ถ้าไม่นับโคนัน ซึ่งเป็นการ์ตูน และแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เป็นภาพยนตร์ Squid Game น่าจะเป็นซีรีส์เรื่องเดียวแหละมั้งที่เราใช้เวลาในการติดตามภาคต่อนานที่สุด จากซีซันแรกที่ออกมาช่วงเดือนกันยายนปี 2021 ต่อด้วยซีซันที่ 2 ช่วงปลายปี 2024 และซีซันที่ 3 ก็ตามมาหลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน ในเดือนมิถุนายน 2025 ช่วงเวลา 4 ปีกับ 3 ซีซัน ทำให้เราตกผลึกข้อคิดหลายอย่างจากซีรีส์เรื่องนี้ และกว่าจะได้พบกับบทสรุป (ซึ่งไม่ควรจะดันทุรังทำต่ออีกแล้วนะ) เราก็ได้อ่านความคิดเห็นที่หลากหลายมาก ๆ ทั้งจากฝั่งคนดูทั่ว ๆ ไป จากฝั่งนักแสดงที่ออกมาเล่าถึงการตีความคาแรกเตอร์ที่ตัวเองได้รับ และจากฝั่งผู้กำกับ บอกเลยว่ามันหลากหลายมากจริง ๆ
จากที่เกริ่นไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้เห็นรีวิวแบบผ่าน ๆ เกี่ยวกับซีรีส์เกมปลาหมึก แรก ๆ ที่เห็น บอกเลยว่าหาความเห็นที่พูดถึงในแง่บวกแทบไม่เจอ เจอแต่ไม่สนุก ผิดหวัง ไม่ควรมีถึงซีซัน 3 แม้แต่เป็นซีรีส์ที่ไม่จำเป็นต้องรีบดูหรือไม่ดูเลยก็ยังได้ แต่เพราะเราตามดูมาจนถึงซีซันสุดท้าย ถ้าจะปล่อยให้ทุกอย่างมันจบแบบเบลอ ๆ ที่ถูกตัดจบในซีซัน 2 มันก็ค้างคาน่าดู ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันยังไม่จบ ทีแรกแอบหนักใจว่าเอาไงดีวะ มันแย่ขนาดนั้นเลยหรือไง ทว่าก็มาคิดได้ทีหลังว่ามันจะดีหรือไม่ดี ให้ตัวเราเป็นคนบอกเองดีกว่า อย่างเชื่อรีวิวให้มากนัก เรื่องที่เขารีวิวว่าสนุกนักหนา ติดกันงอมแงมทั่วเมือง ดิฉันยังไม่อาจทำใจดูให้จบได้สักเรื่องเดียว

Squid Game 3 ดำเนินเรื่องราวต่อจากซีซันที่ 2 แบบแค่ตัดเบรกเข้าช่วงพักโฆษณา แล้วกลับมาเล่นต่อแบบนั้นเลย (จนคิดว่าเรียกว่าซีซัน 2.2 น่าจะเข้าท่ากว่า) แต่ไม่ต้องห่วง มันมีช่วงย้อนความเดิมเพื่อให้คนดูได้เก็บกู้ความทรงจำในซีซันที่แล้วเมื่อ 6 เดือนก่อนด้วย ซึ่งซีซันนี้จะเป็นบทสรุปของเกมปลาหมึกสุดอันตรายที่เล่นเกมแล้วตายจริงทุกเกม เข้าใจได้ว่าหลายคนคาดหวังสูงเพราะ Squid Game ซีซันแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ส่วน Squid Game 2 ก็ตัดจบไปดื้อ ๆ ชวนให้ติดตามต่อว่าพระเอกที่กลับเข้ามาเล่นเกมปลาหมึกอีกครั้งเพราะต้องการจะท้าทายระบบของเกม เขาจะไปได้ไกลแค่ไหน

