ถูกเหยียดเหมือนกัน แต่ทำไม #StopAsianHate ถึงเงียบกว่าที่คิด

ภาพจาก The Harvard Gazette

ช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าโลกออนไลน์พากันติดแฮชแท็ก #AsiansAreHuman หรือ #StopAsianHate กันอยู่บ้าง แต่สงสัยไหมว่าเมื่อเทียบกับตอน #BlackLivesMatter แล้ว ถือว่ากระแสการเคลื่อนไหวเพื่อคนเอเชียยังน้อยกว่ามาก ทั้งที่ความรุนแรงไม่ต่างกันเลย มีข่าวการทำร้ายร่างกายคนเอเชีย หรือคนอเมริกันเชื้อสายเอเชียบ่อยมาก แต่การเรียกร้องความเท่าเทียมของคนเอเชียไม่เห็นจะเป็นวงกว้างเหมือนตอนเรียกร้องสิทธิให้คนผิวสี

เหตุที่คนเอเชียก็ตกเป็นเหยื่อของการเหยียดไม่น้อยไปกว่ากันนี้ มาจากเหตุการณ์โรคระบาด ที่มีข่าวว่าจุดเริ่มต้นของไวรัสมรณะนี้มาจากประเทศจีน ทำให้เกิดกระแสต่อต้านและเกลียดชังคนจีนอย่างหนักในหลายประเทศ หรือแต่คนที่มีเชื้อสายเอเชียธรรมดา หรือโทนหน้าไปทางจีนก็โดนด้วย ทั้งที่ความเชื่อนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าแหล่งที่มาที่แท้จริงของไวรัสที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วโลกนี้มาจากไหน แค่เห็นว่าเป็นคนเอเชีย ก็เหมารวมว่าเกี่ยวข้องกับโรคระบาดนี้

นี่อาจเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากมีโรคระบาด แต่กระแสเกลียดชังคนเอเชียในสหรัฐฯ มีมานานแล้ว คนเอเชียในสหรัฐฯ ถูกเลือกปฏิบัติมาตั้งแต่ยังไม่มีโรคระบาด มีชาวเอเชียจำนวนไม่น้อยที่ถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจจากการเหยียดและเกลียดชังเชื้อชาติ แต่ Asian Lives Matter กลับเงียบกว่าที่ควรจะเป็น

วาทกรรมล้างสมองจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ตลอดช่วงการระบาดของ COVID-19 จนถึงก่อนที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะหมดวาระ เรามักจะได้ยินอดีตทรัมป์ มักใช้ถ้อยคำที่แสดงออกถึงความเกลียดชัง (Hate speech) อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแถลงข่าวธรรมดา การปราศรัยช่วงหาเสียงเลือกตั้ง หรือในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่วนตัว เช่น “ไวรัสจีน” บ้าง “ไวรัสอู่ฮั่น” บ้าง หรือแม้กระทั่งกล่าวตรง ๆ ว่าจีนเป็นต้นกำเนิดของไวรัสมรณะนี้ รวมถึงการเรียกร้องให้จีนชดใช้ความเสียหายที่ปล่อยไวรัสตัวนี้ออกมาจนแพร่ระบาดไปทั่วโลก

ข้อเท็จจริงบางประการที่เกิดขึ้นนี้นับว่ามีผลต่อคนจำนวนไม่น้อยหนึ่งในลักษณของการชวนเชื่อและล้างสมอง โดยเฉพาะกลุ่มคนอเมริกันชาตินิยมที่ยังจงรักภักดีต่อทรัมป์ ดังที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและการก่อจลาจลในอีกไม่กี่วันก่อนที่ทรัมป์จะหมดวาระ จากชาวอเมริกันหัวรุนแรงสุดโต่งที่ยังสนับสนุนทรัมป์ ดังนั้น ข้อความต่าง ๆ ที่มาจากทรัมป์ จึงเหมือนกับคำสั่งประกาศิตที่มีผลชี้เป็นชี้ตาย ถ้าทรัมป์เชื่อว่าไวรัสมรณะนี้มาจากจีน ผู้สนับสนุนก็จะเชื่อแบบนั้นเช่นกัน

เมื่อผนวกรวมกับเหตุการณ์ที่ทรัมป์ไม่ได้ไปต่อในการเป็นผู้นำสมัยถัดมา ทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ก่อเหตุรุนแรงขึ้น จากที่เคยตะโกนถ้อยคำรุนแรงด่าว่าคนจีน (เอเชีย) เฉย ๆ กลายเป็นอาชญากรรมทำร้ายร่างกายคนเอเชียไม่เลือกหน้าดังที่เป็นข่าวให้เห็น ซึ่งก็รู้กันว่าคนที่เห็นด้วยกับทรัมป์มีจำนวนไม่น้อย ดังนั้น การจะหยุดเหตุการณ์ความรุนแรงนี้จึงดูแผ่วเบาลงมาก

