“เมืองใดไร้ศิลป์โสภณ เมืองนั้นไม่พ้นเสื่อมทราม” “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” “ศิลปะคือชีวิต” “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” ข้างต้นล้วนเป็นคำที่แสดงให้เห็นว่า “ศิลปะ” คือส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ที่แม้ว่าศิลปะจะถูกมองว่าไร้สาระ ไร้ประโยชน์ มีวิชาเรียนเพื่ออะไร จบศิลปะไปจะทำอะไรได้ เพราะศิลปะไม่ได้มีความจำเป็นอยู่ในปัจจัย 4 หรือความต้องการพื้นฐาน แต่ศิลปะ “คือความงาม” ที่ช่วยจรรโลงจิตใจ
พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนไม่สนับสนุนให้ลูกเดินทางสายศิลปะ ด้วยวาทกรรม “ศิลปินไส้แห้ง” หรือ “เต้นกินรำกิน” จึงมุ่งเน้นขีดเส้นให้ลูกเดินไปที่การเรียนทางสายวิทย์ แต่จริง ๆ แล้ว “ศิลปะ” ก็เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในสังคมโลก การมีศิลปะในหัวใจจะช่วยให้เข้าใจในนามธรรมได้มากขึ้น นามธรรมที่แม้ว่าจะจับต้องไม่ได้แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามี เข้าใจความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น รวมถึงการยอมรับรสนิยมที่แตกต่าง เพราะคำตอบของศิลปะไม่มีถูกผิดและไม่มีคำตอบเดียวตายตัว
ฉะนั้น ไม่จำเป็นเลยที่พ่อแม่จะต้องบังคับให้เด็กเคร่งเครียดกับการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ หากพวกเขาไม่ได้ชอบและศักยภาพพัฒนาไปไม่ถึง เพราะแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกัน หากเด็ก ๆ มีพื้นฐานทางด้านศิลปะมากกว่าก็ควรสนับสนุนให้ถูกทางเพื่ออนาคตของพวกเขา นี่คือเหตุผลว่าทำไมพ่อแม่จึงควรส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เข้าใกล้กับศิลปะ โดยที่ต้องไม่เคร่งเครียดจนเกินเหตุ เพื่อให้พวกเขามีความงามในจิตใจ
ส่งเสริมพัฒนาการด้านบวกให้กับเด็ก
ศิลปะเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สร้างสมาธิ ทำให้เกิดจินตนาการได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีผลต่อการปรับปรุงพฤติกรรม จากเด็กก้าวร้าว อารมณ์รุนแรง ควบคุมตนเองไม่ได้ ศิลปะช่วยให้จิตใจอ่อนโยนขึ้น หรือเด็กเก็บตัวก็จะร่าเริงขึ้น เข้าสังคมได้ดีขึ้น มีการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมทางศิลปะช่วยปรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเด็ก ระหว่างที่กำลังทำกิจกรรมทางศิลปะ เด็กจะรู้สึกสนุก ผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเอง ได้คิดได้ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงยังช่วยกันเด็กออกมาจากหน้าจอ สำหรับพ่อแม่ที่ไม่อยากเลี้ยงลูกด้วยจอมือถือหรือจอทีวี
ได้ใช้เวลาร่วมกัน
เวลา คือ สิ่งที่สำคัญต่อสมาชิกในครอบครัว ทว่าการมีเวลาให้กับครอบครัวก็ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายมาแต่ไหนแต่ไร หลาย ๆ บ้านทั้งพ่อทั้งแม่ทำงานนอกบ้านทั้งคู่ วัน ๆ พ่อแม่ลูกแทบจะไม่ได้เจอหน้ากันเลย ตรงจุดนี้จึงมักจะนำมาซึ่งปัญหาในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ เด็กขาดความอบอุ่น ขาดการอบรมสั่งสอน แต่ถ้าในบ้านลองหาวันว่างสัก 1 วันในสัปดาห์ ให้ทุกคนได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกันในการทำกิจกรรมทางศิลปะ อาจจะวาดรูประบายสีด้วยกันอยู่ที่บ้าน เสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีการสื่อสารทางบวก เปิดเผยความในใจ และให้ความช่วยเหลือร่วมมือ หรือจะพากันออกไปอาร์ตแกลเลอรี่ เดินพิพิธภัณฑ์ ฟังดนตรี ชมการแสดงละครเวที สิ่งเหล่านี้ก็เป็นศิลปะเหมือนกัน
