“การเดิน” ถือเป็นพฤติกรรมการเคลื่อนไหวพื้นฐานของมนุษย์
ยุคต่อมา มนุษย์เดินวันละหลายสิบกิโลเมตรเพื่อดำรงชีวิต เพราะมนุษย์ต้องหาล่าสัตว์และเก็บของป่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร ต้องหาแหล่งน้ำ และย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาล การเดินของมนุษย์ในยุคนั้นจึงเป็นไปเพื่อความอยู่รอด และหลังจากที่มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานและทำเกษตรกรรม มนุษย์ยังคงต้องเดิน เพียงแต่เดินน้อยลงเพราะเป้าหมายในการเดินเปลี่ยนไป จากการเดินไกลเพื่อหาอาหาร มาเป็นการเดินในพื้นที่จำกัดเพื่อทำงาน รวมถึงเดินเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนและการขนส่ง จนเข้าสู่ยุคที่มนุษย์มีอารยธรรม การเดินคือการสร้างวัฒนธรรมของมนุษยชาติ อย่างไรก็ตาม เราจะเห็นได้ว่าการเดินของมนุษย์ในยุคอดีตไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสุขภาพ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต
ทว่าในปัจจุบัน มนุษย์เดินน้อยลง จากการที่มนุษย์เริ่มพึ่งพาเครื่องทุนแรงต่าง ๆ ทำให้การเดินที่เคยเป็น “กิจกรรมจำเป็น” ของมนุษย์ กลับกลายเป็น “กิจกรรมของคนมีเวลา” โดยเฉพาะมนุษย์ในยุคนี้ที่ใช้ชีวิตแบบนั่งทำงานกันมากขึ้น การเดินจึงกลับมาอีกครั้ง ด้วยเป้าหมายคือ “ฟื้นฟูสุขภาพ”
มนุษย์ยุคใหม่ ยกให้ “การเดิน” เป็นเทรนด์ออกกำลังกาย
แม้ว่า “การเดิน” จะเป็นกิจกรรมพื้นฐานของมนุษย์มานานมากแล้ว แต่ “การเดินเพื่อออกกำลังกาย” หรือ “การเดินเพื่อสุขภาพ” เป็นแนวคิดที่เพิ่งมีการต่อยอดและได้รับความนิยมอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากตั้งแต่ในช่วงยุคกลางถึงปลายศตวรรษที่ 20 ที่สังคมมนุษย์เริ่มใช้เทคโนโลยีและเครื่องทุ่นแรงมากขึ้น ทำให้มนุษย์เดินน้อยลง ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจึงเริ่มผลักดันให้คนกลับมาเดินอย่างมีจุดมุ่งหมาย และเป้าหมายที่ว่านั้นก็คือ เดินออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญและถือเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์การเดิน คือการเกิดขึ้นของ “มันโปเค (Manpo-kei)” หรือ “เครื่องนับก้าว” ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นช่วงปี 1965 โดยชื่อนี้มีความหมายว่า “มิเตอร์ 10,000 ก้าว” เป็นการกำหนดเป้าหมายในการเดินให้ได้ 10,000 ก้าวต่อวันเพื่อสุขภาพที่ดี ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นมาตรฐานสากลที่วัดกิจกรรมพื้นฐานของคนทั่วโลก รวมถึงเป็นรากฐานของแอปพลิเคชันและอุปกรณ์นับก้าวในปัจจุบันด้วย แม้ว่าตัวเลขนี้จะมีต้นกำเนิดมาจากแคมเปญทางการตลาดมากกว่าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และเป็นแนวคิดที่หวังกระตุ้นให้คนญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งเริ่มมีวิถีชีวิตที่นั่งนิ่งมากขึ้นได้ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวร่างกาย แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวร่างกายและสุขภาพในชีวิตประจำวัน
