จะดีหรือ ถ้าให้เด็กเครียดกับวิชาศิลปะตั้งแต่เด็ก?

เวลาเราพูดถึงการเรียนศิลปะ ถ้าไม่ใช่คนที่เรียนเพื่อติวไปสอบเข้าคณะศิลปะ หรือไม่ใช่นิสิตศิลปะ เราก็จะนึกถึงการเรียนเพื่อฆ่าเวลา เรียนเพื่อคลายเครียด เรียนเพื่อฝึกสมาธิ เพื่อทำเป็นงานอดิเรกที่จะทำให้จรรโลงใจมากขึ้นแบบไม่ต้องกดดันตัวเองมากนัก

อีกอย่างหนึ่งที่จะนึกถึงคือการเรียนพิเศษศิลปะของเด็กน้อยชั้นประถมที่จินตนาการไว้ว่าจะต้องเป็นการวาดรูปสนุก ๆ ระบายสีเทียนสีน้ำกันชิล ๆ แต่พอเอาเข้าจริงแล้วไม่ใช่เลย!

บรรยากาศโรงเรียนสอนพิเศษศิลปะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่มีครูสอนอยู่แค่สองคน แต่ต้องดูแลเด็กเล็กตั้งแต่อนุบาลถึงประถมต้นประมาณ 6 คน ฟังดูไม่ค่อยเท่าไร แต่เอาเข้าจริงก็หอบแฮ่กเหมือนกัน ด้วยความต้องรับมือความแตกต่างของเด็กแต่ละคนให้ได้ บางคนอาจจะไม่ค่อยพูด บางคนก็ช่างพูดช่างถาม หรือบางคนอาจจะกลัวครู บางคนก็มีฝีมือแต่ต้องรอคนช่วยดึงออกมา

สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้เลยคือพ่อแม่ที่สามารถส่งเด็กเล็กเรียนพิเศษศิลปะได้ก็ถือว่ามีฐานะมีอันจะกินพอสมควร เพราะอย่างว่าศิลปะเป็นวิชาที่ไม่ได้จัดอยู่ในวิชาการสำคัญเท่าอย่างอื่น บางคนก็เลือกให้ลูกได้เรียนเพื่อฝึกสมาธิให้นิ่งขึ้นสงบขึ้น บางคนก็เห็นว่าลูกว่างเลยพยายามหาอะไรให้ลูกทำเพื่อค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบตั้งแต่ยังเด็ก แต่มีไม่น้อยเหมือนกันที่ต้องการให้ลูกเรียนศิลปะเพื่อส่งประกวด

โอ้โห เด็กประถมตัวแค่นี้ก็ต้องมาแข่งขันกันแล้ว!

ภาพเด็ก ๆ ที่เรียนศิลปะเพื่อฝึกสมาธิ มานั่งวาดรูปสนุกสนานร่าเริงกันปลิวหายไปจากหัวเลย

ทำไมต้องเครียดขนาดนั้น ?

เข้าใจในมุมของทุกฝ่ายเหมือนกัน ในมุมผู้ปกครองที่จ่ายเงินให้ลูกเรียนพิเศษก็ย่อมอยากให้ลูกได้ผลงานที่จับต้องได้กลับไปด้วย อย่างรูปสีสวย ๆ ฝีมือลูก หรือรางวัลจากการส่งรูปวาดประกวดก็ตาม

อาจจะเพราะเคยวาดรูปส่งประกวดแล้วได้รางวัลมา ก็เลยหวังว่าจะได้อีกในครั้งหน้า ซึ่งเหมือนเป็นการกดดันตัวเอง กดดันลูก แถมคนสอนไปด้วยพร้อม ๆ กันเลย

ในมุมของคนนอกอย่างคนสอนที่มองเข้าไปเนี่ย กลัวว่าวันหนึ่งเด็กเหล่านั้นจะกลายเป็นเกลียดวิชาศิลปะและการวาดรูปขึ้นมาน่ะสิ (แฮะ ๆ) เพราะมีเด็กหลายคนเลยที่เรียนศิลปะเสร็จแล้วต้องรีบไปเรียนวิชาอื่น ๆ ต่อในตอนบ่าย เรียกว่าวันสบาย ๆ อย่างเสาร์อาทิตย์ที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนใฝ่หากันเนี่ย เด็กสมัยนี้แทบไม่ได้แตะวันหยุดกันแล้วนะ…

แถมการต้องมาโดนพ่อแม่คาดหวังและกดดันในผลงานที่จะออกมาอีก ขนาดเรา ๆ บางทียังรู้สึกเครียดที่คนมาตั้งความหวังอะไรกับเรามากเลยเนอะ เด็ก ๆ ก็คงจะคิดเหมือนกัน

ผลเสียที่จะตามมากับความเครียดเกินเหตุ และการโดนกดดันจากครอบครัว

เคยเป็นมั้ยเวลาเราตั้งความหวังกับอะไรมากเกิน ถึงจะเป็นเรื่องที่เราถนัดก็เถอะ มักจะทำให้เราเครียด เกร็ง และสุดท้ายเมื่อผลงานไม่เป็นอย่างที่ต้องการก็จะผิดหวังอีก การทำงานศิลปะก็เหมือนกัน ยิ่งเป็นงานศิลปะที่ไม่จำเป็นต้องเครียดอย่างการไปเรียนพิเศษเพื่อไว้ฝึกสมาธิ หรือเพื่อเป็นงานอดิเรก การปล่อยให้มันโฟลวไป ค่อย ๆ ฝึกตัวเองและทำอย่างสบายใจน่าจะทำให้งานออกมาดี แถมสุขภาพจิตดีมากกว่าการโดนกดดันและคาดหวังกับงาน

บางทีการเรียนศิลปะที่ดีที่สุด ก็คือวาดออกมาเถอะ จินตนาการสำคัญกว่าความจริง

เคยเห็นข่าวอยู่เหมือนกัน ที่ชอบมีคนมาเล่าว่าครูสอนศิลปะในโรงเรียนสั่งให้นักเรียนวาดรูปนั่นนี่ พอเด็กวาดออกมาไม่ตรงตามความจริง หรือไม่ตรงตามที่ควรจะเป็นก็ดันไปหักคะแนน หรือวิจารณ์กลับว่ามันไม่ควรเป็นแบบนี้ บ้านก็ต้องมีประตู หน้าต่าง หลังคาสิ หมาต้องมีสี่ขาสิ หากเราจำกัดศิลปะไว้เพื่อให้วาดตามความจริงเท่านั้น สิ่งที่จะไม่ออกมาเลยก็คือจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมันเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการวาดรูป และนำไปใช้ด้านอื่นด้วยก็ได้

ส่วนด้านการเรียนพิเศษศิลปะของเด็ก ภาพที่คิดเอาไว้คือบางทีการให้เด็กได้ขีด ๆ เขียน ๆ อะไรก็ได้ลงไปในกระดาษ ละเลงสีอะไรก็ได้ ปั้นดินรูปอะไรก็ได้ บางทีอาจเป็นการกระตุ้นจินตนาการ ได้ระบายอารมณ์ แถมบางทีอาจได้ค้นหาตัวเองจริง ๆ ตั้งแต่เด็กว่าชอบอะไร และอาจเป็นการเรียนที่ได้ผลมากกว่าการกดดันซะอีก