สร้างความผูกพันในครอบครัว
สืบเนื่องมาจากการที่สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้สร้างช่วงเวลาของการสานสัมพันธ์อันดีในครอบครัว สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่มันค่อย ๆ ถูกเติมเต็มจากความรัก ความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่ การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม การได้รับรู้เรื่องราวของกันและกัน และแรงสนับสนุนต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้เวลา การได้สร้างงานศิลปะร่วมกัน หรือออกไปทำกิจกรรมทางศิลปะนอกบ้านด้วยกัน ย่อมส่งเสริมให้เกิดความรัก ความผูกพัน สายสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน นอกจากนี้ศิลปะยังช่วยให้เราสามารถเข้าอกเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น อาศัยประโยชน์จากการพยายามตีความงานศิลปะได้หลากหลายมุมมอง เมื่อเข้าใจกันได้ดีขึ้นก็จะรักกันมากขึ้น
ผ่อนคลายความเครียด
ประโยชน์ของศิลปะคือจรรโลงใจมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงระหว่างที่กำลังสร้างงานศิลปะหรือกำลังเสพผลงานศิลปะ จะเป็นช่วงที่เรารู้สึกได้ผ่อนคลายจากความเครียด เด็กได้ปลดปล่อยสภาวะทางอารมณ์ไปตามจินตนาการ ศิลปะจะเป็นสื่อกลางในการแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดที่อาจไม่สามารถถ่ายทอดเป็นคำพูดหรือภาษา ช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดได้สำรวจภายในจิตใจของตนเอง สามารถเปิดเผยตัวตนและสื่อสารผ่านงานศิลปะอย่างเป็นอิสระ ดังนั้น ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่หากมีศิลปะอยู่ในใจ ก็ช่วยปรับปรุงพัฒนาจิตใจและสภาวะทางอารมณ์ได้ทั้งสิ้น รู้สึกเพลิดเพลินมีความสุข ฝึกสมาธิให้จิตใจสงบ และมีอารมณ์เบิกบาน ซึ่งจะช่วยให้เราปฏิบัติต่อผู้อื่นในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย
“ลอง” เพื่อหาตัวตนของตัวเอง
ก่อนจะหวังพึ่งครูแนะแนว (ปกติแล้วเด็กจะได้เจอครูแนะแนวเมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยม) คงจะดีไม่น้อยหากพ่อแม่หรือผู้ปกครองเปิดโอกาสและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การค้นหาตัวเองของเด็กตั้งแต่เด็กยังเล็ก ๆ เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองควรเป็นคนแรก ๆ ที่ต้องสังเกตให้เห็นว่าลูกตัวเองมีแนวโน้มที่จะถนัดอะไร อาจเริ่มต้นจากการสนับสนุนให้พวกเขาได้เรียนรู้อะไรที่หลากหลาย แล้วดูว่าศักยภาพของพวกเขาไปในทิศทางไหน หรือถามไถ่ว่าพวกเขาชอบหรืออยากทำอะไร ซึ่งจะต้องไม่ใช่การบังคับหรือตีกรอบว่าลูกฉันจะต้องมุ่งหน้าไปที่สายวิทย์เท่านั้น แล้วกีดกันจินตนาการด้านศิลปะของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง ควรให้พวกเขาได้ลองเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างก่อน จะได้เจอตัวตนของตัวเอง





