และตั้งแต่นั้นมา มนุษย์ก็เลือกใช้การเดินเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เพราะมนุษย์เริ่มมองว่าการออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่ใช่หนทางเดียวของการออกกำลังกาย แต่ “การเคลื่อนไหวธรรมดา ๆ อย่างการเดิน” นี่แหละ ที่สามารถเป็นการออกกำลังกายที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อร่างกายได้ เพราะการเดินถูกยกย่องมาตั้งแต่สมัยโบราณว่าเป็นวิธีออกกำลังกายที่ดีและปลอดภัยที่สุดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากการวิ่ง ที่มีการถกเถียงเรื่องผลกระทบต่อข้อต่อมาโดยตลอด แถมยังทำได้ง่าย สะดวก ไม่จำเป็นต้องมีทักษะการออกกำลังกายใด ๆ ลงทุนน้อยหรือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย และที่สำคัญ “ใคร ๆ ก็เดินได้!” มันจึงเป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้การเดินออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกลายเป็นที่นิยมขึ้นมา ด้วยผู้คนถูกจำกัดการใช้ชีวิตนอกบ้าน ฟิตเนสต่าง ๆ ต้องปิดให้บริการ การทำกิจกรรมกลางแจ้งก็เป็นไปได้ยาก “การเดิน” จึงเป็นกิจกรรมออกกำลังกายระยะสั้นที่ผู้คนพอจะทำได้ใกล้ ๆ บ้านหรือในบริเวณบ้านนั่นเอง และหลังจากนั้น ก็เริ่มมีการนำ “การเดิน” มาปรับให้เป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจในชีวิตประจำวัน
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ “การเดิน” กลายเป็นเทรนด์เพื่อสุขภาพ
อย่างที่กล่าวไป ว่าปัจจุบันการเดินกลับมาได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (หลังยุคโรคระบาด) เนื่องจากมีปัจจัยที่ช่วยส่งเสริม ดังนี้
- การเข้าถึงง่าย ใคร ๆ ก็เดินได้ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ ราคาถูก และทำได้ทุกที่ทุกเวลา
- แรงกระแทกต่ำ เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาข้อต่อ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ซึ่งไม่สามารถวิ่งได้
- ผลวิจัยรับรอง มีงานวิจัยจำนวนมากที่ยืนยันว่าการเดินเร็ว (Brisk Walking) อย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน และเพิ่มอายุขัยได้
- อุปกรณ์สวมใส่ยุคใหม่ เช่น นาฬิกาอัจฉริยะ และแอปพลิเคชันช่วยติดตามจำนวนก้าว ระยะทาง และแคลอรี ทำให้การเดินเป็นกิจกรรมที่สามารถวัดผลได้ง่าย และช่วยให้เราสามารถสนุกไปกับการตั้งเป้าหมายได้
ประโยชน์ของการเดินต่อสุขภาพ
ข้อมูลจากบทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ The Times of India เรื่อง Walking health benefits: How many steps should you walk each day to see visible results? (ประโยชน์ต่อสุขภาพของการเดิน: คุณควรเดินกี่ก้าวต่อวันจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน?) มีเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การเดิน” เพื่อสุขภาพ ดังนี้
- ประโยชน์ที่ได้รับจากการเดิน
การเดินเป็นวิธีที่เรียบง่ายที่สุดในการเพิ่มการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน โดยที่เราไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือเสียค่าสมาชิกฟิตเนสเลยสักแดง แถมยังให้ประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ที่สำคัญคือ มันเป็นกิจกรรมที่ “ทุกคนทำได้” โดยการเดินจะช่วยเผาผลาญแคลอรี ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ และลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้สมองแข็งแรง บรรเทาอาการปวดข้อต่อ ปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้น เพิ่มพลังงานและเสริมภูมิคุ้มกัน รวมถึงเพิ่มโอกาสมีอายุยืน
- ต้องเดินวันละกี่ก้าว ถึงจะเห็นผล แล้ว 10,000 ก้าว คือตำนานหรือมาตรฐานทองคำ?
