Home Uncategorized มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 3)

มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 3)

มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนแรก)
มีอะไรดี ที่บรูไน (ตอนที่ 2)

หากดูจากแผนที่ปัจจุบัน บรูไนในทุกวันนี้ เป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่ดูเหมือนส่วนหนึ่งของมาเลเซีย และอินโดนีเซียบนเกาะบอร์เนียว

แม้บรูไนจะเป็นประเทศเล็ก ทว่า ก็อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ซึ่งมีแนวเขา Bukit Pagon เป็นหลังพิงอันสำคัญ นอกจากนี้บรูไนยังมีแม่น้ำสายสำคัญนั่นคือ แม่น้ำบรูไน

แม่น้ำบรูไน นอกจากจะเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงบรูไนให้เป็นบรูไนทุกวันนี้แล้ว ยังเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญที่สุดในการสร้างบรูไนยุคใหม่

นั่นเป็นเพราะว่า แม่น้ำบรูไน เป็นที่ตั้งของ กัมปง ไอเยอร์ หรือ Water Village บรรพบุรุษหมู่บ้านชาวประมง ที่นับเป็นธุรกิจที่สร้างชาติบรูไนต่อจากธุรกิจการบูร และในปัจจุบันก็คือธุรกิจปิโตรเลียม

สุลต่านพระองค์แรกของบรูไนคือ Muhammad Shah พระองค์ทรงสถาปนาบรูไนขึ้นเป็นอาณาจักร ตั้งต้นที่บริเวณปากแม่น้ำบรูไน ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14

ในยุคโบราณ บรูไนก็เหมือนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ที่อยู่ใต้อิทธิพลฮินดูของวิจายะปุระอินเดียที่เผยแผ่ศาสนาฮินดูครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ก่อนหน้าที่องค์สุลต่าน Muhammad Shah จะก่อร่างสร้างอาณาจักรและสถาปนาจักรวรรดิบรูไนขึ้น เกาะบอร์เนียวยังอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักรศรีวิชัยที่ถือพุทธนิกายมหายานและอาณาจักรสิงหะส่าหรีที่ถือศาสนาฮินดูและพุทธนิกายมหายานที่แม้กำลังอ่อนล้า ทว่า ก็ยังไม่โรยแรง

ขณะเดียวกัน อาณาจักรมัชปาหิตที่นับถือศาสนาฮินดูและพุทธนิกายมหายาน ก็กำลังเริ่มเข้าสู่ช่วงรุ่งเรือง ความเฟื่องฟูของอาณาจักรมัชปาหิตนั้น ยิ่งใหญ่แค่ไหนขอให้พิจารณาถึงการครอบครองดินแดน ซึ่งกินพื้นที่ทางตอนใต้ของ ASEAN เกือบทั้งหมด ในห้วงคริสต์ศตวรรษที่ 13

หลังจากอาณาจักรมัชปาหิตค่อยๆ เสื่อมอำนาจลงในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 มลายูกับอินโดนีเซียเริ่มแยกตัวเป็นเอกเทศ จักรวรรดิบรูไนที่รับศาสนาอิสลามมาจากมลายูจึงค่อยๆ ขึ้นมามีบทบาทบนเกาะบอร์เนียว

ช่วงรุ่งเรืองถึงขีดสุด ห้วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ในรัชสมัยสุลต่าน Bolkiah จักรวรรดิบรูไน แผ่ขยายอาณาเขตครอบคลุมบอร์เนียวทั้งเกาะ ลงไปถึงตอนใต้คือโมลุกกะ ทางตะวันออกคือซูลู และมินดาเนา ด้านเหนือคือโมโร

ในระหว่างนั้น นับตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นยุคทองของลัทธิอาณานิคม เมื่อชาติตะวันตกอันหมายถึงชาติยุโรปที่มีความเจริญรุดหน้าในหลายๆ ด้าน เริ่มออกเสาะแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติในต่างแดน อันนำมาสู่การล่าอาณานิคม

การล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกมีหลายรูปแบบ อาจเริ่มด้วยการเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี ทั้งทางด้านการทูต และการพาณิชย์ ผ่านการเข้ามาทำการค้าผ่านเรือเดินสมุทร เรือสำเภา การเข้ามาลงทุนในกิจการที่ประเทศนั้นๆ มีความเชี่ยวชาญและประเทศเป้าหมายยังไม่มีเทคโนโลยีดังกล่าว ฯลฯ

แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือการเข้ามาในรูปแบบของการกำหนดสนธิสัญญาต่างๆ เพื่อควบคุมกลไกสำคัญของประเทศเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และหนักที่สุดก็คือการคุกคามด้วยกำลังทหาร ไม่ว่าจะเป็นเรือปืน เรือรบ หรือทหารนาวิกโยธิน และทหารราบ

