Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ All of Us Are Dead ซอมบี้บุก เราจะตายกันหมดละจ้า!

All of Us Are Dead ซอมบี้บุก เราจะตายกันหมดละจ้า!

เหตุการณ์ในเช้าวันจันทร์ที่ 31 ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่เปิดงานเข้าออฟฟิศวันแรก หลังจากที่ Work from Home อยู่เกือบเดือน (ตั้งแต่หลังหยุดยาวปีใหม่) พี่เจ้าของแอ็กเคานต์ Netflix ที่ทำงานด้วยกัน (และเราไปอาศัยจอเขาดู!) เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสดใสแทนคำว่าสวัสดีในเช้าวันนั้นว่า “นี่! พี่ดูซีรีส์เรื่องนั้นจบแล้วแหละ เรื่องนักเรียนซอมบี้อะ สนุกดีนะ” โอ๊ย! ตลกอะ ก็นะ มันต้องสนุกแค่กันถึงกลายเป็นคำทักทายและหัวข้อสนทนาแรกของวันของชะนี 2 คน ที่ไม่ได้เจอหน้ากันร่วมเดือนแบบนี้

สำหรับซีรีส์เรื่อง All of Us Are Dead หรือชื่อภาษาไทยว่า มัธยมซอมบี้ เป็นซีรีส์ที่วางแผนไว้แล้วว่าจะดูให้จบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (31 ม.ค. – 4 ก.พ.) แล้วค่อยเอาขึ้นคอลัมน์เที่ยงวันนี้แหละ ด้วยความยาว 12 ตอนที่ปล่อยออกมารวดเดียวตามสไตล์ Netflix ดิฉันไม่สามารถดูเรื่องที่ปล่อยออกมาในวันศุกร์ให้จบแล้วเอาขึ้นคอลัมน์เช้าวันรุ่งขึ้นได้ในสัปดาห์ที่แล้ว ถึงปกติจะติดซีรีส์และผู้ชายในซีรีส์แค่ไหน การนอน (อย่างน้อยงีบก็ยังดี) ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ ไม่งั้นจะไม่สามารถถ่างตาทำอะไรได้เลย สมองก็จะคิดอะไรไม่ออกด้วย

ในเวลานี้ All of Us Are Dead เป็นซีรีส์ฮิตติดลมบนที่ถูกกล่าวถึงในโซเชียลมีเดียชนิดที่ว่าเปิดแพลตฟอร์มไหนก็เจอคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้ไปแล้ว พอเข้าใจได้ว่าพล็อตแฟนตาซีวิ่งหนีซอมบี้มันก็เรียกคนได้จำนวนไม่น้อยอยู่แล้ว บวกกับได้ทัพนักแสดงกลุ่มนี้มาด้วยเลยทำให้เรื่องมันน่าดูขึ้นไปอีก ส่วนตัวรู้จักน้องพักโซโลมน ที่เล่นบทซูฮยอกหรือซูเปลือยที่ตกคนไทยได้มากมายมานานแล้ว ตั้งแต่เว็บซีรีส์เรื่อง Sweet Revenge ในปี 2017 ก็เลยตาม IG น้องมาตั้งแต่มีคนตามอยู่หลักแสนต้น ๆ จนตอนนี้ปาเข้าไปจะสามล้านแล้วพ่อคุณ

ส่วนนักแสดงคนอื่น ๆ ก็คุ้นหน้าประปรายมาจากซีรีส์เรื่องเดียวกัน (Sweet Revenge) คือจะบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้ได้นักแสดงทีมจากเรื่อง Sweet Revenge มาร่วมงานกันอีกครั้งหลายคนมาก แนะนำให้ไปหาดู เพราะสนุกและน่ารักดี มีผู้ชายงานดีเยอะแยะ (ที่ดูตอนนั้นก็เพราะมีชาอึนอูเล่น) น้องผู้หญิงที่เล่นเป็นหัวหน้าห้องก็เพิ่งจะลาจอกับบทนางเอกเรื่อง School 2021 ไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้นเอง แต่เรื่องนั้นไม่ได้เป็นกระแสเท่าเรื่องนี้ เพราะมันหาซับไทยถูกลิขสิทธิ์ดูไม่ได้ และบทยัยตัวร้ายสุดน่ารำคาญ ใน Squid Game ฉันอุตส่าห์ร้องไห้เพราะหล่อนเลย