หลังจากที่ดูจบครบทั้ง 6 ตอน ใช้เวลาดู 5 วัน (ไม่ใช่ว่ามันไม่สนุก หรือทนดูอย่างทรมาน แต่ดูได้แค่ตอนพักกลางวันระหว่างนั่งกินข้าว กลับบ้านมามีอย่างอื่นทำ ไม่มีเวลาดู) บอกเลยว่ามันคือซีรีส์ที่จบได้สมบูรณ์ในแบบของมันแล้ว ส่วนตัวเรา เรามองว่าความไม่สมบูรณ์แบบของมันนั่นแหละคือเสน่ห์ของซีรีส์ประเภทนี้ และการที่มันจบแบบเรียล ๆ ไม่เน้นให้ความบันเทิง (ไม่เคยรู้สึกบันเทิงกับโศกนาฏกรรม ไม่งั้นก็ไม่ต่างอะไรกับพวก VIP) ซึ่งมันอาจจะไม่ถูกจริตคนดูบางส่วน ก็ไม่ได้แปลว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่ดี ไม่สนุก และไม่ควรค่าแก่การดู โดยรวมชอบที่จบแบบนี้ แม้ว่ามันจะรู้สึกไม่ยุติธรรม แต่มันดูสะท้อนความจริงดี โลกแห่งความเป็นจริง คนดี ๆ มักตายไว และพวกตัวเอ้มักจะอยู่ทนอยู่นาน “ผู้ที่อยู่ปลายยอดของพีระมิด คือผู้ที่รอดทุกสถานการณ์ ส่วนคนที่ตายทุกเหตุการณ์มีแค่ฐานเท่านั้น” บอกแค่นี้แหละ
ทำไมพวกแกถึงไม่ฆ่าฉัน เออ พวกแกชนะ! รีบ ๆ ฆ่าฉันซะทีสิวะ!
สำหรับเรา นี่คือประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในซีซันที่ 3 เลยนะ และก็ค่อนข้างเชื่อ (เองคนเดียว) ด้วยว่า มันเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่บทสรุปสุดท้ายในตอนท้ายเรื่อง เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งจากหลาย ๆ ปัจจัยที่พ่อพระเอกของเราคงเก็บไปคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำแบบนั้นตอนจบ ที่พูดแบบนี้ เพราะตลอดเวลาที่ดู Squid Game ตั้งแต่ซีซันแรกมาเลย เราเอาตัวเองเข้าไปสำรวจจิตใจของ “ผู้เล่นหมายเลข 456 ซองกีฮุน” อยู่ตลอดจากสิ่งที่เขาทำ พยายามขุดฟีลลิ่งแบบเดียวกันกับสมัยเรียนป.ตรี ตอนที่ต้องนั่งวิเคราะห์อะไรต่อมิอะไรในหนังที่อาจารย์เปิดให้ดู เพื่อเอาไป discuss กับเพื่อนในคลาส แต่อย่าถามถึงทฤษฎีหรือความรู้อะไรนะ ประเคนคืนอาจารย์ไปแล้ว 555

สิ่งที่พระเอกของเราทำตั้งแต่เข้าร่วมเล่นเกมในซีซันแรก ยันวินาทีสุดท้ายที่ซีรีส์เรื่องนี้ให้แอร์ไทม์กับ “คุณอีจองแจ” ในฐานะของซองกีฮุน เราเข้าใจว่าเขาไม่ได้ทำทุกอย่างเพราะจะเอาหล่อเอาเท่ตามสไตล์พระเอก แบบที่ว่าอย่าคิดเยอะสิ มันแค่ละครนะเออ หรือแค่เพราะคาแรกเตอร์ของเขาเป็นคนดี แต่เขาทำมันในฐานะของ “มนุษย์คนหนึ่ง” ที่มีจิตสำนึกและรู้จักผิดชอบชั่วดี เขาแค่เป็นมนุษย์จริง ๆ ส่วนตัวไม่เคยตัดสินสิ่งที่พระเอกตัดสินใจทำเลยสักครั้งว่าเขาทำเพราะเขาโง่ เราเอาตัวเองที่อยู่ในมุมมองคนดูที่มองเข้าไป รู้เหตุการณ์หลาย ๆ อย่าง ไปตัดสินเขาแบบนั้นไม่ได้ ข้อจำกัดของตัวละครแต่ละตัวมันมีอยู่ มันคือจักรวาลเสมือนจริงในโลกของละคร ตัวละครทำดีที่สุดเท่าที่เขาทำได้

