Home Work & Living Living จิตวิทยาของการถูกหลอกลวง ลึก ๆ ก็นึกสงสัย แต่ทำไมยังเลือกเชื่อ!

จิตวิทยาของการถูกหลอกลวง ลึก ๆ ก็นึกสงสัย แต่ทำไมยังเลือกเชื่อ!

หลายครั้งเวลาที่เราเห็นข่าวคนถูกมิจฉาชีพหลอก ไม่ว่าจะถูกหลอกให้โอนเงิน ถูกหลอกลงทุน หรือถูกหลอกให้ทำอะไรบางอย่างที่ดูไม่น่าเชื่อ คำถามหนึ่งที่มักจะตามมาก็คือ “ทำไมถึงเชื่อได้ขนาดนั้น?” เพราะในบางกรณี เมื่อมองจากมุมคนนอกแล้ว กลลวงเหล่านั้นมันดูมีพิรุธ ดูผิดปกติ หรือมีสัญญาณเตือนอยู่เต็มไปหมด

แต่ในความเป็นจริง การถูกหลอกไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเหยื่อ “โง่” หรือ “ไม่ทันคน” เสมอไป สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือ มิจฉาชีพจำนวนมากไม่ได้อาศัยแค่คำโกหกธรรมดา หากแต่กำลังเล่นกับกลไกทางจิตวิทยาของมนุษย์ ทั้งความกลัว ความหวัง ความกดดัน ความเสียดาย ความรีบเร่ง ไปจนถึงจุดอ่อนในการตัดสินใจในช่วงเวลาที่สติและอารมณ์ไม่มั่นคงเต็มร้อย นี่ยังไม่นับรวมกลยุทธ์อีกมากมายที่เหล่ามิจฉาชีพจะสรรหามาใช้ ในเมื่อการหลอกลวงเป็นจุดแข็งและวิธีหาเงินของพวกเขา ดังนั้น มันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าคนดี ๆ ซื่อ ๆ จะตามไม่ทัน!

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ มีอยู่หลายกรณีที่เหยื่อบางคนรู้สึกเอะใจแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ มีแว่บเข้ามาในหัวแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังถูกหลอก แต่กลับยังคงเดินหน้าที่จะเชื่อต่อ ยังโอนเงิน หรือยังพยายามทำตามสิ่งที่มิจฉาชีพบอก ทั้งที่ในใจเริ่มไม่มั่นใจแล้วก็ตาม มันมีกลไกอะไรที่ทำให้คนเราเป็นแบบนี้ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า เหตุใดบางครั้ง “ความรู้สึกสงสัย” จึงไม่เพียงพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งหลุดออกจากกลลวงได้ทันที

มิจฉาชีพเล่นกับกลไกการคิดของเหยื่ออย่างไร

การกดดันด้วยอารมณ์

กลไกทางจิตวิทยาพื้นฐานที่เหล่ามิจฉาชีพมักจะใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ คือการสร้างภาวะความกดดันทางอารมณ์ต่อเหยื่อ หากลองสังเกตจากบรรดาเหยื่อที่ออกมาแชร์ประสบการณ์ของตนเอง หรือลองสังเกตจากตนเองเมื่อได้รับสายของมิจฉาชีพดูก็ได้ จะพบว่ามีจุดร่วมบางอย่างที่คล้ายกัน คือปลายสายจะพยายามดึงให้อารมณ์บางอย่างของเหยื่อเข้ามาแทนที่เหตุผล หรือทำให้เหยื่อเหลือสติในการคิดไตร่ตรองอย่างมีเหตุผลน้อยที่สุด โดยวิธีที่มิจฉาชีพใช้เร้าอารมณ์ของเหยื่อเพื่อลดความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลก็อย่างเช่น

