Home Inspiration My Dear มีเดีย กับดักที่ซ่อนอยู่ของการขึ้นรถแห่ AI

กับดักที่ซ่อนอยู่ของการขึ้นรถแห่ AI

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีบทความน่าสนใจจากเว็บไซต์ข่าววงการเทคโนโลยีอย่าง “Wired” ที่ระบุว่าบรรยากาศภายในเทคฯ คอมพานี ยักษ์ใหญ่อย่าง Meta ของมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก เวลานี้ย่ำแย่เป็นอย่างมาก ภายหลังมีการประกาศปลดพนักงานทั่วโลก 10 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 8,000 คน ซึ่งนับเป็นการปลดครั้งใหญ่นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยว่าจะไม่มีการว่าจ้างพนักงานใหม่จำนวน 6,000 อัตราที่ว่างลง

ทั้งหมดนี้ทำให้ภายในองค์กรต้องเผชิญกับสภาวะ “Bad Vibes” หรือความรู้สึกเชิงลบอย่างรุนแรงต่องค์กร เพราะพนักงานที่ทำงานอยู่รู้สึกไม่ปลอดภัยกับอนาคตตนเอง ยิ่งผู้นำองค์กรประกาศชัดเจนแล้วว่าบริษัทไม่ได้มีปัญหาด้านผลประกอบการ แต่การปลดคนจำนวนมากเพื่อนำเงินไปทุ่มให้กับการพัฒนา AI ของ Meta ยิ่งทำให้พวกเขาหมดใจที่จะทำงานให้กับองค์กร

เชื่อว่า บรรยากาศ “Bad Vibes” หรือความรู้สึกเชิงลบอย่างรุนแรงต่อองค์กรไม่ได้เกิดเพียงแค่ที่ Meta เพียงที่เดียว เพราะก่อนหน้านี้เทคฯ คอมพานีใหญ่ ๆ อย่าง Amazon, Salesforce, Cloudflare หรือ PayPal ต่างปลดพนักงานรวมกันกว่าหนึ่งแสนอัตราทั่วโลก ซึ่งเหตุผลของการเลิกจ้าง นอกจากสภาวะเศรษฐกิจแล้ว แต่ละบริษัทต่างต้องการทำให้องค์กรไม่เทอะทะ และหันไปใช้ AI มาทดแทนแรงงานคนโดยเฉพาะตำแหน่งในระดับจูเนียร์ ที่ปัจจุบัน AI สามารถทำงานแทนได้เกือบทั้งหมด

แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเทคฯ คอมพานีระดับยักษ์ทั้งหลาย กลายเป็นกระแสให้บริษัททั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับ AI และพยายามนำเอาปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในองค์กร หลายแห่งสามารถปรับมาใช้ได้เพราะคนในองค์กรพร้อมที่จะเรียนรู้ และปรับให้ AI เป็นตัวช่วย ไม่ใช่ตัวแทนตำแหน่งตนเอง

แต่ในขณะที่อีกหลายองค์กร ผู้บริหารที่มีแนวคิดใช้ AI มาช่วยงาน กลับยังไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าจะนำมาใช้ในรูปแบบไหน คิดแค่ว่าถึงยุคต้องใช้ AI เลยขอขึ้นรถแห่มากับเขาด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การนำเอาศักยาภาพของปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในองค์กรนั้น คือการนำเอาเครื่องมือมาพัฒนาการทำงาน ไม่ใช่เอามาทดแทนแรงงาน คนทำงานที่ต้องเจอกับผู้นำองค์กรที่ชอบขึ้นรถแห่ น่าจะมีความรู้สึก “Bad Vibes” ไม่ต่างจากพนักงานของ Meta เช่นเดียวกัน

เอาเข้าจริง มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล ในหัวข้อ “The AI Layoff Trap” (กับดักการใช้ AI เพื่อเลิกจ้าง) ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ AI เข้ามาแทนแรงงานมนุษย์ในปัจจุบันเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ปัจจุบันการใช้ AI เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์นั้นเร็วกว่าที่ระบบเศรษฐกิจจะสามารถสร้างงานใหม่รองรับได้ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาการว่างงาน แต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย เมื่อคนจำนวนมากถูกปลดออกจากงานโดยมี AI เข้ามาแทนที่ นั่นหมายความว่า กำลังการซื้อในตลาดจะลดลง และส่งผลกลับมายังเจ้าของธุรกิจอย่างแน่นอน”

งานวิจัยยังพบว่า ยิ่งการแข่งขันสูงขึ้น หรือ AI มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน กลไกทางเศรษฐกิจทั่วไป เช่น การปรับค่าแรง การเปิดเสรีตลาด หรือแม้แต่นโยบายช่วยเหลือต่าง ๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง โดยข้อเสนอที่งานวิจัยมองว่าอาจช่วยลดปัญหาได้จริง คือ การตั้ง “ภาษีต่อการใช้ระบบอัตโนมัติ” เป้าหมายเพื่อทำให้ต้นทุนของการแทนแรงงานด้วย AI สะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

ดังนั้น บริษัทที่พยายามจะก้าวตามเทรนด์โลกด้วยการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของบริษัท คงต้องมองให้กว้างขึ้นว่าการทดแทนดังกล่าวทำลายกำลังซื้อของผู้บริโภคไปพร้อมกันด้วยหรือไม่ หากคำตอบคือใช่ คงต้องหันกลับมามองว่า “การเปลี่ยนผ่าน” ที่จะเกิดขึ้นนั้น คนภายในองค์กรได้ปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีหรือยัง มีการ Reskill พนักงาน หรือทำให้ AI กลายเป็นตัวช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มากกว่าจะเป็นตัวหลักในการทดแทนแรงงานหรือยัง

โลกยุคที่ “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” ทุกคนพยายามวิ่งให้ทันความเปลี่ยนแปลง หากในทุกความเปลี่ยนแปลงนั้นต้องคำนึงด้วยว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบจะสะท้อนกลับมาเข้าตัวเราเอง

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