เรื่องย่อของ All of Us Are Dead คงไม่ต้องอารัมภบทเยอะ เพราะหลายคนดูจบแล้ว ส่วนคนที่ยังไม่ได้ดูก็น่าจะกำลังหลบสปอยล์อยู่ ก็เล่นเป็นกระแสดังขนาดติดอันดับ 1 บน Netflix ประเทศไทยขนาดนี้ แถมยังติด Top 10 ในอีก 91 ประเทศทั่วโลก จึงเชื่อว่าน่าจะยังครองอันดับ Top 10 ต่อไปอีกสักระยะหนึ่งทีเดียว

All of Us Are Dead เมื่อเกิดเรื่องขึ้นในโรงเรียนมัธยมปลายประจำเมืองแห่งหนึ่ง จากโรงเรียนที่เด็กทุกคนกำลังใช้ชีวิตประจำวันกันตามปกติ กลายเป็นขุมนรกที่ทุกคนต้องลุกขึ้นมาวิ่งหนี ซ่อนตัว และต่อสู้ จากวิกฤติไวรัสซอมบี้ระบาด ซึ่งจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาดอย่างบ้าคลั่งนี้มาจากหนูตัวเล็ก ๆ ตัวเดียวและเด็กผู้หญิงที่อยากเล่นกับหนู สุดท้ายการระบาดในโรงเรียนลามออกไปข้างนอก จนคนทั้งเมืองกลายเป็นซอมบี้ ใครที่ยังอยู่รอดยังไม่กล้าร่างก็ต้องหาทางฝ่าด่านหฤโหดให้มีชีวิตรอด ซ้ำร้าย ความช่วยเหลือที่รออยู่นานกลับกลายเป็นเรื่องน่าผิดหวัง

และใช่ค่ะ ซีรีส์เรื่องนี้มีอยู่ 12 อีพี (อีพีละประมาณ 1 ชั่วโมง) ดิฉันต้องนั่งดูคนพวกนี้วิ่ง วิ่ง แล้วก็วิ่งตลอด 12 ชั่วโมง เห็นแล้วหอบแทน ส่วนตัวคิดว่าเรื่องมันยืดไปหน่อย คือไม่จำเป็นต้องมีถึง 12 ตอนหรอก มันมีหลาย ๆ ฉากที่มันสามารถตัดให้กระชับกว่านี้ได้ รวมถึงต้องมานั่งหงุดหงิดกับตรรกะไม่สมบูรณ์บางอย่างของตัวละคร แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าต้นฉบับมันเป็นการ์ตูนมาก่อน ที่สำคัญ ทุกการกระทำของตัวละครมันก็มีเหตุผลสนับสนุนแหละ เพียงแค่เรามองว่ามันไม่มีเหตุผลเท่านั้นเอง

สำหรับเรื่องนี้ เราจะเจอกับมนุษย์ทุกรูปแบบ ทุกรูปแบบจริง ๆ หลากหลายอารมณ์ ครบรสมาก ที่ชัดสุดคงจะกลิ่นคาวเลือดอะ มาบ่อย มาเต็ม มาแบบกระฉูด มาแบบไหลนอง ที่สำคัญเราจะได้เห็นว่าระหว่างการเอาตัวรอดของเด็ก ๆ กลุ่มนี้มันมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง มิตรภาพ ความรักพ่อแม่ ความรักหนุ่มสาว ความรักครูบาอาจารย์ ความเสียสละ ความเห็นแก่ตัว ความชั่วร้ายในจิตใจ ความไม่ยอมแพ้ ความอาฆาตพยาบาทไม่ลดละ วิธีเอาต้วรอดแบบที่ต้องใช้สติและปัญญา เพราะความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม การช่วยเหลือซึ่งกันแลกัน และที่สำคัญที่สุดคือ ความเหนื่อย ซีรีส์บ้าอะไรมี 12 อีพีก็เล่นวิ่งหนีมันทั้ง 12 อีพี ดูแล้วเหนื่อยแทน หืดขึ้นคอแล้วเนี่ยซิส