จากคำแนะนำที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินกันบ่อย ๆ ก็คือ ควรเดินให้ได้ 10,000 ก้าว/วัน นั้น เวลานี้ถูกท้าทายด้วยงานวิจัยล่าสุด ที่ชี้ว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องเดินถึงขนาดนั้นก็ได้ การศึกษาโดยนักวิจัยจาก University of Sydney และตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Public Health พบว่า 10,000 ก้าว อาจไม่ใช่มาตรฐานสูงสุดด้านสุขภาพ อย่างที่เคยเชื่อกัน (เพราะจุดเริ่มต้นจริง ๆ มันเป็นเพียงแคมเปญทางการตลาด) เพราะจริง ๆ แล้วการเดิน 7,000 ก้าว/วัน ก็เพียงพอที่จะให้ประโยชน์ด้านสุขภาพในหลายด้าน และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ ประมาณ 47%
- 7,000 ก้าว คือตัวเลขใหม่ที่ให้ประโยชน์สูงสุด
โดยทีมนักวิจัยได้ทำการศึกษาโดย วิเคราะห์ข้อมูลจาก 57 งานวิจัย (ตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2025) ในกว่า 10 ประเทศ เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนก้าวต่อวัน กับความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง และการเกิดโรคต่าง ๆ (เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะสมองเสื่อม และภาวะซึมเศร้า) พบว่า การเดินที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนก้าวที่เพิ่มขึ้นทุก 1,000 ก้าว จนกระทั่งถึงประมาณ 7,000 ก้าว/วัน หลังจากนั้นประโยชน์จะเริ่มคงที่
ดังนั้น ศาสตราจารย์ Melody Ding จึงแนะนำให้การเดิน 7,000 ก้าวเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่สมจริงและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้คนบรรลุเป้าหมายการออกกำลังกายในแต่ละวันได้ง่ายขึ้นโดยไม่หักโหม (จะเห็นว่าให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่คล้ายคลึงกับการเดิน 10,000 ก้าว โดยไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้ามากเกินไป)
- วิธีเดินถึงให้เป้า 7,000 ก้าวในชีวิตประจำวัน
คำแนะนำคือ ให้เริ่มต้นวันด้วยการเดินเร็ว 10-15 นาที โดยเดินในเส้นทางที่ทำได้ เช่น เดินในเส้นทางที่ไปทำงาน หรือจอดรถไกลหน่อยแล้วเดิน นอกจากนี้ลองใช้เวลาช่วงพักทุกชั่วโมงเดินรอบออฟฟิศเล็กน้อย หรือใช้เวลาพักกลางวันเดินบ้าง และหลังเลิกงาน เดิน หรือทำกิจกรรมเคลื่อนไหวเล็ก ๆ เพื่อช่วยเติมจำนวนก้าว นอกจากนี้ ให้รวมกิจกรรมงานบ้าน มาเป็นส่วนหนึ่งของ “เดิน” ตลอดวัน
นอกจากนี้ ในบทความยังแนะนำว่าแม้จะเป็นการเดินสั้น ๆ แค่ 10 นาที แต่ถ้าทำเป็นประจำก็สามารถสะสมเป็นผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวได้ เพราะการเดินช่วยให้เลือดไหลเวียนดี กระตุ้นอารมณ์ให้ดีขึ้น เพิ่มพลังงาน ส่งผลดีต่อระบบหัวใจ ช่วยเรื่องการย่อยอาหาร ทั้งยังช่วยควบคุมน้ำหนัก และแม้ใครยังเดินได้ไม่ถึง 7,000 ก้าว ก็ให้เพิ่มทีละน้อย เช่น จาก 2,000 ก้าวไปสู่ 4,000 ก้าว ก็ยังได้ประโยชน์ชัดเจน
รูปแบบการ “เดิน” ออกกำลังกายที่เป็นที่นิยม
ปัจจุบัน การเดินไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ “เดินเร็ว” หรือ “เดินช้า” เท่านั้น แต่มีการพัฒนารูปแบบการเดินที่หลากหลายเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ความฟิต และสภาพร่างกายของผู้เดิน ซึ่งรูปแบบการเดินที่กำลังเป็นที่นิยมในเวลานี้ก็อย่างเช่น
