หากพูดถึงปัญหาการนอนหลับ จริง ๆ แล้วมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ แต่นอกเหนือจากอาการนอนไม่หลับ ที่คนที่ประสบปัญหามักจะรู้ตัวว่าตัวเองนอนไม่หลับ ยังมีอีกหลายปัญหาที่ผู้ประสบปัญหามักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าตัวเองมีปัญหา หรืออาจไม่รู้ว่ามันเป็นอาการผิดปกติที่เกิดจากปัญหาการนอน เช่น อาการง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน ทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองก็นอนเยอะแล้ว บางคนตื่นนอนมาไม่สดชื่น ปวดหัวตลอด ทั้งที่ไม่นอนดึกและนอนเต็มที่ บางคนนอนละเมอรุนแรงโดยไม่รู้ตัว จะรู้ก็ต่อเมื่อมีคนบอก บางคนนอนฝันร้ายบ่อย ๆ หรือบางคนนอนกรนเสียงดังมากชนิดที่คนนอนข้าง ๆ นอนไม่ได้ แต่พวกเขากลับไม่รู้ตัวว่าตัวเองนอนกรนเสียงดังขนาดไหน ที่จริง บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองนอนกรน!
จะเห็นว่า “ปัญหาการนอนหลับ” แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ หลายคนมีปัญหา แต่คนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหา (เพราะหลับไปแล้ว) หรือไม่รู้ว่ามันคือภาวะผิดปกติ หลายคนจะคิดว่าตัวเองแค่นอนไม่ดี และเป็นอาการชั่วครั้งชั่วคราวที่เดี๋ยวก็หาย ซึ่งความคิดเช่นนี้นับว่าค่อนข้างอันตราย เพราะอาการผิดปกติบางรูปแบบก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคเรื้อรัง รวมถึงคุณภาพชีวิตแย่ลงจากอาการอ่อนเพลีย การใช้ชีวิตประจำวันมีปัญหา ดังนั้น ทางเดียวที่เราจะรู้ว่าตัวเองมีปัญหาการนอนหลับหรือไม่ ก็คือการไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องผ่านการตรวจ Sleep Test เพื่อระบุสาเหตุ
Sleep Test คืออะไร
Sleep Test คือ การตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (Polysomnography) เป็นการตรวจจับ “คลื่นสมอง การหายใจ การเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหวของตา กล้ามเนื้อ และระดับออกซิเจนในเลือด” ในขณะที่เรานอนหลับ เพื่อดูว่าเรานอนหลับอย่างมีคุณภาพหรือไม่ หรือมีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นในระหว่างที่เรานอนหลับไปแล้ว
Sleep Test จะมีการตรวจบันทึกลักษณะทางสรีรวิทยาหลายสัญญาณในขณะหลับ ซึ่งจะต้องใช้เวลาหนึ่งคืนในการตรวจ วิธีการตรวจ จะให้ผู้ป่วยนอนหลับเหมือนปกติในทุก ๆ วัน โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์ต่าง ๆ ตามร่างกาย เช่น ศีรษะ ใบหน้า ทรวงอก และขา เพื่อบันทึกสัญญาณต่าง ๆ ตลอดทั้งคืน อาทิ
- คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) เพื่อดูระยะการนอนหลับ ความตื้นลึก และการตื่น
- การหายใจและระดับออกซิเจนในเลือด
- การเต้นของหัวใจ (ECG)
- ความตึงตัวของกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวของลูกตา
- การเคลื่อนไหวของแขนขา
จากนั้นแพทย์จะวินิจฉัยโรคหรือความผิดปกติจากปัญหาการนอนหลับที่เกิดขึ้นกับเรา เช่น โรคการหายใจผิดปกติขณะหลับ โรคนอนละเมอ ภาวะง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน หรือโรคนอนไม่หลับ เพื่อทำการประเมินระดับความรุนแรงของอาการผิดปกติ ชี้แนะแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ตลอดจนติดตามผลการรักษา ให้ผู้ป่วยกลับมานอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ และใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
ใครบ้างที่จำเป็นต้องทำ Sleep Test
ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องทำ Sleep Test แต่ผู้ที่สงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีปัญหาการนอนหลับ ซึ่งมีอาการบ่งชี้ว่าอาจมีความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับ ควรพิจารณาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ แล้วให้แพทย์วินิจฉัยว่าควรทำ Sleep Test เช่น