  • ความกลัว ที่พบได้บ่อย ๆ ก็คือการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ/ตำรวจ แล้วข่มขู่เหยื่อว่าเหยื่อกระทำการบางอย่างผิดกฎหมายและจะต้องถูกดำเนินคดี ถูกจับ หรือถูกอายัดบัญชี หรือการแจ้งว่าญาติพี่น้อง คนใกล้ชิดกำลังตกอยู่ในภาวะไม่ปลอดภัย ซึ่งทำให้เหยื่อตกใจ ตื่นตระหนก หวาดกลัว จนเข้าสู่ภาวะสู้หรือหนี ทำให้เหยื่อเข้าสู่ภาวะความเครียดจัดอย่างรวดเร็ว ในภาวะที่คนเรากำลังเครียดจัด ความสามารถในการคิดและไตร่ตรองด้วยเหตุผลจะลดลง นั่นทำให้เหยื่อเริ่มประเมินสถานการณ์ได้แย่ลง ตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่นมากขึ้น และรีบทำตามคำสั่ง
  • ความเร่งด่วน การข่มขู่ว่าจะถูกดำเนินคดี ถูกจับ ถูกอายัดบัญชี หรือญาติพี่น้องกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หรือในบางกรณีอาจเป็นการเสนอรางวัล/ข้อเสนอพิเศษที่มีจำนวนจำกัด เป็นการเร้าอารมณ์ให้เหยื่อถูกกดดันว่าจะต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ หากเหยื่อมีเวลาคิดนาน ได้ตั้งสติ ได้พิจารณา ได้พูดคุยกับคนอื่นและโดนทักท้วง หรือได้ลองค้นหาข้อมูล โอกาสที่เหยื่อจะหลุดจากกลลวงจะมีสูง มิจฉาชีพจึงพยายามบีบให้เหยื่อต้องรีบตัดสินใจทันที ซึ่งเราจะเห็นว่าเหยื่อหลายคนยอมทำตามคำสั่งอย่างง่ายดายเพื่อพยายามแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองต่อภาวะเร่งด่วนนั้นโดยเร็วที่สุด ด้วยกลัวว่าถ้าคิดนาน ใช้เวลาตัดสินใจนาน จะสูญเสียผลประโยชน์ หรือเกิดความเสียหายขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า
  • ความโลภ ในกรณีของการหลอกให้เหยื่อลงทุน การเสนอผลตอบแทนที่สูงเกินจริงจะทำให้เหยื่อเกิดความหวังและความโลภ จนมองข้ามสัญญาณเตือนหรือข้อสงสัยในความไม่สมเหตุสมผลที่มี เพราะกลัวพลาดโอกาสที่ดูเหมือนจะหาไม่ได้อีกแล้ว

ใช้ “ความน่าเชื่อถือ” และ “อำนาจ” เพื่อโน้มน้าวให้เหยื่อลดการป้องกันตัวลง

ในกรณีของการทำธุรกรรมต่าง ๆ คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะ “เชื่อและปฏิบัติตามคำแนะนำหรือคำสั่ง” ของผู้มีอำนาจ/สถาบัน/องค์กรที่น่าเชื่อถือ อยู่แล้ว เพื่อให้ธุรกรรมของตนเองสำเร็จ มิจฉาชีพจึงใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ โดยรูปแบบที่เราสามารถเห็นได้เป็นประจำคือ

  • การอ้างถึงอำนาจ คือการที่มิจฉาชีพจะแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอย่างตำรวจ อัยการ เจ้าหน้าที่ปราบปรามการทุจริต เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด หรืออาจเป็นสถาบันการเงิน แล้วใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วย 02 ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นเบอร์ทางการของสำนักงานต่าง ๆ ของหน่วยงาน หรือจริง ๆ อาจจะแค่ใช้เทคโนโลยีในการปลอมเบอร์ จากนั้นก็ชวนคุยด้วยภาษาที่เป็นทางการ เข้าใจยาก ปลอมแปลงข้อมูลให้ดูน่าเชื่อถือ หรืออาจมีข้อมูลจริงของเหยื่อที่ได้มาด้วยวิธีที่ไม่ถูกกฎหมายหรือรั่วไหล เมื่อเหยื่อได้ยินและพยายามประมวลผล ก็อาจทำให้เหยื่อลดการป้องกันตัวและเชื่อในสิ่งที่ได้ยินทันที มนุษย์จะมีแนวโน้มที่จะลดการตั้งคำถามลง และเชื่อถือข้อมูลจากผู้ที่ดูมีอำนาจหรือมีความน่าเชื่อถือมากกว่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กดดันหรือมีข้อมูลไม่เพียงพอ แม้บางครั้งจะรู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่กล้าตั้งคำถามอย่างจริงจัง
  • การสร้างความน่าเชื่อถือปลอม ๆ หลายคนระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี แต่ก็อาจจะสะดุดและยอมที่จะเปิดใจรับฟังทันทีที่ได้ยินข้อมูลส่วนตัวจริง ๆ ของตนเอง เพราะเริ่มคิดว่ามันอาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ โดยเฉพาะหากมิจฉาชีพมีข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อที่ได้มาอย่างผิด ๆ หรือได้มาจากการที่ข้อมูลรั่วไหล จากนั้นก็นำมาใช้พูดเพื่อยืนยันว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่จริง จะทำให้เหยื่อที่รู้สึกสองจิตสองใจ ในหนึ่งยังกลัวว่าจะถูกหลอก แต่อีกใจก็เริ่มลังเลว่ามันอาจเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ซึ่งถ้าเจอมิจฉาชีพที่มีวาทศิลป์ พูดจาโน้มน้าวเก่ง ๆ หรือรักษาความน่าเชื่อถือในน้ำเสียงและภาษาได้ตลอดการสนทนา ก็อาจทำให้เหยื่อจำนวนไม่น้อยยอมจำนนต่อข้อเท็จจริงปลอม ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นได้

