เวลาที่คุณมีอาการเจ็บป่วยทางกาย เช่น เป็นไข้ ตัวร้อน ปวดหัว เจ็บคอ ไอ คัดจมูก คุณมักจะรู้ตัวแทบจะทันทีว่าคุณกำลังไม่สบาย หลังจากนั้นคุณก็จะทำอะไรบางอย่างเพื่อบรรเทาอาการป่วยให้ทุเลาลง อาจจะกินข้าว กินยา ลางาน แล้วนอนพักผ่อน ในขณะที่อาการเจ็บป่วยทางใจกลับตรงกันข้าม เพราะคุณจะไม่รู้ตัวในทันทีหรอกว่าตัวเองกำลังป่วย ถึงขั้นที่เป็นโรค อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันมากพอสมควรระหว่างการรักษาอาการป่วยทางกายและทางใจ
คนทั่วไปมักจะรู้สึกในทางลบต่อตนเองและต้องเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อต้องยอมรับว่าตนเองมีอาการเจ็บป่วยทางจิตใจ ด้วยความเข้าใจอันบิดเบี้ยวที่เชื่อสืบต่อกันมายาวนานว่า “อาการทางจิต=บ้า” หรือ “คนที่ไปพบจิตแพทย์=เป็นคนบ้า” ทั้งที่ความจริงอาการป่วยทางจิตใจมีหลายระดับ และปัญหาสุขภาพจิตก็ไม่ได้หมายความว่า “บ้า” เพราะคนบ้าคือคนเสียสติ วิกลจริต สติฟั่นเฟือน ถึงขั้นที่พูดจาไม่รู้เรื่องไปแล้ว ถ้าคุณยังสามารถไปนั่งรอพบจิตแพทย์ได้เหมือนกับที่นั่งรอแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย คุณยังมีสติคุยกับหมอ คุณจะเป็นคนบ้าได้อย่างไร
ด้วยความกังวลข้างต้น หลายคนจึงมักจะหลอกตัวเองด้วยการสวมหน้ากากที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อปิดบังสภาพจิตใจที่แตกร้าว อ่อนไหว เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน หลายคนเลือกวิธีโพสต์อวดรูปภาพชีวิตดี ๆ ลงในโซเชียลมีเดีย เพื่อให้คนทั่วไปเห็นคุณในมุมที่คุณอยากให้เขาเห็น หรืออีกกรณี คุณกลัวว่าหากคนอื่นรู้ว่าคุณมีอาการเจ็บป่วยทางจิตใจ เขาจะรู้สึกไม่ดีกับตัวคุฯ คุณจะไม่ได้รับการยอมรับ เยาะเย้ย เหยียดหยาม หรือแย่ที่สุดคือถูกผลักไสออกจากวงสังคม คุณจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะขอความช่วยเหลือและปฏิเสธอาการป่วยให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
นั่นไม่ใช่เรื่องผิดที่คุณจะอยากให้คนอื่นเห็นแค่มุมสวยงามในชีวิตของคุณ หรือกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากคนอื่นรู้ถึงภาวะเจ็บป่วยทางจิตใจของคุณ แต่มันคงไม่ดีนักที่คุณเลือกที่จะปฏิเสธอาการป่วยแล้วไม่ยอมรักษาให้หาย แทนที่จะนัดพบจิตแพทย์ บางรายยังเลือกที่จะใช้ยาเสพติดหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อรับมือกับอาการทางจิตใของตนเองด้วย ยิ่งทำให้เรื่องไปกันใหญ่
ในเมื่อคนเราทุกคนล้วนต้องการการมีสุขภาพจิตที่ดี สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ดังนั้น หากคุณมีอาการป่วยทางจิตใจ คุณควรตั้งใจที่จะขอความช่วยเหลือและรักษาอาการเหล่านั้นตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่อาการจะหนักจนรับมือไม่ได้ ลองมาดูกันว่าอาการที่คุณเป็นอยู่ จัดเป็นความผิดปกติทางจิตใจแบบใด มีแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรคอะไร เพื่อที่จะได้วางแผนรักษาต่อไป
1. โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD))