- การเดินเร็ว (Brisk Walking) เป็นการเดินด้วยความเร็วที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น แต่ยังคงสามารถพูดคุยได้เป็นประโยค (ทว่าไม่สามารถร้องเพลงได้) เป็นรูปแบบการเดินที่นิยมที่สุด เน้นการเสริมสร้างระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardio) และการเผาผลาญพลังงาน
- การเดินสลับความเร็ว (Fartlek / Interval Walking) เป็นการเดินสลับช่วงความเร็ว คือ เดินช้า (ฟื้นตัว) สลับกับเดินเร็วมาก (เร่งความเร็ว) เป็นช่วง ๆ คล้ายกับการฝึกแบบ HIIT การเดินแบบนี้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหัวใจได้รวดเร็ว ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีกว่าการเดินเร็วแบบคงที่
- การเดินแบบนอร์ดิก (Nordic Walking) เป็นการใช้ไม้เท้าเดิน (Walking Poles) สองข้างช่วยในการเดิน โดยแกว่งแขนและใช้แรงจากส่วนบนของร่างกายในการผลักไม้เท้าไปด้านหลัง การเดินรูปแบบนี้เป็นการออกกำลังกายแบบ Full-Body เพราะมีการใช้กล้ามเนื้อแขน ไหล่ และลำตัว (Core) มากขึ้น ช่วยลดแรงกระแทกที่ข้อเข่าได้
- การเดินแบบเพิ่มน้ำหนัก (Rucking) เป็นการเดินในขณะที่สะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนัก (เช่น ทราย น้ำ หรือแผ่นน้ำหนัก) ไว้ที่หลัง ซึ่งจะเน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง ไหล่ และขา เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน และพัฒนาความทนทาน
- การเดินขึ้นทางลาดชัน (Incline Walking) เป็นการเดินบนทางชัน, เดินขึ้นเขา หรือปรับความชันบนลู่วิ่งไฟฟ้า เราสามารถเพิ่มความเข้มข้นของการออกกำลังกาย ใช้กล้ามเนื้อขาและก้นมากกว่าการเดินบนพื้นราบ ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้สูง
- การเดินอย่างมีสติ (Mindful / Silent Walking) เป็นเดินช้า ๆ โดยไม่มีสิ่งรบกวน (ไม่ฟังเพลง ไม่ใช้โทรศัพท์) และจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวร่างกายและสิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็นการเดินที่เน้นประโยชน์ด้านสุขภาพจิต ลดความเครียด และฝึกสมาธิ (คล้ายกับการทำสมาธิขณะเคลื่อนไหว)
นอกจากนี้ ยังมีการเดินรูปแบบอื่น ๆ อีกหลายรูปแบบ
เดินอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสูด
การเดินเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น มีองค์ประกอบสำคัญที่ต้องคำนึงถึง 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ความเข้มข้น (ความเร็ว) ระยะเวลา และท่าทางการเดิน ที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ความเข้มข้น (ความเร็ว) ที่เหมาะสม
การเดินเพื่อสุขภาพที่ดีนั้น ไม่ใช่แค่การเดินนวยนาดหรือทอดน่อง แต่ต้องเป็นการ “เดินเร็ว” (Brisk Walking) เพื่อกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ
- ความเร็วที่แนะนำ ควรเดินด้วยความเร็วที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยและหายใจเร็วขึ้น แต่ยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ (แต่อาจจะร้องเพลงไม่ได้) โดยประมาณคือความเร็ว 5-6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ประมาณ 112 ก้าวต่อนาที)
- ประโยชน์ การเดินเร็วจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน เสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจ และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง) ได้ดีกว่าการเดินช้า ๆ
2. ระยะเวลาและความสม่ำเสมอ
- เวลาที่เหมาะสม ควรเดินต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง ในผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ (ตามคำแนะนำ WHO) อาจเพิ่มเป็น 45-60 นาที เพื่อให้ร่างกายเริ่มเผาผลาญไขมันสะสมได้มากขึ้น