ความซับซ้อน สับสน และเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ

บ่อยครั้งที่มิจฉาชีพมักจะสร้างเรื่องราวที่สลับซับซ้อน วกวน และชวนคุยนาน ๆ เพื่อให้เหยื่อรู้สึกสับสน งงงวย หรือเริ่มเหนื่อยจนไม่อยากจะคิดตาม พูดง่าย ๆ ก็คือพยายามให้เหยื่อต้องรับข้อมูลจำนวนมาก ต้องตัดสินใจต่อเนื่อง และรู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องคิดตามให้ทันเพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความเหนื่อยล้าจากการต้องใช้สมองหนัก ๆ เหยื่อจะเริ่มรู้สึกว่าเรื่องที่ฟังอยู่มันซับซ้อนเกินกว่าจะทำความเข้าใจได้ทัน เมื่อเหยื่อรู้สึกเหนื่อยที่จะทำความเข้าใจ คิดตามไม่ทัน ประมวลผลช้า ก็อาจจะเออออตามไปทั้งที่ไม่ได้เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ทำตามคำแนะนำของมิจฉาชีพ หรืออาจมอบอำนาจการตัดสินใจให้กับเจ้าหน้าที่ปลอม ๆ ช่วยแก้ปัญหาแทน

การแยกเหยื่อออกจากคนอื่น

อีกหนึ่งกลวิธีสำคัญที่มิจฉาชีพนิยมใช้คือ การพยายามแยกเหยื่อออกจากคนอื่น เพราะในหลายกรณี สิ่งที่ทำให้เหยื่อเริ่มได้สติ ไม่ใช่การคิดได้ด้วยตัวเองทันที แต่คือการที่มี “คนอื่น” เข้ามาทักท้วงหรือช่วยประเมินสถานการณ์ให้ ด้วยเหตุนี้ มิจฉาชีพจำนวนมากจึงพยายามควบคุมไม่ให้เหยื่อมีโอกาสพูดคุย ปรึกษา หรือขอความคิดเห็นจากบุคคลอื่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เหยื่อกำลังสับสนและถูกกดดันทางอารมณ์ เช่น ห้ามวางสาย การอ้างว่าเป็นคดีลับและห้ามบอกใคร หรือพยายามไม่เปิดโอกาสให้เหยื่อได้มีเวลาตั้งสติและทบทวนข้อมูล ด้วยการให้ทำตามคำสั่งต่อเนื่องทันที เมื่อเหยื่อถูกตัดออกจากมุมมองของบุคคลอื่นเป็นเวลานาน เหยื่อจะเริ่มอยู่กับข้อมูลเพียงชุดเดียว นั่นคือข้อมูลที่มิจฉาชีพป้อนให้ ยิ่งอยู่ในภาวะเครียดและสับสนมากเท่าไร ความสามารถในการตั้งคำถามหรือประเมินสถานการณ์อย่างเป็นกลางก็จะยิ่งลดลงมากขึ้นเท่านั้น

การเริ่มจากเรื่องเล็ก เพื่อพาเหยื่อถลำลึก

มิจฉาชีพจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำขอที่ใหญ่เกินไปทันที แต่จะเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ดูไม่น่าอันตรายก่อน เพื่อทำให้เหยื่อรู้สึกว่า “ลองดูก่อนไม่เสียหาย” หรือ “แค่นี้เองคงไม่มีปัญหา” เช่น ให้โอนเงินไม่กี่บาท ให้กดลิงก์เพื่อยืนยันตัวตน ให้สมัครสมาชิก ซึ่งเมื่อเหยื่อยอมทำตามคำขอเล็ก ๆ แล้ว สมองจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นแล้วระดับหนึ่ง จากนั้นเมื่อมิจฉาชีพค่อย ๆ เพิ่มเงื่อนไขหรือเพิ่มระดับของคำขอ เหยื่อจำนวนมากจะเริ่มปฏิเสธได้ยากขึ้น เพราะไม่อยากรู้สึกว่าการตัดสินใจก่อนหน้านี้ของตนเองเป็นความผิดพลาด ยิ่งเหยื่อลงทุนลงแรงไปมากเท่าไร ก็ยิ่งถอนตัวได้ยากขึ้นเท่านั้น