หรือที่รู้จักกันว่าภาวะ PTSD เป็นความผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านเหตุการณ์ที่สะเทือนจิตใจรุนแรง ส่งผลให้เกิดความเครียดจนกระทบต่อการดำเนินชีวิต ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เนื่องจากมักจะเห็นภาพเหตุการณ์รุนแรงหรือสะเทือนใจที่ตนเองเคยประสบมาก่อนอยู่บ่อย ๆ แม้จะพยายามไม่นึกถึง หรือพยายามลืมก็ตาม อาจฝันร้ายถึงเหตุการณ์ที่คุกคามชีวิตหรือที่กระทบกระเทือนจิตใจ สำหรับผู้ที่ป่วยหลายราย พบว่ามีอาการที่รุนแรงมากพอที่จะกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการทำหน้าที่รับผิดชอบได้เลย อาการทั่วไปของผู้ป่วย เช่น
- ในหัวมักจะมีภาพความทรงจำเลวร้ายแบบซ้ำ ๆ ทั้งที่ไม่อยากเห็นเหตุการณ์นั้นอีกต่อไป
- มักมีภาพที่นึกย้อนถึงเหตุการณ์นั้น ๆ แม้ว่าจะใช้ชีวิตตามปกติ
- ฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงที่เคยประสบ
- มีปฏิกิริยาทางกายต่อเหตุการณ์ที่สร้างความทรงจำที่กระทบกระเทือนจิตใจ
- หลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ
- หลีกเลี่ยงบุคคล สถานที่ และสิ่งที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการนึกคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น
- มีความรู้สึกสิ้นหวัง
- มีการสูญเสียความทรงจำบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ
- ความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีปัญหา
- ขาดความสนใจในกิจกรรมประจำวัน
- รู้สึกว่าต้องได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่อง
- รู้สึกเหมือนตกอยู่ในอันตรายอย่างต่อเนื่อง
- สมาธิสั้น
- มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย
- ตกใจง่าย
- นอนไม่หลับ
- อาจมีการใช้สารเสพติด
- มีพฤติกรรมอันตราย
2. โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder)
โรคย้ำคิดย้ำทำ เป็นความวิตกกังวลเพราะต้องการหลีกเลี่ยงจากเหตุการณ์ร้าย ๆ จนกระตุ้นให้เกิดความคิดซ้ำ ๆ และแสดงออกด้วยการทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ เพื่อลดความไม่สบายใจจากความกังวลว่าจะเกิดสิ่งนั้น แม้ตัวผู้ป่วยเองจะรู้สึกเหมือนกันว่ามันไม่มีเหตุผล แต่ก็ไม่สามารถหยุดความคดและการกระทำที่ว่าได้ จึงมักจะหมดเวลาไปกับอาการดังกล่าว ดังนั้น ความรุนแรงของโรคนี้ก็สามารถกระทบกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน รวมถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ อาการทั่วไปของผู้ป่วย คือ
- รู้สึกวิตกกังวลเมื่อบางสิ่งบางอย่างไม่ได้อยู่ลิสต์หรือในตำแหน่งที่ถูกต้อง
- สงสัยและต้องเช็กอยู่บ่อยครั้งว่าล็อกประตูแล้วหรือยัง
- สงสัยและต้องเช็กอยู่บ่อยครั้งว่าปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วหรือยัง
- กลัวมือสกปรก หรือกลัวว่าจะไปแตะต้องอะไรที่เป็นพิษมา
- หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม เพราะกลัวที่จะโดนตัวผู้อื่น
- การล้างมือซ้ำ ๆ
- การนับจำนวน
- มักจะต้องตรวจสอบสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจอยู่บ่อยครั้ง
- การพูดซ้ำ ๆ
- การจัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบ
3. โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder)