แล้วทำไมเราถึงบอกว่าเราเชื่อว่าสิ่งที่พระเอกตัดสินทำในตอนจบ มันเชื่อมโยงมาถึงบทสนทนาที่เป็นหัวข้อหนึ่งของคอลัมน์ในวันนี้ได้ ก่อนอื่นขอเท้าความไปยังตอนจบของซีซันที่ 2 สักนิด ที่พระเอกพาพรรคพวกป้ายกากบาทสีแดงจำนวนหนึ่งก่อกบฏในดินแดนเกมปลาหมึก และพยายามจะบุกยึดห้องควบคุมที่มีฟรอนต์แมน ผู้ซึ่งควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างนั่งกุมบังเหียนอยู่ ผู้ที่เป็นตัวเอ้ที่สุดในดินแดนนี้ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าผู้เล่นหมายเลข 001 ที่เข้ามามีบทบาทในทุกสถานการณ์ความวุ่นวาย ก็คือฟรอนต์แมนที่ตัวเองกำลังตามหา ผลสุดท้ายหลังก่อกบฏก็คือ เขาแพ้แบบหมดรูป และต้องสูญเสียเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานไปในเกมที่ตัวเองเล่นเป็นฮีโร่ด้วย

จากตอนจบของซีซัน 2 เชื่อว่าคนดูหลาย ๆ คนน่าจะรู้สึกตรงกันว่ามันแทบจะไม่ต้องลุ้นต่อแล้วล่ะว่าสุดท้ายพระเอกจะพลิกสถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำอีกฝ่ายอยู่ตั้งขนาดนั้นกลับมาถล่มเกมบ้า ๆ นี่ได้ไหม มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ศัตรูรู้ตัวแล้วว่าพระเอกเป็นตัวอันตรายขนาดไหน ก็เป็นธรรมดาที่พวกหน้ากากชุดสีชมพูจะต้องระวังไม่ให้เขาก่อเรื่องอีก ไหนจะบรรดาไพร่พลที่เขาโน้มน้าวมาได้ก็โดนเก็บเกือบเกลี้ยง ถ้าไม่หลอกตัวเอง หรืออวยเกินเหตุว่าคนธรรมดาจู่ ๆ จะมีพลังวิเศษเอาชนะเกมที่วางระบบมาเป็นอย่างดีนี่ได้ ก็จะรู้ว่ายังไงพระเอกก็เอาชนะเกมนี่ไม่ได้แน่ แต่ก็เข้าใจคนที่คาดหวังว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงจากคนธรรมดา ๆ คนหนึ่งนะ เพราะคนธรรมดาคนนี้ดันเป็นพระเอกน่ะสิ

เมื่อก่อกบฏเองแล้วดันแพ้ ก็จำต้องกลับมาเล่นเกมกับทุกคนที่เหลือแบบไม่เต็มใจ แต่ครั้งนี้เขาได้รู้ศักยภาพของตัวเองแล้วเขาเอาชนะมันไม่ได้ ได้ลิ้มรสกับความพ่ายแพ้แบบยับเยิน โดยเฉพาะการสูญเสียเพื่อน เขาเข้าใจแล้วว่าตัวเขาเป็นเพียงคนกระจอก ๆ คนหนึ่งที่คิดใหญ่เกินตัว ลำพังพาตัวเองมาได้ไกลขนาดนี้ก็เก่งมากแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขายอมรับความพ่ายแพ้ และเจ็บปวดกับการที่ยังต้องหายใจต่อไป เขารู้สึกผิดกับทุกชีวิตที่เขาพาไปตายโดยไม่ได้อะไรกลับมา แบบที่เราจะเห็นว่าในซีซันนี้ เขาเอาแต่นั่งหมดอาลัยตายอยาก เหม่อลอย แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหดหู่ ไม่พูดไม่จา เขาน่ะพร้อมตายนานแล้ว จนกระทั่งคุณป้าหมายเลข 149 ขอร้องให้เขาปกป้องใครสักคน

