ย้อนกลับไป 20-30 ปีก่อน ทั้งในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หรือเลือกตั้งใหญ่ เชื่อว่าคนในวัยเดียวกับผมคงน่าจะได้ยินคุณสมัคร สุนทรเวช หรือพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศก้องว่าจะ “แก้ปัญหารถติดให้จบภายใน 6 เดือน” ภาพเหล่านั้นยังติดตามาจนถึงวันนี้ แต่ทำไมในสนามเลือกตั้งปี 2569 นี้ นโยบาย “แก้รถติด” กลับหายไป หรือมันคือปัญหาที่ไม่มีทางแก้ได้ไปเสียแล้ว
ผมเองพยายามไล่ดูนโยบายของพรรคต่าง ๆ ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งเป็นเอกสารที่ส่งมาถึงประตูบ้าน เท่าที่ดูเทรนด์นโยบายแก้รถติดแบบในยุคอดีตได้หมดไปแล้ว แต่แปรเปลี่ยนเป็นนโยบายที่เน้นไปที่ “ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ” แทน ซึ่งแม้จุดหมายปลายทางมันอาจจะทำให้รถไม่ติดได้เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงบอกเลยว่าคนละเรื่องกัน
ฉะนั้น ถ้าจะบอกว่านโยบายยุคนี้ “ถอดใจ” แก้ปัญหารถติดไปแล้วก็คงจะไม่ผิดนัก แต่หันไปใช้วิธีสร้างทางเลือกใหม่ ๆ แทน อาทิ ต่อให้รถติดแค่ไหน ถ้าคุณมีรถไฟฟ้าที่ราคาถูกและเข้าถึงหน้าบ้าน คุณก็ยังมีทางรอดที่จะไปทำงานทันเวลา หรือพยายามทำให้ผู้ที่ใช้รถส่วนตัวให้มาใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะแทน
ขณะเดียวกัน ความเชื่อกับแนวทางการแก้รถติดในยุคโน้นกับยุคนี้ก็ต่างกัน สมัยเด็กนโยบายส่วนใหญ่พยายามทำให้รถวิ่งได้ลื่นไหล ด้วยการสร้างสะพานข้ามแยก อุโมงค์ทางลอด ทำทางด่วน เพราะเชื่อว่ามีถนนเพิ่มรถจะไม่ติด ซึ่งมันก็แก้ปัญหาได้ในช่วงหนึ่ง แต่เมื่อถนนเพิ่ม ก็มีรถวิ่งเพิ่มขึ้นตามมาอยู่ดี ต่อให้สร้างกี่ถนน รถก็ติดอยู่ดี
หนึ่งในนโยบายที่เราได้เห็นกันมาหลายยุคหลายสมัยแต่ไม่สามารถทำได้จริง อาทิ การจำกัดการใช้รถส่วนตัว หรือการเก็บเงินค่าเข้าเหมือนในบางประเทศ รวมไปถึงการจำกัดโควตาป้ายทะเบียน แต่ในทางปฏิบัติของบ้านเรา ในประเทศที่มีทั้งฝนทั้งแดดตลอดปี ต้องยอมรับว่าหากใครที่มีรถส่วนตัวขับแล้ว ยากที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมกลับมาใช้รถสาธารณะ
หรือแม้กระทั่งหากรถติด ๆ ในยุคนี้ ยุคที่รถพลังงานไฟฟ้าหรือ EV เข้ามาถล่มตลาดในบ้านเรา ความที่รถ EV เป็นรถที่ยิ่งทวีความประหยัดในช่วงเวลารถติด เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าไม่ต้องปั่นไฟ ผมเคยจอดเปิดแอร์ยาว ๆ 1 ชั่วโมงเต็ม ๆ ไฟลดลงแค่ 1-2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง นั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าคนใช้รถ EV ก็พร้อมยอมแลกกับการติดอยู่บนท้องถนนดีกว่าขึ้นไปเบียดกันบนรถเมล์
ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า “อากาศร้อน” ในบ้านเรา เป็นสิ่งที่ทำให้คนยังคงนิยมรถยนต์ส่วนตัวมากกว่า จากประสบการณ์ของตัวเองเวลาไปต่างประเทศแล้วขึ้นลงรถไฟฟ้าใต้ดิน ทำไมเราเดินต่ออีกเป็นกิโลยังไหว แต่กับการใช้ชีวิตในกทม. เดินนิดเดียวก็ไม่เอาแล้ว จริงอยู่ที่บริบทไปเที่ยวกับใช้ชีวิตประจำวันมันต่างกัน แต่ถ้าอากาศไม่ร้อน ผมก็เชื่อว่ามีคนพร้อมเดินเหมือนกัน
ฉะนั้น ในเมื่อมันแก้ปัญหารถติดไม่ได้ พรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็เลือกวิธีการพัฒนาระบบขนส่งแทน แต่สำหรับผม มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็อยากจะให้แยกกันไปเลย ระหว่างรถติดบนถนนกับระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรที่จะแก้ปัญหาให้คนที่เขาขับรถยนต์ส่วนตัวที่เสียภาษีให้กับประเทศด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่เชิญชวนให้ไปใช้รถสาธารณะกันอย่างเดียว
จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมา เชื่อว่าถ้ามีการวิเคราะห์ปัญหารถติดกันให้ดีในแต่ละจุด ก็พอมีทางที่จะบรรเทาได้แน่นอน ยกตัวอย่าง แยกบิ๊กซีสะพานใหม่ ที่ถนนพหลโยธินตัดกับถนนตัดใหม่เทพรักษ์ ปกติเป็นแยกไฟแดงที่ติดยิ่งกว่าติด ตอนนี้พอทำสะพานข้ามแยกเสร็จ มีการยกเลิกไฟแดง รถที่จะเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดได้เลย ส่วนรถเลี้ยวขวา ก็วนไปกลับรถขึ้นสะพานกลับมา สำหรับผมแก้รถติดได้เกิน 50 เปอร์เซ็นต์
สุดท้ายแม้นโยบายเกือบทุกพรรคจะเน้นไปที่การขนคน (พัฒนาระบบราง/รถเมล์) แทนการขนรถ (สร้างถนนใหม่) เพื่อลดจำนวนรถส่วนตัวที่เป็นต้นเหตุ แต่ตราบใดที่ระบบขนส่งยังทำให้รู้สึกสบายและปลอดภัยกว่ารถส่วนตัวไม่ได้ ก็คงต้องยอมรับความจริงว่า “รถติด” คือเหตุการณ์ปกติของโลกที่ต้องเผชิญกันต่อไปครับ