เป็นโรคที่ต้องตระหนักรู้ให้มากขึ้นในปัจจุบัน ต้องมีการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคมกับเกี่ยวโรค ซึ่งเป็นอาการเจ็บป่วยจากสารสื่อประสาทในสมอง ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยจิตใจอ่อนแอหรือเป็นคนไม่สู้ชีวิตอย่างที่เข้าใจ เป็นโรคทางอารมณ์ที่ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำอะไร การดำเนินชีวิตเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความรู้สึกดังกล่าวทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง อาการป่วยรุนแรงมากพอที่จะขัดขวางการใช้ชีวิตตามปกติ และหน้าที่ความรับผิดชอบส่วนตัว อาการทั่วไปของผู้ป่วย คือ
- มีความรู้สึกสิ้นหวัง เศร้า ทุกข์ทรมานอย่างท่วมท้น
- ขาดความสนใจหรือความเพลิดเพลินในกิจกรรมที่ปกติชอบทำ
- เกิดความรู้สึกไร้ค่าและความรู้สึกผิดบางอย่างในชีวิต มักโทษตัวเอง
- การนอนหลับที่ผิดปกติ ทั้งอาการนอนไม่หลับและการนอนที่มากเกินไป
- มีความรู้สึกกระสับกระส่ายและหงุดหงิด อะไรก็ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง
- ขาดสมาธิ
- การกินอาหารผิดปกติ ทั้งเบื่ออาหารและกินอาหารจุกว่าที่เคย
- มีความคิดที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
- มีความคิดฆ่าตัวตาย
4. โรคอารมณ์สองขั้วหรือไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)
หลายคนสับสนระหว่างโรคซึมเศร้ากับโรคไบโพลาร์ เนื่องจากไบโพลาร์เป็นโรคที่มีการสลับกันของอารมณ์แบบสองขั้ว ช่วงหนึ่งของผู้ป่วยไบโพลาร์ก็จะพบกับอารมณ์ขั้วที่ซึมเศร้าอย่างรุนแรงเช่นกัน จนอาจเข้าใจว่าเป็นซึมเศร้า แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ปรากฏอารมณ์อีกขั้วหนึ่งขึ้นมา เป็นขั้วที่รู้สึกสนุกสนาน อารมณ์ดี คึกคักจนเกินปกติ ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาระหว่างสองอารมณ์อยู่บ่อย ๆ อาการป่วยรุนแรงมากพอที่จะขัดขวางการใช้ชีวิตตามปกติ และหน้าที่ความรับผิดชอบส่วนตัวได้เช่นกัน อาการทั่วไปของผู้ป่วย เช่น
- ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ ฟุ้งซ่านง่าย
- คิดเร็ว คิดหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน
- ช่วงอารมณ์ดี อาจรู้สึกร่าเริงเกินจริง กล้าทำอะไรที่เกินความมั่นใจในตนเอง
- รู้สึกกระวนกระวายใจได้ง่าย
- ทำอะไรที่เกินตัวจนผิดปกติ เช่น การใช้จ่ายที่มือเติบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หรือแต่งหน้าจัดทั้งที่ปกติไม่เคย
- มีการทำกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- มีความรู้สึกสิ้นหวัง เศร้า ทุกข์ทรมานอย่างท่วมท้น
- ขาดความสนใจหรือความเพลิดเพลินในกิจกรรมที่ปกติชอบทำ
- เกิดความรู้สึกไร้ค่าและความรู้สึกผิดบางอย่างในชีวิต มักโทษตัวเอง
- การนอนหลับที่ผิดปกติ ทั้งอาการนอนไม่หลับและการนอนที่มากเกินไป
- มีความรู้สึกกระสับกระส่ายและหงุดหงิด อะไรก็ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง
- ขาดสมาธิ
- การกินอาหารผิดปกติ ทั้งเบื่ออาหารและกินอาหารจุกว่าที่เคย
- มีความคิดที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
- มีความคิดฆ่าตัวตาย
5. โรคจิตเภท (Schizophrenia)
โรคจิตเภท เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความผิดปกติของความคิดเป็นลักษณะเด่น มีปัญหาเรื่องความคิด อารมณ์ บุคลิกภาพ และพฤติกรรมที่เกิดจากอาการหลงผิดและภาพหลอน พูดจาไม่รู้เรื่อง เป็นโรคที่ลักษณะอาการค่อนข้างรุนแรงกว่าโรคอื่น ๆ ก่อนหน้า เพราะผู้ป่วยจะมีความคิดและการรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง รุนแรงมากจนขัดขวางการใช้ชีวิตตามปกติ และหน้าที่ความรับผิดชอบส่วนตัวไปเลย อาการทั่วไปของผู้ป่วย เช่น