เพราะฉะนั้น ส่วนตัวไม่ผิดหวังเลยที่เรื่องจบแบบนั้น และเข้าใจพระเอกด้วยว่าทำไมเขาเลือกทางนี้ มันเป็นหนทางสุดท้ายที่เขาจะพลิกกลับมาชนะอย่างเต็มภาคภูมิ เขาอาจจะเอาชนะระบบเกมโหดนี้ไม่ได้ แต่เขาเอาชนะฟรอนต์แมนได้ เขาพิสูจน์ให้ฟรอนต์แมนเห็นว่าไม่ใช่คนทุกคนที่จะยอมขายวิญญาณให้ปีศาจแบบที่ฟรอนต์แมนเคยทำ ไม่ใช่คนทุกคนที่จะชิงฆ่าคนอื่นก่อนเพื่อให้ตัวเองไม่ถูกฆ่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะขี้โกงเพื่อชิงความได้เปรียบ (ตอนเล่นเกมรัสเซียนรูเล็ตกับตัวละครกงยู ปืนในมือกับโอกาส 1 ใน 2 ที่จะเจอลูกปืน) และที่สำคัญ การกระทำของเขาตอบคำถามของฟรอนต์แมนในอีพีที่ 4 ด้วยว่ายังศรัทธาในตัวมนุษย์อยู่เหรอ เขายังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ของตัวเองจนถึงที่สุด
ลุง อย่าเลย ลุง…ไม่ใช่คนแบบนั้นนี่นา
ข้อเสนอที่ฟรอนต์แมนหยิบยื่นให้กับพระเอกในช่วงอีพีที่ 4 หรือคืนก่อนที่ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะต้องร่วมเล่นเกมสุดท้ายนั้น เป็นอะไรที่โคตรจะท้าทายคุณธรรม ศีลธรรม และท้าทายขีดจำกัดของตัวเขาเอง ลำพังถ้าเขาต้องเข้าร่วมเกมนี้คนเดียว เขาคงจะไม่กลัวอะไรนั้น เพราะตั้งแต่ที่เราเห็นว่าเขาพ่ายแพ้จากการก่อกบฏ เขาดูจะไม่เอาอะไรอีกแล้วชีวิตนี้ (ถ้าไม่นับตอนที่เขาเดินหน้าจะแก้แค้นอย่างเดียว ด้วยความเคียดแค้นมันท่วมท้นจนต้องหาคนผิดสักคนมาเป็นที่ระบาย) ทั้งเรียกร้องให้หน้ากากชุดสีชมพูยิงตัวเองให้ตาย ๆ ไปซะ ไหนจะเอามีดจ่อทิ่มคอตัวเองด้วยความรู้สึกผิด เขาน่ะไม่ได้แยแสอะไรอีกแล้วถ้าหากว่าตัวเองจะต้องถูกกำจัดไปในเกมสักเกมที่เหลืออยู่

แต่ความรับผิดชอบที่เขาไปรับมาในตอนกลางเรื่องนี่สิที่ทำให้เขาเริ่มคิดหนัก มันไม่ใช่แค่ชีวิตคนขี้แพ้ คนกระจอก ๆ ของเขาแค่คนเดียวที่จะตายเมื่อไรก็ได้อีกแล้ว ขนาดพยายามจะตายเองก็ยังโดนขัดขวาง ทว่าในเวลานี้ยังมีชีวิตที่สุดแสนจะบริสุทธิ์อีกหนึ่งชีวิตที่เขาต้องปกป้อง ชีวิตของเด็กน้อยที่ปกป้องตัวเองไม่ได้ แน่นอนว่าตัวพระเอกเองไม่ใช่เทือกเถาเหล่ากออะไรกับเด็กน้อย ขนาดแม่ของเด็กก็ยังเป็นแค่คนแปลกหน้าที่รู้จักกันไม่กี่วัน ดังนั้น “เขาไม่จำเป็นเลยที่ต้องทำอะไรแบบนั้นเพื่อลูกคนอื่น” มันอาจจะดูไม่สมเหตุสมผลที่เขาต้องทำถึงขนาดนั้นเพื่อลูกของคนที่เขารู้จักแค่ชื่อ! ก็นะ เอาเข้าจริง ชีวิตมนุษย์ก็ไม่ได้ตัดสินใจทำอะไรสมเหตุสมผลไปซะทุกอย่างนี่หว่า!