- ความถี่ ควรทำอย่างน้อย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายมีการปรับตัวและได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่อง
- เป้าหมาย “ก้าว” หากใช้อุปกรณ์นับก้าว เป้าหมายมาตรฐานคือ 10,000 ก้าวต่อวัน อย่างไรก็ตาม การวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการเดินเร็วต่อเนื่อง 30 นาทีก็ให้ผลดีต่อสุขภาพเช่นกัน หรือเดินให้ได้ 7,000 ก้าวต่อวันก็เพียงพอแล้ว
3. ท่าทางการเดินที่ถูกต้อง
ท่าทางที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บและช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างเต็มที่
- ศีรษะ ตั้งตรง มองตรงไปข้างหน้าประมาณ 5-6 เมตร ไม่ก้มมองมือถือหรือพื้นนาน
- ไหล่ ผ่อนคลาย ไม่ห่อ ไม่ยก
- แขน แกว่งแขนไปข้างหน้าและหลังตามจังหวะธรรมชาติ โดยงอศอกเล็กน้อย (ประมาณ 90 องศา) การแกว่งแขนช่วยเพิ่มความเร็วและเพิ่มการเผาผลาญได้
- ลำตัว ยืดตัวตรงเล็กน้อย ไม่แอ่นหลังหรือก้มหลัง รักษาแนวลำตัวให้ตั้งตรง หน้าท้องเกร็งเล็กน้อย
- เท้า ลงน้ำหนักด้วยส้นเท้าก่อน แล้วค่อยถ่ายน้ำหนักผ่านฝ่าเท้าไปที่ปลายเท้า ปลายเท้าช่วยผลักส่งให้ก้าวต่อไป
- การหายใจ หายใจลึก ๆ ผ่านจมูก ควบคุมจังหวะตามก้าวเดิน
4. ก่อนและหลังการเดิน
- Warm-up ใช้เวลา 5 นาทีแรก เดินช้า ๆ หรือย่ำอยู่กับที่ เพื่อให้กล้ามเนื้อเตรียมพร้อม
- Cool-down ก่อนหยุดเดิน ให้ชะลอความเร็วลงและเดินช้า ๆ เป็นเวลา 3-5 นาที จากนั้นยืดเหยียดกล้ามเนื้อขาและข้อต่อต่าง ๆ เพื่อช่วยลดอาการปวดเมื่อย
5. สิ่งที่ควรเลี่ยง
- เดินผิดท่า เช่น เดินก้มมองมือถือ หรือยกไหล่เกร็ง
- เดินหลังอาหารทันทีแบบเร็ว ๆ (ควรเว้น 15–20 นาทีถ้าอิ่มมาก)
- เดินบนรองเท้าที่ไม่เหมาะสม (ควรใช้รองเท้าออกกำลังกายพื้นนุ่ม รองรับการเดินได้ดี)
เทคนิคเสริมให้ได้ผลมากขึ้น
- เดินขึ้นเนิน/เดินขึ้นบันได ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อขา ก้น และแกนกลางลำตัว
- สลับจังหวะเดินเร็ว-เดินช้า เช่น เดินเร็ว 3 นาที + เดินช้า 2 นาที สลับ 5 รอบ ช่วยให้เผาผลาญมากขึ้นกว่าเดินคงที่ถึง 20-30%
- เดินเล่นหลังอาหาร 10-15 นาที ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและอาการแน่นท้อง
- ใส่น้ำหนักที่ข้อเท้า/ถือดัมเบลเล็กๆ (ถ้าไม่มีปัญหาข้อเข่า) ช่วยเพิ่มแรงต้านและกล้ามเนื้อแขน
- ตั้งเป้าหมายเป็น “จำนวนก้าว” เริ่มที่ 6,000–8,000 ก้าวต่อวัน แล้วค่อยเพิ่มเป็น 10,000 ก้าว (ตามเป้าหมายของอุปกรณ์นับก้าว)
- เดินให้ใจดีขึ้น ด้วยการเดินแบบ Mindful (เดินอย่างรู้ตัว) คือ ไม่ฟังเพลง ไม่เล่นมือถือ แค่โฟกัสจังหวะก้าว ลมหายใจ และสิ่งรอบตัว ช่วยลดเครียด สมาธิดีขึ้น และรู้สึกสงบ
สรุป “เคล็ดลับ” เดินให้ได้ประโยชน์สูงสุด
- เน้น “ความเร็ว” ให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น
- เน้น “ความต่อเนื่อง” 30 นาทีขึ้นไป
- เน้น “ความสม่ำเสมอ” 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์
- ใส่ใจ “ท่าทาง” ยืดตัว แกว่งแขน ลงส้นเท้า
ในเมื่อ “การเดิน” เป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย ๆ และใคร ๆ ก็สามารถทำได้ ดังนั้น จากนี้ไปก็ลองหาเวลาเดินกันให้มากขึ้นแต่ละวัน เพื่อให้มีสุขภาพดี สดใส และแข็งแรงขึ้น แล้วจะรู้ว่าการเดินนั้นมหัศจรรย์ขนาดไหน!






