- มีภาพลวงตาจากความเชื่อที่ผิด ๆ
- เห็นภาพหลอน การรับรู้ทางประสาทสัมผัสที่ผิดพลาด
- หูแว่ว ได้ยินเสียงคนพูดวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง ซึ่งผู้ป่วยได้ยินเพียงคนเดียว
- ความคิดไม่เป็นระเบียบ สื่อสารแบบไม่เข้าใจความหมาย พูดจาไม่รู้เรื่อง
- ก้าวร้าว อาละวาด
- หลงผิด คิดว่าตนเองมีพลังพิเศษ
- หวาดระแวงว่าใครจะเข้ามาทำร้าย
- มีพฤติกรรมที่ไม่เป็นระเบียบ มีบุคลิกท่าทางที่แปลกประหลาดออกไป
- เฉยเมย ไม่มีอารมณ์ร่วม
- ขาดการสบตา
- ไม่มีสุขอนามัยส่วนบุคคล
6. โรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa)
จัดเป็นอาการทางจิตที่ผิดปกติประเภทหนึ่ง มักเกิดขึ้นกับหญิงและชายที่อยากผอม อยากหุ่นดี แต่พยายามลดความอ้วนด้วยวิธีผิด ๆ ปฏิเสธการกินและออกกำลังกายอย่างหักโหมจนร่างกายพังเพราะขาดพลังงานและสารอาหาร หรือใช้ทางลัดเพื่อให้ผอมเร็ว ๆ เช่น ยาลดความอ้วน ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ แม้ว่าจะผอมลงมากแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่าตนเองอ้วนอยู่ อาการป่วยรุนแรงมากพอที่จะขัดขวางการใช้ชีวิตตามปกติ และหน้าที่ความรับผิดชอบส่วนตัวได้เช่นกัน อาการทั่วไปของผู้ป่วย เช่น
- น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากการลดความอ้วนผิดวิธี
- ซูบผอม ไม่มีแรง กล้ามเนื้อลีบแบน
- ภาวะฟันสึกกร่อน
- ผมบาง ผมร่วง
- เล็บเปราะ
- ท้องผูก
- ขาดสารอาหาร
- มีอาการวิงเวียนศีรษะ
- แขนขาบวม
- ขาดน้ำ
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ข้อนิ้วมีอาการระคายเคือง
- มีข้อจำกัดด้านการกินอาหารแบบสุดโต่ง
- ออกกำลังกายมากเกินไป
- ล้วงคอเพื่อให้อาเจียน
- กลัวน้ำหนักเกิน
- ใส่เสื้อผ้าหลายชั้นเพื่อปกปิดความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย
7. โรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa)
จัดเป็นอาการทางจิตที่ผิดปกติประเภทหนึ่ง ที่ใกล้เคียงกับโรคคลั่งผอม เนื่องจากมีความต้องการผอม อยากหุ่นดี เหมือนกัน แต่พฤติกรรมจะต่างออกไป ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกผิดหลังจากที่กินอาหารเข้าไป กินเสร็จแล้วกลัวอ้วน จึงพยายามกำจัดอาหารที่กินเข้าไปด้วยการล้วงคอให้ตัวเองอาเจียนออกมา เมื่อทำไปสักระยะร่างกายจะเริ่มอาเจียนออกมาหลังกินอาหารเองโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังอาจมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมร่วมด้วย อาการป่วยรุนแรงมากพอที่จะขัดขวางการใช้ชีวิตตามปกติ และหน้าที่ความรับผิดชอบส่วนตัวได้เช่นกัน อาการทั่วไปของผู้ป่วย คือ
- พยายามจะอาเจียนด้วยตนเองหลังจากกินอาหาร
- เมื่อกินอาหารในปริมาณที่มากผิดปกติ จะรู้สึกผิดมาก ต้องกำจัดทิ้ง
- เยื่อบุหลอดอาหาร กระเพาะอาหารฉีกขาดเนื่องจากอาเจียนมาก
- ขาดสารอาหาร
- กลัวน้ำหนักเกิน
- ออกกำลังกายมากเกินไป
- การใช้ยาระบายและยาขับปัสสาวะมากเกินไปในการลดน้ำหนัก
- มีข้อจำกัดด้านการกินอาหารแบบสุดโต่ง
- มีความละอายและความผิดหลังมื้ออาหาร






