เกรดไม่สำคัญหรอกนะ ปลอดภัยแข็งแรงน่ะดีที่สุดแล้ว

ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากปากของพ่อแม่ของเด็กเกาหลี คือพ่อแม่ที่ไม่คาดหวังผลการเรียนลูกจนลูกต้องเครียดอย่างหนักมันก็พอมีแหละ แต่คิดว่าก็แค่ส่วนน้อย เพราะสังคมเกาหลีใต้ถือเป็นสังคมที่ขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขันที่สูงมาก อีกทั้งยังวัดคุณค่าของเด็กคนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยที่พวกเขาเรียนจบมา อารมณ์ว่าถ้าจบจากที่นี้ได้ก็จะมีสิทธิพิเศษบางอย่าง ได้รับการยอมรับ มีหน้ามีตา มีสถานะทางสังคมได้ไม่ยาก ส่วนคนที่จบมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่รอง ๆ ลงมาก็จะโดนเลือกปฏิบัติลดหลั่นกันไป แต่อย่างน้อยการได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ไม่ดังก็ยังดีกว่าไม่เรียนต่ออยู่ดี

เด็กม.ปลายแทบทุกคนจะถูกผลักดันให้เรียนต่อมหาวิทยาลัย มันเป็นแรงกดดันทางสังคมที่ทำให้เด็กมีทางเลือกไม่มาก (แต่จริง ๆ จะไม่เรียนก็ได้) พ่อแม่จะพยายามสนับสนุนและคาดหวังให้พวกเด็ก ๆ เรียนให้เก่งและสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ที่นั่นไม่มีมหาวิทยาลัยเอกชน ถ้าสอบไม่ติดแต่อยากเรียน ต้องรอสอบใหม่เท่านั้น ทำให้ความต้องการที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยของเด็กเกาหลีมีสูงมาก การแข่งขันเพื่อให้ตนเองได้เข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาจึงเข้มข้นสุด ๆ และจำเป็นต้องเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังอันดับต้น ๆ ด้วย เพราะมีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตในอนาคต

คนเกาหลีมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนที่ไม่เรียนมหาวิทยาลัยหรือมีการศึกษาไม่สูง และประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงในสังคมไทยอย่างคำว่า “เรียน/จบที่ไหนก็เหมือนกัน ชื่อมหาวิทยาลัยไม่ได้สำคัญ” ก็ใช้ไม่ได้กับที่นั้น เป็นเรื่องจริงของที่นั่นที่การได้เรียนในมหาวิทยาลัยดัง ๆ คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ถ้าเด็กต้องการโอกาสในการมีงานทำ โอกาสที่จะได้รับการยอมรับในสังคม โอกาสที่จะพลิกชีวิตตัวเอง เด็กก็ต้องขวนขวายและดิ้นรนพาตัวเองเข้ามหาวิทยาลัย Top 5 ให้ได้ พวกเขาต้องจบมาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของประเทศ ตรงนี้แหละที่เพิ่มโอกาสให้พวกเขา

ในกรณีที่สังคมเกาหลีเป็นแบบนี้ เชื่อเถอะว่าพ่อแม่ทั่วไปก็ต้องการให้ลูกมีโอกาส มีอนาคต มีชีวิตที่ดี พวกเขาล้วนอยากให้ลูกเรียนให้เก่ง ๆ แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยดัง ๆ ให้ได้ พ่อแม่หลายคนกดดันการเรียนลูกตัวเองจนถึงขนาดที่เด็กขอยอมตายดีกว่า หลาย ๆ คนทำเหมือนไม่กดดัน เพราะอยากเห็นลูกแข็งแรงปลอดภัยมากกว่าที่จะต้องเคร่งเครียดขนาดนั้น อีกทั้งกำลังทรัพย์จะส่งลูกเรียนสูงขนาดไหนก็ไม่ไหว จึงต้องทำเหมือนไม่แคร์ผลการเรียนลูก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในใจก็ยังคาดหวังอยู่ดี