การใช้ “คนอื่น” เพื่อทำให้สิ่งหลอกลวงดูน่าเชื่อถือ

เพราะในสถานการณ์ที่มนุษย์รู้สึกไม่มั่นใจหรือมีข้อมูลไม่เพียงพอ คนเรามักใช้ปฏิกิริยาของคนอื่น เข้ามาเป็นตัวช่วยตัดสินว่าสิ่งใดน่าเชื่อถือหรือปลอดภัย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมิจฉาชีพจำนวนมากจึงพยายามสร้างภาพให้ดูเหมือนว่ามีคนจำนวนมากกำลังเชื่อถือหรือได้รับผลประโยชน์จากสิ่งนั้นจริง อย่างการใช้หน้าม้าเข้ามาพูดสนับสนุน รีวิวปลอม ๆ ภาพสลิปโอนเงินปลอมเพื่อยืนยันว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง หรือคอมเมนต์จำนวนมากที่ช่วยยืนยันว่าได้รับผลตอบแทนจริง ซึ่งเมื่อเหยื่อเห็นว่ามี “คนอื่น” กำลังทำเหมือนกัน ความระแวงจะเริ่มลดลง เพราะสมองมนุษย์มีแนวโน้มรู้สึกว่าสิ่งที่คนจำนวนมากเลือกทำนั้นน่าจะปลอดภัยหรือถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อเหยื่อกำลังลังเล สับสน หรืออยากเชื่อในสิ่งนั้นอยู่แล้ว

แล้วทำไม เมื่อเริ่มสงสัยแล้ว แต่ยังถอนตัวไม่ได้

กับดักของความสูญเสียที่ยอมไม่ได้

มีเหยื่อจำนวนหนึ่งติดอยู่ในกับดักนี้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กำลังถูกหลอกลวงต่อเนื่อง บางคนอาจเริ่มสงสัยแล้วว่าตัวเองกำลังถูกหลอกแต่ยังคงเดินหน้าต่อ นั่นทำให้บางคนถูกหลอกซ้ำ หรือยังคงทำตามสิ่งที่มิจฉาชีพบอกให้ทำ แม้ว่าจะโอนเงินไปแล้วก็ตาม

  • ความเสียดายและการพยายามเอาคืน พบได้ในกรณีของเหยื่อที่ถูกหลอกให้เข้าไปในกลุ่มซื้อ-ขายสินค้า จากนั้นก็ได้รับคำชี้แจงว่าถ้าจะทำการซื้อ-ขายในกลุ่มนี้ต้องสมัครสมาชิกก่อน ซึ่งจะมีค่าสมัครสมาชิก โดยมักจะเริ่มต้นจากเงินเพียงไม่กี่บาท จากนั้นก็จะมีเหล่าหน้าม้าในกลุ่มเข้ามาคอยกดดันให้รู้สึกว่าต้องรีบสมัครสมาชิกเพื่อที่จะได้ทำการซื้อ-ขายได้เสียที อย่างไรก็ตาม หลังจากเริ่มโอนเงินก้อนแรกไปแล้ว มันมักจะชักจูงให้เราไปต่อในรูปแบบของภารกิจ ที่ต้องเพิ่มจำนวนเงินเข้าไปเพื่อปลดล็อกอะไรบางอย่าง ในช่วงแรก ทุกครั้งที่โอนเงินไป เราจะได้เงินคืนกลับมาพร้อมกับดอกเบี้ย ดอกเบี้ยกี่มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับเงินต้นที่โอน ยิ่งโอนมากก็ได้กลับมาเพิ่มมาก แต่ตอนหลังที่จำนวนเงินต้นเริ่มสูงและไม่ได้รับการโอนเงินคืน แต่เหยื่อต้องการเงินคืน มิจฉาชีพจะใช้กลลวงต่อ ว่าถ้าต้องการเงินก้อนแรกคืน ก็ต้องโอนเงินเพิ่มเป็นค่าธรรมเนียม ด้วยความรู้สึกเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว เหยื่อจะยินยอมทำตาม เพื่อพยายามกอบกู้การลงทุนที่ผิดพลาดนั้นให้กลับคืนมา แม้จะรู้ว่ามันเสี่ยงมากก็ตาม
  • ความละอายและการปฏิเสธความจริง เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก เหยื่อจำนวนไม่น้อยมักจะเกิดความรู้สึกละอายและตำหนิตัวเอง ทำให้ไม่กล้าเล่าเรื่องให้คนอื่นฟังเพราะกลัวโดนตำหนิหรือซ้ำเติม หลายคนไม่กล้าแจ้งความ เพราะการจะไปแจ้งความได้นั้น ต้องยอมรับก่อนว่าตัวเองถูกหลอก มันตามมาด้วยความรู้สึกว่าตัวเองโง่หรือประมาท ซึ่งสร้างความอับอายทางจิตใจอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดจากการต้องยอมรับความจริงเช่นนี้ บางครั้งมันรุนแรงกว่าการเชื่อต่อในความหวังปลอม ๆ ด้วยซ้ำ บางคนจึงเลือกที่จะปฏิเสธความจริง และเชื่อต่อเพื่อให้ตนเองยังรู้สึกดีกับตัวเอง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกป้องกันตัวเองหลังเผชิญกับความสูญเสีย