เพราะโรคระบาดทำคนเดือดร้อนกันทั้งโลก

วาทกรรมล้างสมองจากอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ กลายเป็นความเชื่อฝังหัวคนจำนวนไม่น้อยไปแล้วว่าจีนนี่แหละ คือถิ่นกำเนิดไวรัสมรณะ ไวรัสที่ทำให้ทุกคนบนโลกได้รับความเดือดร้อนไปกันหมดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ฉะนั้น ก็ไม่แปลกที่ในใจใครหลาย ๆ คนจะมีอคติตราหน้าคนจีนแบบเหมารวมไปแล้ว แม้ว่าจะไม่แสดงออกมาก็ตาม

นี่จึงน่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระแสความเคลื่อนไหวไม่แรงเท่าตอน Black Lives Matter เพราะกรณีคนจีน (เอเชีย) ชาวโลกจำนวนไม่น้อยตั้งธงในใจไปแล้วว่าจีนคือต้นตอของไวรัส จึงมีแนวโน้มที่จะมองดูเฉย ๆ ไม่แสดงปฏิกิริยายินดียินร้ายอะไร แล้วก็อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าในใจลึก ๆ อาจจะแอบสะใจอยู่ อีกทั้ง กรณีของชายผิวสีก็แตกต่างออกไปเล็กน้อย ตรงที่ผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงดูเหมือนประชาชนถูกข่มเหงรังแกและกระทำเกินกว่าเหตุ จนนำไปสู่การประท้วงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับชาวผิวสี

ในขณะที่การเหยียดและทำร้ายคนเอเชียที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำจากประชาชนต่อประชาชน แม้จะผิดและถูกประณาม แต่ก็ดูเบากว่ากรณีของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ

ทัศนคติของชาวโลกเกลียดคนจีนมานานแล้ว

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การที่ประเด็นคนเอเชียถูกทำร้ายกระแสการเคลื่อนไหวไม่แรงเท่ากรณีชายผิวสี เป็นเพราะทัศนคติของชาวโลกต่อคนจีนหรือไม่ อย่างในสหรัฐอเมริกา หากมองในทุกด้าน คนอเมริกันไม่ได้มองคนจีนว่าเป็นต้นกำเนิดไวรัสเพียงอย่างเดียว แต่อเมริกาและจีนเป็นคู่แข่งมหาอำนาจโลกในยุคปัจจุบันด้วย เช่นเดียวกันกับคนไทยบางคนก็มีทัศนคติเกลียดชังคนจีนมาแต่ไหนแต่ไร จากคำเรียกเหยียดเชื้อชาติ เช่น พวกเจ๊ก พวกตาตี่ เป็นต้น

ที่สำคัญ แผ่นดินสยามมีเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่แสดงถึงความเกลียดชังคนจีน คือ “ยิวแห่งบูรพาทิศ” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ภายใต้นามปากกา อัศวพาหุ ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์ชาวจีนในสยาม ต่อต้านและเสียดสีคนจีน ให้ภาพลักษณ์คนจีนที่เข้ามาทำมาหากินในดินในสยามว่าเหมือนเหลือบไรที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ แย่งงานคนไทยทำ ไม่มีสำนึกในแผ่นดินที่เข้ามาอาศัยอยู่ และที่สำคัญ คือไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้รัฐบาลสยามในเวลานั้นมีนโยบายควบคุมชาวจีนอย่างเข้มงวดมาก

แต่ถ้ามองอีกด้าน “ยิวแห่งบูรพาทิศ” แฝงการแสดงอำนาจให้คนจีนในแผ่นดินสยามหันมาสนับสนุนสถาบันกษัตริย์สยามอยู่ไม่น้อย และเป็นผลสำเร็จด้วย เพราะจากการเสียดสีคนจีน ทำให้คนจีนพากันบริจาคนู่นนั่นนี่ให้กับรัฐบาลสยาม ยิวแห่งบูรพาทิศ จึงมีนัยยะซับซ้อนกว่าการต่อต้านเสียดสีคนจีน เพราะมันแฝงไปด้วยกลวิธีในการควบคุมคนจีนที่อยู่บนแผ่นดินสยาม ประมาณว่าเข้ามาทำงานในแผ่นดินนี้ก็ต้องจ่ายให้แผ่นดินนี้ถึงจะอยู่รอด

อีกสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือการทำมาค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองของคนจีน ในสายตาต่างชาติมองคนจีนเป็นคนที่ขยันมาก แม้จะเป็นชาวจีนโพ้นทะเล ที่นั่งสำเภามาไทยแบบเสื่อผืนหมอนใบ แต่พอมาอยู่ที่ไทยแล้วกลับได้ดิบได้ดี เป็นมหาเศรษฐี คนไทยในสมัยนั้นจึงมองว่าคนจีนที่เข้ามาทำมาหากินบนแผ่นดินไทยว่ามาตักตวงความร่ำรวยกลับบ้าน ทำการค้าแบบมีเล่ห์เพทุบาย แถมยังฉลาดแกมโกง

เช่นเดียวกัน สายตาของคนอเมริกันก็มองว่าคนเชื้อสายเอเชียในสหรัฐฯ เป็นชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอาศัยอยู่ แต่กลับเป็นกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จ มีฐานะทางสังคม มีรายได้ มีการศึกษา ที่ดีกว่าคนเชื้อสายอื่น ทั้งที่ไม่ได้รับสิทธิพิเศษอะไร แค่ขยัน อดทนก็ได้ดีแล้ว ดังนั้นเหตุการณ์การทำลายทรัพย์สิน หรือฉกชิงวิ่งราวข้าวของชาวเอเชียในสหรัฐฯ ก็เพราะผู้ก่อเหตุคิดว่าคนเอเชียมีฐานะ ส่วนตนต้องตกงาน

ไม่เพียงแต่ชาวไทย (บางคน) ที่เกลียดคนจีนมาแต่เดิม เพราะในช่วงเวลานั้นความเกลียดชังชาวจีนของชาติตะวันตกก็มีไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งก็คือการเปรียบชาวจีนเป็นชาวยิว (ที่คนตะวันตกเกลียด) แล้วเหมารวมว่าลักษณะนิสัยคล้ายกัน เช่น ฉลาด โลภมาก กอบโกย ขี้โกง คิดแต่จะได้ และมองว่าชาวจีนสกปรกด้วย

หรือเราเองก็คิดอย่างนั้น?

อาจต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองดูอีกครั้งว่าเราในฐานะคนเอเชียเหมือนกัน เคยรู้สึกเหยียดคนเอเชียด้วยกันในใจไหม คนเอเชียที่เป็นชาติอื่น ๆ (จริง ๆ เหยียดคนชาติเดียวกันก็ทำมาแล้ว) เคยรู้สึกโทษว่าโรคระบาดนี้เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่งหรือเปล่า กำลังโทษว่าเชื้อไวรัสที่กำลังระบาดอยู่นี้เป็นความผิดของชาวจีนหรือเปล่า

หากยังนึกภาพไม่ออก ลองนึกย้อนกลับไปในช่วงต้นของการแพร่ระบาดดูก็ได้ คนไทยบางคนยังมีคำพูดแสดงความเกลียดชังคนจีน บางคนไล่คนจีนกลับประเทศด้วยเหมือนกัน ถ้าเดินสวนกันหรือพบปะกัน แล้วรู้ว่าเป็นคนจีน คนไทยบางคนก็ทำเหมือนเขาเป็นตัวเชื้อโรคเหมือนกัน

ไม่เชื่อว่าการรณรงค์จะหยุดความรุนแรงอะไรได้

ความเกลียดชังคนจีน (เอเชีย) นั้นฝังรากลึกมานานมาก ๆ แล้ว แม้ว่าเวลานี้คนจะตระหนักรู้ถึงความเท่าเทียมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์มากขึ้น แต่ในความเป็นจริง การรณรงค์ด้วยป้าย การออกไปประท้วง การเคลื่อนไหวด้วยการติดแฮชแท็กบนโลกออนไลน์ คนดังในแวดวงต่างๆ ทั่วโลกต่างออกมาประณามความรุนแรง และช่วยกันพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จะสร้างความเข้าใจและยุติพฤติกรรมรุนแรงได้หรือไม่ และในท้ายที่สุด เราจะหยุดคนที่ทำร้ายคนด้วยการประณามได้จริง ๆ น่ะหรือ โดยเฉพาะในใจที่อาจจะตั้งธงอยู่

ฉะนั้น หากต้องการให้เกิดความเท่าเทียมในฐานะเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน ก็ควรเรียกร้องให้สังคมหันมาตระหนักและสนใจอันตรายที่เกิดขึ้นกับทุกคนไม่ว่าจะใคร เชื้อชาติ สีผิว ศาสนาใดก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะกับคนผิวสี เพราะคนเอเชียก็ถูกกระทำทั้งจากคนผิวขาว และผิวสีเหมือนกัน

ข้อมูลจาก HRW, nbc news