พ่อแม่ทั่ว ๆ ไปอยากให้ลูกได้ดีกว่าตนเอง จะได้ไม่ต้องมาลำบากเหมือนตัวเอง และรู้ว่าสิ่งที่จะส่งเสริมและผลักดันชีวิตของลูกให้ไปถึงจุดสูง ๆ ได้ก็คือการศึกษา ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพจิตใจของลูก ไม่ผลักลูกให้ตกนรกทั้งเป็นเพราะกดดันอย่างหนักและคาดหวังสูงเกินความสามารถของเด็ก นั่นแหละ เลยจะมีพ่อแม่สักกี่คนที่จะพูดกับลูกว่าเรื่องเกรดไม่สำคัญ ขอแค่พวกเขาแข็งแรง ปลอดภัย พ่อแม่ก็พอใจแล้ว ในเมื่อผลการเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เด็กไปอยู่ในจุดที่สูงกว่านี้ได้

ผู้ที่แข็งแกร่งคอยกัดทึ้งคนอ่อนแอตลอดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

นี่คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของเรื่องนี้ ผู้ชายคนหนึ่งที่พร่ำก่นด่าตัวเองว่า “ระบบของการใช้ความรุนแรง คนไม่สลักสำคัญอย่างผม ไม่สามารถเปลี่ยนระบบได้” สร้างเชื้อไวรัสขึ้นมาก็เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงลูกของตัวเองที่กลายเป็นคนที่อ่อนแอในสังคมโรงเรียน ถูกรุมรังแก ไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกละเลย เมินเฉย ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการสมรู้ร่วมคิด ผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามจะทำให้ลูกของตัวเองเป็นเด็กปกติ มีเพื่อน มีสังคมปกติอย่างที่เด็กคนอื่น ๆ มี กลับต้องมาเจอกับพวกคนแก๊งเด็กเกเรตามกลั่นแกล้งรังแก จนถึงขั้นที่คิดจะจบชีวิตเพื่อหนีสิ่งที่ตนเองต้องเผชิญ

ไม่ใช่แค่ในสังคมเกาหลีหรอก การกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนไทยก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันเท่าไรนักหรอก พ่อแม่เลี้ยงลูกมาแบบไหนให้กลายเป็นเด็กเกเรคอยรังแกคนอื่น ๆ แน่นอนว่าตัวเด็กเองถ้าไม่ได้ถูกปลูกฝัง ถูกเลี้ยงดูมาแบบผิด ๆ หรือเห็นตัวอย่างอะไรแบบนั้นมา เด็กเล็ก ๆ คิดเองไม่ได้หรอกเรื่องที่แกล้งเพื่อนเอาสนุกน่ะ เพราะไม่เลยเถิดจากการเล่นกันตามประสา แต่มันมุ่งหวังที่จะควบคุมชีวิตคนอื่นแล้ว เด็กคนหนึ่งต้องตกเป็นเบี้ยล่างของเด็กอีกคนหนึ่ง โดยที่พวกเขาก็หมดหนทางจะสู้ เพราะกระบวนการยุติธรรมไม่เคยให้พื้นที่พวกเขา

นี่ยังไม่รวมพวกเด็กที่พ่อแม่มีอำนาจมีบารมีเลยนะ เพราะเด็กหลาย ๆ คนก็ถูกเลี้ยงดูมาแบบทำอะไรไม่ผิด ถ้าเหมือนจะผิดเดี๋ยวใช้เงินยัด ใช้อำนาจจัดการเอาเดี๋ยวก็รอด ส่วนผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องก็ไม่เคยเห็นหัวเหยื่อ เพราะตัวเองได้รับประโยชน์ หรือเพราะตัวเองไม่เดือดร้อน ในเมื่อระบบที่คนไม่เท่ากันเอื้อให้ฝ่ายหนึ่งสามารถกระทำกับอีกฝ่ายได้ตามใจชอบโดยไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ ทุกคนปล่อยให้เรื่องเงียบ พยายามปิดข่าวเพราะไม่อยากเจอเรื่องยุ่งยาก เสียชื่อเสียง ชีวิตเด็กที่โดนรุมกระทำจากเพื่อนเกเรยังไม่พอ ยังมาเจอกับผู้ใหญ่ที่เมินเฉยอีก แบบนี้ก็ตายทั้งเป็นน่ะสิ!