สำหรับพระเอก เด็กคนนี้เข้ามาในจังหวะที่เขาสิ้นหวังในตัวเองไปแล้วนั่นเอง แม้ตัวเขาจะแพ้ ตัวเขาจะหมดหวังแค่ไหน เขาได้ตระหนักรู้และพิจารณาตัวเองแล้วว่าที่ผ่านมาตัวเองใช้ชีวิตมายังไง อะไรที่นำพาเขามาถึงจุดนี้ โดยเฉพาะในเกมนี้ที่เขากลับเข้ามาเป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกเขาอาจจะเข้ามาในฐานะของคนที่มีหนี้ก้อนโตที่ไม่สามารถจะหามาใช้คืนได้ในชีวิตนี้ ที่ผ่านมา เขาอาจจะโชคดี โชคช่วย ได้กลับออกไปพร้อมกับเงินรางวัลมหาศาล แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อาจจะมองข้ามสิ่งที่เห็นว่ามันไม่ถูกต้องได้ เขาเห็นว่าเกมนี้คือเกมที่พรากชีวิตของคนอื่นเพื่อความสนุกสนานของคนไม่กี่คน เขาจึงกลับมาเพื่อล้างบางองค์กรที่ทำเกมนี้ขึ้นมา จนเป็นเหตุให้ซีรีส์เรื่องนี้ต้องมีซีซันที่ 2 และ 3 นี่เอง

แล้วคนดีคนหนึ่งแบบเขาจะปล่อยให้เด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน และไม่ได้ทำอะไรผิดเลยต้องเข้ามาพัวพันกับเกมชีวิตนี้โดยไม่มีใครปกป้องดูแลเลยได้อย่างไรล่ะ ใครอาจจะทำได้ แต่เขาทำไม่ลง ถ้าเขาทำ เขาก็ใจทรามเกินกว่าเดรัจฉานอีกมั้ง แถมเด็กคนนี้ยังเกิดมาในขุมนรกที่ผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งเห็นคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นแค่ม้าแข่งที่สร้างความสนุกสนานให้ตัวเอง และผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งก็เต็มใจเล่นเป็นม้าแข่งไล่ฆ่าคนอีกกลุ่มหนึ่งเพื่อเงินก้อนโต ทั้งที่รู้ว่าตัวเองก็อาจจะโดนไล่ฆ่าเหมือนกัน เขาก็ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้คือความหวัง อย่างน้อยที่สุด คือหวังให้เด็กมีชีวิตรอดไปมีชีวิตที่ดีแบบที่เด็กสักคนควรมี อนาคตเด็กคนนี้อาจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่แบบที่เขาทำไม่ได้ก็เป็นได้