เหตุผลหลักของการล่าอาณานิคมก็คือการเสาะแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ และเหตุผลรองๆ ลงมาก็คือการค้ามนุษย์ เช่น การค้าทาส การค้าแรงงาน และการค้าประเวณี แต่เหตุผลสำคัญที่สุดก็เห็นจะเป็นการยึดดินแดนประเทศเป้าหมายให้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนั้นๆ หรือการเป็นเมืองขึ้น หรือประเทศอาณานิคมนั่นเอง

บรูไนเองก็เห็นจะหนีไม่พ้นเงื่อนไขนี้ (Teixeira, 1507)

เพราะเริ่มตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ในปี ค.ศ.1505 ที่ประเทศเจ้าอาณานิคมโปรตุเกสได้เริ่มทำการออกสำรวจทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการรายงานผลการสำรวจกลับไปยังเจ้าผู้ครองอาณาจักรโปรตุเกสถึงการค้นพบการบูรจำนวนมากบนเกาะบอร์เนียว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ของบรูไน

อันนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจการค้าการลงทุนด้านการเกษตรและการเกษตรแปรรูปการบูรของบรูไนในเวลาต่อมา

พร้อมๆ กับการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณช่องแคบมะละกา หรือหมู่เกาะโมลุกกะที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของเครื่องเทศที่มีเป็นจำนวนมากทั้งปริมาณและคุณภาพ

บรูไนเองนั้น นอกจากการบูรแล้ว ยังมีผลหมากรากไม้นานัปการที่เป็นเป้าหมายของประเทศนักล่าอาณานิคม เพราะเกาะบอร์เนียวในยุคนั้นมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี การบูรยังคงเป็นผลผลิตหลักในระดับสินค้าส่งออก ที่สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับบรูไน สาเหตุเพราะว่ามีความนิยมใช้การบูรทั้งในอินเดียซึ่งมีประชากรจำนวนมาก และในประเทศมุสลิมในแถบตะวันออกกลางนั่นเอง

เป็นเวลาเกือบ 70 ปี ที่โปรตุเกสเจริญสัมพันธไมตรี ทั้งทางด้านการทูต และการพาณิชย์กับบรูไน นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1505 ถึงปี ค.ศ.1574 จนกระทั่งสเปน ได้เริ่มเดินทางมาถึงบรูไนในปี ค.ศ.1574 นี้เอง (Cauchela, 1574)

มีการเดินเรือสเปนผ่านเข้ามาทางทิศเหนือของบรูไนคือโมโร ซึ่งในอดีตเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของบรูไนมาก่อน การเข้ามาของสเปนผ่านทางโมโรนัยหนึ่งก็คือการหยั่งท่าทีในเขตอิทธิพลของโปรตุเกส เพราะขณะนั้น สเปนได้ครอบครองหมู่เกาะฟิลิปปินส์ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโมโรและบรูไนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1521

ทว่า ด้วยอิทธิพลของโปรตุเกสที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในบริเวณน่านน้ำทะเลจีนใต้จนกระทั่งถึงปากแม่น้ำบรูไนตลอดจนชายฝั่งทางเหนือของเกาะบอร์เนียว ผนวกกับบรูไนเองที่ดำเนินยุทธศาสตร์ทางการค้ากับฟิลิปปินส์ ทำให้สเปนยังคงรอดูท่าที

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1578 ในรัชสมัยของสุลต่าน Saiful Rijal ที่สเปนเริ่มส่งกองเรือออกตระเวนดูลาดเลา (Beltran, 1578)

หลังจากนั้น มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นกับบรูไนในปี ค.ศ.1578 โดยเฉพาะในราวกลางเดือนเมษายน นับตั้งแต่สเปนเปิดศึกที่ปากอ่าวมัวรา ซึ่งปัจจุบันคือเขตปกครองบรูไน-มัวรา เมืองบันดาร์เสรีเบกาวัน

และในเวลาต่อมา ก็เกิดการชิงไหวชิงพริบในทางการเมืองระหว่างประเทศโดยบรูไนหันไปพึ่งโปรตุเกสเจ้าอิทธิพลเดิม ไปจนถึงการที่บรูไนจับมือกับซูลู โมโร และมินดาเนา ซึ่งเป็นมุสลิมเหมือนกัน

ฝ่ายสเปนก็ใช้ฐานใหญ่ในฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นคาทอลิกเปิดศึก กว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายก็ใช้เวลาอยู่นานนับเดือน และกว่าเรื่องราวดังกล่าวจะสงบก็ต้องรอจนกระทั่งถึงเดือนมีนาคมปี ค.ศ.1579

โดยในอีก 10 ปีให้หลัง คือในปี ค.ศ.1588 บรูไนเริ่มขยายอิทธิพลลงไปถึงตอนใต้คือโมลุกกะ ทางตะวันออกคือซูลู และมินดาเนา ด้านเหนือคือโมโร

ทว่า ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในห้วงเวลานั้นก็คือ การที่บรูไนเจริญสัมพันธไมตรี ทั้งทางด้านการทูต และการพาณิชย์ โดยเฉพาะด้านการศาสนากับมินดาเนาซึ่งเป็นรัฐมุสลิมเหมือนกัน