กลไกของความไม่ลงรอยทางความคิด เมื่อสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่สิ่งที่ถูกใจ

นี่เป็นกลไกที่ใช้อธิบายถึงการพยายามที่จะเชื่อต่อทั้งที่รู้สึกเอะใจแล้วว่าตัวเองถูกหลอก ซึ่งเป้าหมายก็คือ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง กลัวเสียหน้าหรือกลัวจะดูเป็นคนโง่ มันคือกลไกป้องกันตัวเองอย่างหนึ่งเมื่อคนเรารู้สึกไม่สบายใจ หรือเกิดความเครียดทางจิตใจเมื่อต้องเผชิญกับความคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรมที่ขัดแย้งกัน เช่น ลึก ๆ ในใจเริ่มมีความสงสัยว่าตัวเองอาจจะถูกหลอก แต่เพราะได้มีการตัดสินใจเชื่อหรือลงทุนอะไรบางอย่างไปแล้ว ความขัดแย้งภายในใจจึงเกิดขึ้น สมองจะพยายามหาทางบรรเทาความรู้สึกไม่สบายใจลง โดยการเปลี่ยนความคิด/ความเชื่อ แทนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม นี่จึงเป็นจุดที่หลายคนถอนตัวยากที่สุด เพราะเขาไม่ได้เชื่อต่อเพราะเชื่อในสิ่งที่มิจฉาชีพหลอก แต่เชื่อเพราะยังไม่อยากยอมรับว่าตัวเองตัดสินใจพลาด การแสดงออกจึงเป็นไปในลักษณะ

  • พยายามที่เชื่ออย่างถึงที่สุด คือการเริ่มโกหกตัวเอง และหาเหตุผลต่าง ๆ นานามาเข้าข้างและสนับสนุนการตัดสินใจเดิม (ที่เสียหายไปแล้ว) เพื่อยืนยันกับตัวเองว่า “ฉันไม่ได้ผิดพลาดหรอก” หรือ “นี่ไม่ใช่การหลอกลวงหรอก”
  • ถลำลึกไปเรื่อย ๆ ยิ่งลงทุน ไม่ว่าจะเงิน เวลา หรือความเชื่อไปมากเท่าไร ความขัดแย้งก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น ทำให้ยิ่งต้องหาข้อมูลอะไรก็ได้มายืนยันความเชื่อนั้นให้มากขึ้นเพื่อลดความเครียดทางจิตใจ เลยกลายเป็นวงจรที่ทำให้ถลำลึกลงไปเรื่อย ๆ เพราะยังยอมรับความจริงไม่ได้
  • การปกป้องภาพลักษณ์ของตนเอง สำหรับบางคน การยอมรับว่าถูกหลอกทำให้ภาพลักษณ์ของตนเองถูกทำลายและเริ่มโทษตัวเอง เช่น ฉันเป็นคนโง่ ฉันไม่รอบคอบ คนกลุ่มนี้จะพยายามยืนยันความสามารถของตนเองด้วยการปฏิเสธความจริง เพื่อปกป้องความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองเอาไว้ ซึ่งในกรณีทั่วไป มนุษย์มักมองความสำเร็จว่าเกิดจากความสามารถของตนเอง แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดอย่างการถูกหลอก บางคนจะปฏิเสธความจริงเพื่อรักษาภาพลักษณ์เดิมเอาไว้ ด้วยความกลัวจะเสียหน้า จึงยืนยันความฉลาดของตนเองด้วยการเชื่อต่อ ว่าการตัดสินใจเดิมนั้นถูกต้องแล้ว