แล้วจะมีวิธีไหนที่พวกเขาจะลุกขึ้นมาสู้ได้ล่ะ ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ในเมื่อพยายามช่วยลูกทุกวิถีทางแล้วไม่สามารถช่วยได้ ลูกยังคงถูกตามรังแกไปเรื่อย ๆ แม้ว่าจะย้ายโรงเรียนแล้ว สุขภาพจิตพังอย่างหนักจากการโดนกลั่นแกล้งจนคิดฆ่าตัวตาย ผู้ชายคนนี้ในฐานะพ่อไม่สามารถทนดูลูกตัวเองอยู่ในสภาพนี้ได้อีกต่อไป เขาเลยต้องลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ลูกของเขาแข็งแกร่งขึ้น

จุดเริ่มต้นของเชื้อไวรัสมรณะที่ทำให้คนทั้งเมืองกลายเป็นซอมบี้ก็เลยเริ่มมาจากจุดนี้ การที่ต้องทนดูลูกตัวเองถูกรังแกโดยที่พยายามช่วยเหลือแล้วแต่ทำอะไรไม่ได้เนื่องจากระบบเฮงซวยของสังคม เขาก็ต้องจัดการเองแม้ว่ามันจะเป็นศาลเตี้ยก็ตาม เขาพยายามทำทุกอย่างให้ลูกแข็งแกร่งขึ้น อย่างน้อยการที่แข็งแกร่งขึ้นมาก็ยังพอให้สู้กลับได้บ้างโดยไม่เพลี่ยงพล้ำแล้วโดนรุมมากกว่าเดิมเพราะคิดสู้ มาจนถึงจุดที่บอกว่าแทนที่จะต้องตายในคราบมนุษย์ แต่ลูกของเขาต้องอยู่รอดแม้ว่าจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดก็ตาม

การต้องมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่ตายไป มันเห็นแก่ตัวเกินไป

ดูแล้วได้แต่รู้สึกหดหู่ ช่วงอีพีท้าย ๆ นี่ทำเอาน้ำตานองหน้า การที่ต้องมีชีวิตอยู่รอดเพราะคนอื่น ๆ ต้องเสียสละ มันไม่ใช่ความเจ็บปวดที่จะลืมได้ง่าย ๆ เพราะเราต้องอยู่กับความรู้สึกที่ว่าคนเหล่านั้นต้องมาตายเพราะช่วยให้เรารอด จะเป็นความรู้สึกที่กัดกินจิตใจไปตลอดชีวิต เป็นการมีชีวิตอยู่ที่แย่กว่าการตายไปเลยเสียอีก อย่างที่ตัวละครหลักตัวหนึ่งพูดออกมานั่นแหละ ว่า “มันรู้สึกแย่มากที่รอดเพราะใครช่วยไว้ ไม่มีอะไรที่เราทำเพื่อพวกเขาได้เลย”

ที่รอดมาได้เพราะมีใครบางคนช่วยไว้และเสียสละตัวเองไป คนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะจมกับความรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ว่าเราเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาต้องตาย แต่เป็นเพราะเรากลับตอบแทนความเสียสละของพวกเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อพวกเขาได้ การยังมีชีวิตและใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดีที่สุดอยู่เพื่อตอบแทนคนที่ตายไปก็เป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวจนไม่น่าให้อภัย ที่สำคัญไม่ใช่การตอบแทน เพราะการที่ต้องเห็นคนที่ตัวเองรักตายไปต่อหน้าต่อตาทั้งที่เขาก็ไม่ได้อยากจะตายแล้วเรายังมีชีวิตรอดอยู่เพราะเขาช่วยไว้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลืมไปจากจิตใจ

เอาเข้าจริง ในตอนจบของซีรีส์เรื่องนี้รู้สึกสงสารคนที่รอดพอ ๆ กับคนที่ตายไปเลยนะ การมีชีวิตรอดของพวกเขามันไม่ใช่เพราะโชคดี แต่แลกมากับการต่อสู้ที่แลกด้วยชีวิตอีกตั้งกี่ชีวิต บางคนที่ตายไปพวกเขาก็จำเป็นต้องลงมือฆ่าเองเพื่อให้ตัวเองรอด อีกฝ่ายตายจากไปทั้งที่ไม่มีโอกาสได้ร่ำลาดี ๆ ไม่มีพรุ่งนี้แบบที่สัญญากันไว้ว่าจะมานั่งคุยกันดี ๆ  ความรู้สึกผิดคงทำให้เด็กพวกนี้รู้สึกสับสนว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร ในเมื่ออยากตายแต่ก็ตายไม่ได้ ทำแบบนั้นมันเท่ากับทรยศคนที่ช่วยชีวิตไว้ แม้ว่าจะไม่แน่ใจว่าต่อจากนี้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรแต่ที่แน่ ๆ ก็คือตายไม่ได้ พวกเขาคงต้องอยู่แบบขมขื่นไปตลอดชีวิต