- ผู้ที่นอนกรนเสียงดังผิดปกติ และมีอาการหายใจสะดุด หรือหยุดหายใจขณะหลับ (ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น: Obstructive Sleep Apnea – OSA) จนต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก
- คนที่รู้สึกง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน ทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองนอนเยอะ นอนหลับอย่างเพียงพอแล้วแต่ก็ยังง่วงอยู่ดี
- ผู้ที่ตื่นนอนมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น หรือปวดศีรษะเป็นประจำหลังตื่นนอน
- ผู้ที่มีพฤติกรรมผิดปกติขณะนอนหลับ เช่น นอนกระตุก นอนกัดฟัน นอนละเมอ หรือฝันร้ายเป็นประจำ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน ที่อาจสัมพันธ์กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ รวมถึงผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือรอบคอใหญ่กว่าปกติ
- ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ทั้งที่เหนื่อยมาก แต่ข่มตานอนยังไงก็ไม่หลับ
ประโยชน์ของการทำ Sleep Test
1. วินิจฉัยโรคได้แม่นยำ ข้อมูลจากการทำ Sleep Test จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและประเมินระดับความรุนแรงของโรคจากการนอนหลับได้อย่างถูกต้อง ทำให้รู้สาเหตุของอาการง่วง ทั้งที่นอนเยอะ หรือรู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม ที่หลายคนเข้าใจว่าตัวเอง “นอนไม่พอ” แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพราะคุณภาพการนอนแย่ต่างหาก (เช่น หยุดหายใจเป็นพัก ๆ โดยไม่รู้ตัว) ซึ่งความผิดปกติที่อาจพบได้หลังจากการทำ Sleep Test ก็อย่างเช่น
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (OSA) เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการหายใจผิดปกติขณะนอนหลับ ซึ่งมักส่งผลให้คุณภาพการนอนแย่ลง พบมากที่สุดในคนที่กรนเสียงดังสลับกับหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ เนื่องจากทางเดินหายใจส่วนบนยุบตัว จนสะดุ้งตื่นกลางดึก หายใจแรง ทำให้หลับไม่ลึก ตื่นมาแล้วปวดหัว ง่วงมากระหว่างวัน ซึ่งเป็นภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง
- ภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic Insomnia) เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุด มีลักษณะคือคุณภาพและ/หรือปริมาณการนอนไม่เพียงพอ แม้จะมีโอกาสและเวลาที่จะนอนก็ตาม คนที่เข้านอนแล้วหลับยาก หลับ ๆ ตื่น ๆ กลางดึก บางคนตื่นเร็วเกินไป แล้วกลับไปหลับไม่ได้อีก หรือแม้แต่นอนครบชั่วโมง แต่ตื่นมารู้สึกไม่สดชื่น จะใช้ดูว่าร่างกายเข้าสู่ระยะหลับลึกและหลับฝันปกติหรือไม่
- ภาวะง่วงนอนมากผิดปกติ (Hypersomnia) เป็นความผิดปกติที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการง่วงนอนมากเกินไปในเวลากลางวัน หรือนอนหลับนานผิดปกติ โรคที่เกี่ยวข้องก็อย่างเช่น
- โรคลมหลับ (Narcolepsy) ผู้ป่วยจะมีอาการง่วงนอนอย่างรุนแรง และหลับไปอย่างกะทันหันในสถานการณ์ที่ไม่ควรหลับ โดยอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงทันทีเมื่อมีอารมณ์กระตุ้น
- โรคนอนเกิน (Idiopathic Hypersomnia) ผู้ป่วยจะรู้สึกง่วงมากเกินไปในเวลากลางวัน แม้ว่าจะนอนหลับในเวลากลางคืนเพียงพอแล้วก็ตาม
- ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับการนอนหลับ (Sleep-Related Movement Disorders) เป็นปัญหาที่เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายผิดปกติในช่วงก่อนหรือขณะนอนหลับ อาการที่เกี่ยวข้องก็อย่างเช่น
- กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless Legs Syndrome: RLS) ผู้ป่วยจะรู้สึกเหมือนมีแมลงไต่ยุบยิบที่ขา หน่วง ๆ หรือคันในขา โดยเฉพาะตอนก่อนนอน จะรู้สึกไม่สบายขา ต้องขยับขาเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งจะส่งผลให้หลับยาก หรือหลับไม่ต่อเนื่อง
- แขน-ขากระตุกระหว่างหลับ (Periodic Limb Movement Disorder: PLMD) ขาจะกระตุกหรือดีดขึ้นโดยไม่รู้ตัวเป็นจังหวะ ๆ ระหว่างหลับ (พบน้อยที่แขน) ซ้ำ ๆ ขณะนอนหลับ ทำให้หลับไม่สนิทและตื่นบ่อย
- พฤติกรรมแปลกขณะหลับ (Parasomnia) เป็นการแสดงพฤติกรรมหรือประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขณะกำลังจะหลับ ระหว่างหลับ หรือกำลังจะตื่น เช่น ละเมอพูด ละเมอเดิน นอนกัดฟัน นอนผวา ฝันร้ายบ่อย ทำร้ายตัวเองหรือคนข้าง ๆ ระหว่างฝัน หรือภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงขณะตื่น (ผีอำ)
- ความผิดปกติของจังหวะการนอน (Circadian Rhythm Disorders) เป็นภาวะที่นาฬิกาชีวภาพของร่างกายไม่สอดคล้องกับตารางการนอนหลับปกติในสังคม ผู้ป่วยอาจมีภาวะ
- หลับช้ากว่าปกติ (Delayed Sleep Phase) ที่จะง่วงและหลับได้ช้ากว่าคนทั่วไป และตื่นสายตามไปด้วย (มักพบในวัยรุ่น)
- ภาวะหลับเร็วกว่าปกติ (Advanced Sleep Phase) จะง่วงและหลับเร็วมาก (เช่น 18.00 น. ก็ง่วงแล้ว จนต้องรีบเข้านอน) และตื่นเช้ามาก (เช่น 03.00 น. ตื่น) (มักพบในผู้สูงอายุ)
- ปัญหานอนไม่เป็นเวลา (Shift Work Sleep Disorder) ที่มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำงานเป็นกะหรือทำงานกลางคืน ทำให้ร่างกายปรับตัวกับตารางการนอนที่เปลี่ยนไปมาไม่ได้
2. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง เพราะปัญหาการนอนหลับสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โคความดันโลหิตสูง ได้ในระยะยาว อีกทั้งการนอนไม่พอยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เจ็บป่วยได้ง่ายและฟื้นตัวช้าอีกด้วย
3. วางแผนการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุด ผลการตรวจ Sleep Test จะช่วยให้แพทย์เลือกวิธีการรักษาที่ตรงจุดและเหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น
- ถ้าพบว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea) แพทย์อาจให้ใช้เครื่อง CPAP (เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก) โดยสามารถกำหนดค่าความดันที่เหมาะสม หรือบางราย แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยเครื่องมือในช่องปาก (การใส่ทันตอุปกรณ์ โดยดึงกรามล่างและลิ้นมาข้างหน้า เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง หายใจสะดวกขึ้น) หรือการผ่าตัด ในคนไข้ที่มีปัญหาโครงสร้างของทางเดินหายใจส่วนต้นผิดปกติ
- การรักษาภาวะผิดปกติอื่น ๆ เช่น โรคขากระตุกขณะหลับ
- ถ้าเป็นปัญหาจากสมองหรือฮอร์โมน ก็จะเลือกแนวทางรักษาที่ต่างออกไป
4. ป้องกันภาวะแทรกซ้อน การรักษาโรคจากการนอนหลับโดยเฉพาะ OSA ที่ได้รับการวินิจฉัยจาก Sleep Test จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง หรืออุบัติเหตุจากการหลับใน
5. คุณภาพชีวิตดีขึ้น เมื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพการนอนหลับดีขึ้น ตื่นมาอย่างสดชื่น ไม่ง่วงนอนกลางวัน ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงาน การเรียน และคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นอย่างชัดเจน ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ จากอาการง่วงนอนขณะขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร รวมถึงลดผลกระทบจากอารมณ์แปรปรวนเนื่องจากพักผ่อนน้อย หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล และการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า
รู้หรือไม่? ทำ Sleep Test เบิกประกันสังคมได้นะ!