ความหวัง สิ่งที่ทำให้หลายคนยังเชื่อต่อ

ในหลายกรณี สิ่งที่ทำให้คนยังเดินหน้าต่อทั้งที่เริ่มสงสัยแล้ว ไม่ใช่เพราะไม่เห็นสัญญาณผิดปกติ แต่เป็นเพราะยัง “อยากให้มันเป็นเรื่องจริง” ในความเป็นจริง มนุษย์จำนวนมากยังคงยึดติดกับความหวัง แม้ลึก ๆ จะเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เพราะการปล่อยมือจากความหวังนั้น บางครั้งมันก็เจ็บปวดกว่าการยังเชื่อต่อชั่วคราวเสียอีก เช่น อยากได้เงินที่เสียไปแล้วคืนมา อยากเชื่อว่าตัวเองไม่ได้โดนหลอก อยากเชื่อว่าสถานการณ์นี้ยังแก้ไขได้โดยไม่สูญเสีย จะเห็นว่ายิ่งคนเราทุ่มทั้งเงิน เวลา ความรู้สึก หรือความคาดหวังลงไปมากเท่าไร ความหวังก็จะยิ่งกลายเป็นสิ่งที่ปล่อยวางได้ยากมากขึ้นเท่านั้น นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดว่า ทำไมหลายคนจึงยังคงเชื่อต่อ ทั้งที่ในใจลึก ๆ เริ่มสงสัยแล้วว่าตัวเองอาจกำลังถูกหลอก

ความเสียดายรุนแรงกว่าความอยากได้

ในทางจิตวิทยา มนุษย์ส่วนใหญ่มักรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสีย มากกว่ารู้สึกมีความสุขจากการได้รับ เมื่อเหยื่อเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังถูกหลอก ความเจ็บปวดจากการเสียเงิน เสียเวลา หรือสูญเสียบางสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว จะส่งผลต่อจิตใจมากกว่าความสุขจากการได้สิ่งใหม่เพิ่มเข้ามา ในหลาย ๆ กรณี เหยื่อจึงไม่ได้โอนเงินเพิ่มเพราะความโลภอยากได้อะไรเพิ่ม แต่ทำไปเพราะ “ไม่อยากสูญเสียของเดิม” ที่ลงทุนลงไปแล้วต่างหาก เมื่อเหยื่อเริ่มสูญเสียเงินก้อนแรกไป สมองจะเริ่มเกิดความรู้สึกเสียดาย และพยายามหาทางทำทุกอย่างเพื่อเอาสิ่งที่เสียไปกลับคืนมา แม้ในใจจะเริ่มสงสัยแล้วว่ากำลังถูกหลอกก็ตาม เพราะสำหรับมนุษย์จำนวนมาก การยอมรับว่าเสียไปแล้วจริง ๆ เป็นสิ่งที่เจ็บปวดมาก แล้วมิจฉาชีพก็จะใช้จุดนี้เป็นเครื่องมือ ด้วยการสร้างเงื่อนไข เช่น ต้องโอนเพิ่มเพื่อปลดล็อกเงินก้อนเดิม ต้องลงทุนเพิ่มอีกนิดเพื่อให้ภารกิจสมบูรณ์ หรืออ้างว่าหากหยุดตอนนี้ ทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่า ดังนั้น การไปต่อจึงเป็นการตัดสินใจภายใต้ความกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่ตนเองทุ่มลงไปก่อนหน้า ไม่ใช่โลภอยากได้กำไรเพิ่ม

ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่อธิบายว่าสมองมนุษย์ทำงานอย่างไรเมื่ออยู่ในภาวะกดดัน ขัดแย้ง และไม่อยากสูญเสีย เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำให้หลายคนยังเดินหน้าต่อทั้งที่เริ่มสงสัยแล้ว ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เห็นสัญญาณอันตราย แต่เป็นเพราะมนุษย์จำนวนมากมีแนวโน้มจะยอมเสี่ยงมากขึ้น เพื่อพยายามจะหลีกหนีความสูญเสีย ความผิดพลาด หรือความจริงที่ตนเองไม่อยากยอมรับต่างหาก