แม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครที่มีชีวิตรอด แต่พวกเขาก็ยังคงรอคอยทุกอย่างอย่างมีความหวังอันริบหรี่ การเทียวกลับไปโรงเรียนหรือสถานที่บางแห่งก็เพราะพวกเขายังหวังว่าคนที่พวกเขารักจะยังมีชีวิตรอด เจ็บปวดนะ เพราะสู้มาด้วยกันขนาดนั้นแต่สุดท้ายก็มาจากกันไป อย่างที่ตัวละครรู้สึกนั่นแหละ ความหวัง เป็นความทรมานที่ร้ายแรงที่สุดที่ทำให้คนเราไม่ยอมแพ้ในชีวิต การไม่ยอมแพ้ดูเหมือนว่าเราจะเป็นคนเข้มแข็งและกล้าหาญ แต่เปล่าเลย มันคือความขี้ขลาดที่ไม่ยอมรับความจริงว่าคนอื่น ๆ ตายไปหมดแล้ว สุดท้ายก็ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยการรออย่างที่ยังคาดหวัง

ถ้าจะพูดกันตามจริง ซีรีส์เรื่องนี้ก็ยังมีอะไรหลาย ๆ อย่างให้วิจารณ์ความไม่สมเหตุสมผลอยู่มากมาย แต่พอมาคิด ๆ ดูอีกที ซีรีส์เรื่องนี้มันอาจจะสมบูรณ์เพราะตรรกะที่ไม่สมเหตุสมผลนี่แหละ การกระทำของมนุษย์ที่ทำตามแรงขับของจิตใต้สำนึกมันไม่ได้คำนึงถึงเหตุผลเสมอไป แต่มันถูกขับเคลื่อนไปตามสัญชาตญาณและจิตสำนึก เราอาจจะไม่อิน ไม่ซึ้ง และหงุดหงิดพฤติกรรมบางอย่างของตัวละคร แต่ถ้าลดอคติลงแล้วกลับไปลองค้นหาดูว่ามีอะไรที่สนับสนุนให้พวกเขาทำเรื่องโง่ ๆ แบบนั้น เราก็จะได้คำตอบเองว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์มักทำเรื่องโง่ ๆ มากกว่าเรื่องฉลาด เพราะการใช้ชีวิตประจำทั่ว ๆ ไป เราไม่ต้องพยายามใช้หัวคิดกับทุกสิ่งอย่างเพื่อที่จะมีชีวิตรอดนั้นไง

นี่มองว่าเด็กพวกนี้ฉลาดมากนะที่พาตัวเองรอดมาได้ด้วยวิธีเอาตัวรอดแบบนั้น อย่าลืมว่าพวกเขาเป็นแค่เด็กม.ปลาย และไม่ใช่คนที่อยู่ในมุมมองของพระเจ้าที่เห็นทุกอย่างแบบเรา เราเป็นคนดูเกมไม่ใช่คนเล่นเกม ถ้าเราลงไปเล่นเกมที่มีชีวิตเป็นเดิมพันแบบนั้นเองก็คงจะไม่มีแก่ใจมานั่งคิดวิธีฉลาด ๆ หรอก มันมีแค่วิธีที่จะทำหรือไม่ทำ เพราะต้องเอาชีวิตรอด และสุดท้ายนี้ แม้เราจะลืมคนที่ตายได้ แต่ยากที่จะลืมคนที่กลายร่างไปแล้ว นี่แหละที่ซีรีส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ก็คือการที่เราไม่ลืมคนที่กลายร่างเพื่อช่วยให้คนที่พวกเขารักยังอยู่รอด ?