นี่คือเรื่องที่ผู้ประกันตนหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน ว่าการทำ Sleep Test เป็นหนึ่งในสิทธิของผู้ประกั
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประกาศหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2567 กรณี แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทน รักษาผู้ประกันตนที่ป่วยด้วย “โรคหยุดหายใจขณะหลับ” และมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า (Continuous Positive Airway Pressure : CPAP) โดยผู้ประกันตนที่มีปัญหาด้านการนอนหลับหรือป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับ สามารถเบิกค่าตรวจนอนหลับ (sleep test) ค่าอุปกรณ์ และอุปกรณ์เสริมได้แล้ว โดยมีรายละเอียด คือ
- ค่าตรวจการนอนหลับ (polysomnography) ชนิดที่ 1 (มีเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามขณะตรวจทั้งคืน) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 7,000 บาท
- ค่าตรวจการนอนหลับ (polysomnography) ชนิดที่ 2 (การตรวจวัดเหมือนชนิดที่ 1 เว้นแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามขณะหลับ) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 6,000 บาท
ผู้ประกันตนที่ต้องการเบิกค่าใช้จ่ายในการทำ Sleep Test มีเงื่อนไขคือ แพทย์ต้องวินิจฉัยว่ามีความจำเป็นต้องตรวจ Sleep Test เพื่อรักษาโรคหรืออาการผิดปกติ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) และต้องเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลที่เป็นโรงพยาบาลในเครือข่ายของประกันสังคม หรือโรงพยาบาลที่ได้รับการยอมรับจากประกันสังคม และต้องเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนรับบริการ (สำหรับ ม.38 จะได้รับสิทธิคุ้มครองภายใน 6 เดือนนับจากวันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน)
สำหรับค่าอุปกรณ์เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า (Continuous positive Airway Pressure: CPAP) และอุปกรณ์เสริมสำหรับการรักษา ในอัตราที่สำนักงานที่กำหนด คือ
- เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า ชุดละ 20,000 บาท
- หน้ากากครอบจมูกหรือปากที่ใช้กับเครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า ชิ้นละ 4,000 บาท
ทั้งนี้ค่าอุปกรณ์เสริม แผ่นกรองอากาศ กระดาษ และแผ่นกรองอากาศฟองน้ำ ให้รวมอยู่ในค่าบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาล ที่สำนักงานกำหนดสิทธิ์ในการรับบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ประกันตน
จะเห็นว่าปัญหาการนอนหลับที่ผิดปกตินั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เนื่องจากมันมีผลกระทบต่อสุขภาพของเราได้มากกว่าที่คิด ฉะนั้น หากเราสังเกตว่าตนเองหรือคนรอบข้างมีอาการที่เข้าข่ายว่าจะมีปัญหาการนอนหลับดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แพทย์พิจารณาเข้ารับการตรวจ Sleep Test และวางแผนการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที






























