คนเราอ่อนแอได้ ร้องไห้ได้ และต้องลุกขึ้นมายืนเองได้

ออฟฟิศของชาว Tonkit360 มักจะมีแขก VVIP มาเยือนทุกเวลาสี่โมงเย็นเป็นเด็กน้อยวัย 3 ขวบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ที่มักเข้าใจว่าตนเองนั้น 5 ขวบ การมาเยือนของเด็กน้อยสร้างรอยยิ้มให้กับชาว Tonkit360 ได้เสมอเพราะนอกจากจะพูดไทยไม่ชัดแล้ว ความสดใสของเด็กวัย 3 ขวบก็ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานไม่น้อย

อาการวิ่งตื๋อมาเปิดประตูแล้ววิ่งเข้ามาภายในออฟฟิศนั้นเป็นที่รู้กันดีว่าถ้าอยากได้ความสดใสต้องแลกด้วยช็อกโกแลต ที่มีติดตู้เย็นของออฟฟิศเอาไว้เพื่อการนี้ เสมือนออฟฟิศเป็นซุ้มพักของเจ้าเด็กน้อยก็ว่าได้

วันหนึ่งเวลาเย็นย่ำ ขณะที่ชาวคณะ Tonkit360 เลิกงานและทยอยกันกลับบ้าน เจ้าเด็กน้อยก็วิ่งตื๋อมาเหมือนทุกครั้ง แต่รอบนี้เหมือนเบรกไม่ทำงาน สะดุดขาตนเองล้มลงหน้าทางเข้าออฟฟิศ แน่นอนเสียงร้องไห้ดังลั่นไปทั้งซอย ปะป๊าของเจ้าเด็กน้อยที่เป็นคนไทย ซึ่งผู้เขียนเองก็คุ้นเคยดีเดินออกมาตามเสียงร้อง

ถ้าเป็นลูกคนไทยภาพที่จะเกิดขึ้นต่อไป คือพ่อหรือแม่ต้องเข้ามาอุ้มพร้อมกับคำปลอบโยน แต่สำหรับเจ้าเด็กน้อยวัย 3 ขวบต้องสู้ชีวิตมากกว่านั้น เมื่อปะป๊า ของเขาเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงทุ้มสบาย ๆ ว่า “อ่าว…ยูล้มลงไปได้ก็ต้องลุกเองได้นะ” ในฐานะพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ออกจะรู้สึกทึ่งไม่น้อยกับสิ่งที่ “ปะป๊า” กล่าวกับลูกชายตนเองแม้จะเป็นประโยคธรรมดา แต่ความหมายมันลึกมาก

เจ้าเด็กน้อยที่กำลังน้ำตาไหลย้อย พอได้ยินเสียง “ปะป๊า” พูดแบบนั้นเขายังคงร้องไห้ต่ออีกอึดใจ ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นเองพร้อมกับเสียงสะอื้นฮัก ๆ แล้วค่อย ๆ เดินตามพ่อที่มาจูงมือพาเข้าบ้าน…ค่ะ ดราม่า ของเจ้าแสนซนวัย 3 ขวบจบแค่นั้น แต่ประโยคของปะป๊าเจ้าสามขวบยังคงติดอยู่ในใจ

สำหรับคนไทยที่ได้รับการเลี้ยงดูมาแบบไทย ๆ จะคุ้นกับการเข้ามาอุ้มเพื่อปลอบประโลมของพ่อแม่ จนทำให้เด็กไทยโตมาแบบโดนสปอยล์ (ไม่เว้นแม้แต่คนเขียน) หรือเด็กผู้ชายที่จะถูกเลี้ยงมาโดยการปลูกฝังว่า “เป็นผู้ชายต้องเข้มแข็ง ห้ามร้องไห้” ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเพศไหน คุณร้องไห้ได้ค่ะ ถ้ามันหนักก็ต้องปล่อยออกมา เพราะการร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าคุณอ่อนแอ แต่มันทำให้เห็นว่าคุณยังมีหัวใจ

เหตุการณ์ของเจ้าจอมซนวัย 3 ขวบและวาทะจากปะป๊าของเขานั้น ทำให้ผู้เขียนรู้สึกได้ว่าเราอาจจะเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่ากับความหมายของคำว่า พ่ายแพ้ หรือ อ่อนแอ เพราะในความเป็นจริง คนเราไม่สามารถชนะได้ทุกเรื่อง ไม่สามารถเข้มแข็งได้ตลอดเวลา หากแต่ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราท่านนั้น สามารถอ่อนแอได้ แพ้ได้ และร้องไห้ได้ เพียงแต่เราต้องรู้จักที่จะลุกขึ้นมาเองได้เช่นกัน เพราะถ้ารอให้คนอื่นมาปาดน้ำตา หรือส่งมือมาฉุดให้ลุกขึ้น เราอาจต้องรออย่างยาวนาน หรืออาจไม่มีวันนั้นเลย

แต่ถ้าเราทำแบบเจ้าจอมซนวัย 3 ขวบที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นพร้อมกับเสียงสะอื้นฮัก ๆ แล้วเอามือปาดน้ำมูกป้ายน้ำตา แล้วก้าวเดินตามมือพ่อไปอีกครั้ง ก็ไม่มีใครมองว่าเราอ่อนแอ และถึงใครจะมองว่าเราอ่อนแอ ก็ปล่อยให้เขามองไป…เพราะสุดท้ายแล้วคุณเองก็ได้รู้ว่าคุณเองยังมีความรู้สึกอยู่ในหัวใจ และพร้อมที่จะสู้ต่อไป

ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายคนต้องสู้กันแบบสุดใจ หลายคนเริ่มท้อเริ่มเหนื่อย ลองใช้เหตุการณ์ของเจ้าสามขวบเป็นกรณีศึกษาก็ได้ค่ะ และอยากจะบอกทุกคนที่รู้สึกเหนื่อยว่า ถ้าเหนื่อยนักก็พักบ้าง ถ้ามันอัดอั้นอยู่ข้างในก็ปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมา ถ้าโอกาสยังไม่มาถึงก็ก้มหน้าทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

หวังว่าเรื่องเล่าของเจ้าเด็กน้อยวัย 3 ขวบจะเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่กำลังรู้สึกเหนื่อยได้นะคะ เพราะคนเขียนเองก็ต้องลุกขึ้นมาปาดน้ำตา ป้ายน้ำมูกอยู่ทุกวันเช่นกัน (ฮา)

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