แต่การจะปกป้องเด็กคนนี้มันไม่ง่าย เพราะผู้เล่นคนอื่นเสียสติ ขาดจิตสำนึก หมดสิ้นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปหมดแล้ว พวกเขาเห็นแก่ตัวจนสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปสิ้น ไม่เห็นอะไรอื่นนอกจากเงินมหาศาลในกระปุกรูปหมู ฟรอนต์แมนเห็นว่านี่คือจุดอ่อนที่จะทำให้พระเอกเผยด้านมืดของความเป็นคนออกมา ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนคือรักตัวกลัวตาย และพระเอกกลับเห็นเด็กน้อยสำคัญกว่าตัวเอง เขาจะยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องสิ่งนั้นไว้ ข้อเสนอของฟรอนต์แมนจึงเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดแล้วสำหรับตัวเขาและเด็กน้อย ถ้าเขาทำได้ ทุกอย่างจะจบ ทั้งเด็กและตัวเขาจะปลอดภัย แต่…หลังจากนี้ไป ตัวเขาจะมองตัวเองในกระจกยังไง เขาจะเห็นตัวเองเป็นคนแบบไหนกัน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายพระเอกของเราก็ทำไม่ลง เขาไม่สามารถกดคมมีดลงไปบนคอของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นได้ ภาพของเด็กสาวคังแซบยอก ที่เคยต้องจบชีวิตไปต่อหน้าต่อตาด้วยอาวุธแบบเดียวกันกับที่ฟรอนต์แมนยื่นให้เขาในครั้งนี้ปรากฏตัวขึ้นมาห้ามเขาอีกครั้ง ทว่าครั้งที่แล้ว เด็กสาวผู้นี้ถูกเพื่อนรุ่นน้องที่เขารู้จักปาดคอตายไป และเธอเองก็เป็นคนห้ามเขาไม่ให้ทำในการแข่งขันรอบที่แล้วเหมือนกัน ครั้งที่แล้ว เขาตัดสินใจหยุดตามที่เด็กสาวขอ และครั้งนี้ เขาก็ยอมหยุด ไม่ใช่แค่ภาพของเด็กสาวที่ปรากฏขึ้นมา “อีกครั้ง” แต่เมื่อไรก็ตามที่คนเราก้าวข้ามเส้นของการไร้จิตสำนึก ไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีไปแล้ว มันจะกู่ไม่กลับ และเขาก็จะไม่ต่างอะไรกับคนอื่น ๆ ที่ยอมเป็นหมากหน้าโง่ในเกมนี้
ท้ายที่สุดแล้ว Squid Game ทั้ง 3 ซีซัน ยังคงเป็นซีรีส์ที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เชื่อใจได้มากน้อยแค่ไหนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาสุดท้าทายที่ว่า “ถ้าเราไม่ชิงฆ่าเขาก่อน เขาก็จะฆ่าเรา” สอดคล้องกับชื่อตอนสุดท้ายของซีรีส์ ที่เว้นช่องว่างไว้ให้เราค่อย ๆ หาคำตอบ ว่า “มนุษย์คือ…” โดยมี hint เล็ก ๆ จากพระเอกของเรา เขาบอกกับคนดูอย่างเรา ๆ บอกกับฟรอนต์แมน และบอกกับเหล่า VIP ที่สนุกสนานกับเกมชีวิตนี้ว่า “พวกเราไม่ใช่ม้าแข่ง เราเป็นคน คนน่ะ…(?)” ก่อนที่เรื่องราวในดินแดนเกมปลาหมึกจะจบลง

สำหรับเรา ผู้เล่นหมายเลข 456 “ซองกีฮุน” คือผู้ชนะ เขาชนะความเห็นแก่ตัวและความรักตัวกลัวตายแบบมนุษย์ทั่วไปด้วยความเสียสละ เขาชนะฟรอนต์แมน โดยทำให้เห็นว่าเขาคือคนที่ดีกว่าฟรอนต์แมนในแง่ที่ละทิ้งได้ทั้งความเห็นแก่ตัว ความโลภ และความขี้ขลาด ดังนั้น เขาจึงไม่ใช่คนแบบที่ฟรอนต์แมนคิด นั่นแหละที่ทำให้ฟรอนต์แมนเองก็แอบเศร้า เพราะลึก ๆ แล้ว เขานับถือพระเอกที่มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ เขาเพียงต้องการสั่งสอนพระเอกที่ท้าทายระบบ และให้ยอมรับว่าตัวเองคือมนุษย์ธรรมดาไม่ต่างจากคนอื่น แต่แล้วฟรอนต์แมนก็แพ้ ต้องยอมรับว่าตัวเองคิดผิด เขาไม่อาจเปลี่ยนพระเอกให้เป็นฝั่งตัวเองได้ ที่สำคัญ พระเอกยังรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้ยันลมหายใจสุดท้าย🦑






























