
อากาศร้อนจัด แดงแรงขนาดนี้ นอกจากจะต้องระวังเรื่อง “ฮีทสโตรก” หรือโรคลมแดดกันแล้ว เรื่องอาหารการกินก็ต้องระวังกันเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน เพราะ “อาหารเป็นพิษ” เป็นโรคที่พบได้มากที่สุดในช่วงหน้าร้อน โดยจากสถิติเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากว่า 87,000 คนเลยทีเดียว ขณะที่ “โรคอุจจาระร่วง” หรือท้องร่วงก็เป็นโรคสุดฮิตด้วยเช่นกัน
เชื้อโรคเติบโตได้ดีในหน้าร้อน
ในช่วงหน้าร้อนโดยเฉพาะเดือนเมษายที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดในรอบปี ส่งผลให้เชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี ซึ่งภาวะอาหารเป็นพิษ เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคเหล่านี้
- ชิเกลล่า (Shigella) พบการปนเปื้อนทั้งในผลิตภัณฑ์อาหารสด น้ำดื่มที่ไม่สะอาด รวมไปถึงอาหารสดที่สัมผัสกับคนที่มีเชื้อโดยตรง
- ไวรัสก่อโรคผ่านทางเดินอาหาร (Enteric Viruses) มักปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารสด น้ำดื่มที่ไม่สะอาด และสัตว์น้ำที่มีเปลือก
- ซาลโมเนลลา (Salmonella) พบในเนื้อสัตว์ดิบ ไข่ดิบ นม และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม
- คลอสติเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) เป็นเชื้อที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะแวดล้อมที่มีออกซิเจนน้อย มักพบในบรรจุภัณฑ์อาหารกระป๋องที่ผ่านกระบวนการผลิตไม่ถูกสุขลักษณะ
- อีโคไล (E. Coli) บางสายพันธุ์ พบมากในเนื้อสัตว์ดิบ
ป้องกันไว้ก่อนดีที่สุด!
หากไม่อยากป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ การดูแลสุขอนามัยด้านอาหารการกินเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานที่ไม่ถูกสุขอนามัย จึงทำให้เจ็บป่วยได้ โดยกรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” เป็นสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอาหารเป็นพิษได้
- เลี่ยงการกินอาหารที่ไม่ได้ปรุงสุกก่อนรับประทาน
- เลี่ยงอาหารที่ทิ้งไว้ข้ามวัน
- กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่
- เลี่ยงอาหารแห้งและของหมักกดอง
- อาหารที่เก็บไว้นานเกิน 2 ชั่วโมง ต้องอุ่นทุกครั้งก่อนรับประทาน
- อาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิสด เสี่ยงต่อการบูดง่าย ถ้าสังเกตเห็นฟองห้ามรับประทานเด็ดขาด
- เลือกบริโภคอาหาร น้ำดื่ม และน้ำแข็งที่สะอาด
- หากอาหารหรือน้ำดื่มมีกลิ่นหรือรส เปลี่ยนไป ไม่ควรรับประทานต่อ
- ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
- ล้างมือทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร, หลังจากสัมผัสสิ่งสกปรกและเชื้อโรคจากแหล่งต่าง ๆ และหลังออกจากห้องน้ำ
รู้ได้อย่างไรว่าอาหารเป็นพิษ?
ผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษ ส่วนใหญ่จะมีอาการภายใน 8-12 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารไปแล้ว โดยมีอาการดังต่อไปนี้
- คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกพะอืดพะอม
- ปวดท้องแบบบิดเกร็งเป็นพัก ๆ
- ท้องเสียรุนแรง ถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ
- มีอาการปวดศีรษะรุนแรง และอาจมีไข้ร่วมด้วย
หากไม่อยากเสี่ยงต่อโรคอาหารเป็นพิษ กรมควบคุมโรคแนะนำเมนูที่ควรระมัดระวังในการรับประทานเป็นพิเศษ ได้แก่ 1.จ่อม/ก้อย/ลาบดิบ 2.อาหารประเภทยำ 3.อาหารทะเล 4.ข้าวผัด/ข้าวผัดโรยเนื้อปู 5.ขนมจีน 6.สลัดผัก 7.อาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิ 8.ส้มตำ 9.ข้าวมันไก่ และ 10.น้ำแข็งที่ไม่สะอาด เพราะเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วง
เมื่อไรควรหาพบแพทย์?
ปกติแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นได้ ด้วยการดูแลตัวเองเบื้องต้น ทั้งการดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากอาการท้องร่วงและอาเจียน รวมถึงจิบน้ำผสมผงเกลือแร่ ที่มีเกลือและน้ำตาลกลูโคสเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อทดแทนน้ำและแร่ธาตุที่สูญเสียไปจากการอาเจียนและถ่ายอุจจาระ และห้ามรับประทานยาเพื่อให้หยุดถ่าย เพราะจะทำให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะเป็นอันตรายมากขึ้น
แต่หากยังมีอาการท้องเสียติดต่อกัน 3 วันในผู้ใหญ่ หรือท้องเสียติดต่อกัน 24 ชั่วโมงในเด็ก และอาการยังไม่ดีขึ้น อาเจียนต่อเนื่องนานกว่า 12 ชั่วโมงจนทำให้เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง และมีเลือดปนในอาเจียนหรืออุจจาระ ให้รีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัยและตรวจอาการโดยละเอียด
ข้อมูล : กรมควบคุมโรค / พบแพทย์ / คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล






























