบอกไปหลายครั้งแล้วว่าชอบเวลาที่ซีรีส์เกาหลีเขานำเสนอมุมมองของอาชีพต่าง ๆ แบบครบทุกมุม อย่างพระเอกนางเอกเรื่องนี้ก็เป็นอาชีพที่มีอยู่จริงแต่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก เจ้าหน้าที่สืบสวนคดีทุจริตประกันภัยกับโฆษกการประมูล แล้วเขานำเสนอให้เห็นการทำงานในแวดวงนี้แบบเป็นล่ำเป็นสันจริง ๆ มันดูมีอะไรที่จับต้องได้และเปิดโลกได้เยอะเลย 🪦





























